HILIGHT NEWS

จับตา "ว่าที่มรดกโลก" "เขาพระวิหาร" "เผือกร้อน" ไทย-เขมร

จับตา เขาพระวิหาร มรดกโลก ดีไม่ดีอาจเป็นประเด็นทำให้ไทยและกัมพูชาหรือเขมรต้องตึงเครียดใส่กันอีก ครั้ง หลังมี ข่าว ว่า กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียน เขาพระวิหาร เป็น มรดกโลก ต่อองค์การยูเนสโกโดยลำพัง



          กรณี “เขาพระวิหาร” ดีไม่ดีอาจเป็นประเด็นทำให้ไทยและกัมพูชาหรือเขมรต้องตึงเครียดใส่กันอีก ครั้ง หลังจากกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็น “มรดกโลก” ต่อองค์การยูเนสโกโดยลำพัง ในการประชุมที่เมืองไครซ์เชิร์ท นิวซีแลนด์ เมื่อเดือน มิ.ย. 2550 ที่ผ่านมา และมีการทักท้วงจากฝ่ายไทย
 
          เพราะทางเขมรเสนอเฉพาะพื้นที่ในเขตของเขมร
 
          ขณะที่ไทยเห็นว่าควรเป็นพื้นที่มรดกโลกร่วมกัน...
 
          พื้นที่ “เขาพระวิหาร” ปัจจุบันนั้นอยู่บริเวณรอยต่อของสองประเทศ อยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ด้าน จ.พระวิหารของกัมพูชา ส่วนฝั่งไทยอยู่ติดกับชายแดนด้าน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นที่ตั้งของ “ปราสาทหินโบราณ” เป็นปราสาทขอมที่สำคัญทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และแหล่งท่องเที่ยว
 
          จากปัญหาความไม่ชัดเจนในเขตแดนปักปันระหว่างไทยและกัมพูชา ทำให้บริเวณพื้นที่นี้กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างกัน จนในปี 2502 เจ้านโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา ได้ยื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
 
          15 มิ.ย. 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้โบราณสถานดังกล่าวตกเป็นของกัมพูชา ทำให้ไทยจำต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนไปตามคำตัดสินของศาลโลก ซึ่งภายหลังคำตัดสินไทยได้ปิดทางขึ้นในฝั่งไทย ส่งผลให้การขึ้นไปของนักท่องเที่ยวต้องใช้บริเวณที่เรียกว่าช่องบันไดหัก ซึ่งแคบและสูงชันอันตราย แต่ตลอดระยะเวลาก็มีความพยายามประสานรอยร้าวในเรื่องนี้อยู่เรื่อย ๆ มีการเปิด-ปิดทางขึ้นเขาพระวิหารอยู่เป็นระยะ
 
          กล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวเขาพระวิหารแห่งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ สองประเทศ ซึ่งก็มีการทำความตกลงครั้งสำคัญ ๆ อาทิ... ครั้งที่ 1 ปี 2535 มีการลงนามเอ็มโอยูที่จะกำหนดว่าห้าม 2 ฝ่ายเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณชายแดน อันจะส่งผลให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลงไป



          ครั้งที่ 2 ปี 2545 มีการทำเอ็มโอยูโครงการสำรวจและจัดทำหลักเขตไทย-กัมพูชาที่ระบุถึงการอำนวย ความสะดวกการสำรวจตลอดแนวเขตแดน ทางบก, ครั้งที่ 3 ปี 2547 มีมติร่วม ครม. ไทย-กัมพูชา เห็นชอบให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านการท่อง เที่ยว-ศึกษาประวัติ ศาสตร์ ทั้งยังกำหนดให้มีการดำเนินการเสนอเขาพระวิหาร “เป็นมรดกโลกร่วมกัน” ด้วย แต่ล่าสุดดูจะไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ??
 
          การเสนอชื่อเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเคยมีการดำเนินการแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยูเนสโกได้เลื่อนการพิจารณา โดยขอให้สองประเทศหาข้อยุติระหว่างกันให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยนำเสนอในการประชุมในเดือน มิ.ย. 2551 อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางเดือน ก.ย. มีรายงานว่ายูเนสโกได้ส่งเจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศส 2 คนมาตรวจสอบข้อมูลสถานที่ เขตแดน และสภาพแวดล้อมของปราสาทเขาพระวิหารแล้ว อันเป็นขั้นตอนเตรียมขึ้นทะเบียน
 
          กับเรื่องนี้ทางฝ่ายไทย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกที่มี ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ เป็นประธาน มองว่า... จะไม่สมเหตุผลตามหลักวิชาการของการเป็นพื้นที่มรดกโลก ถ้ามีการเสนอเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตกัมพูชา เนื่องจากองค์ประกอบสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ อาทิ ปราสาทโดนตวล, บรรณาลัย, สถูปคู่, สระตราว และโบราณสถานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อยู่ในฝั่งไทย ถ้าจะให้เกิดความสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ และหลัก ประวัติศาสตร์ของเทวาลัยที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ต้องรวมองค์ประกอบทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
 
          “กรณีนี้ควรประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกร่วมกัน เพราะต้องมีการทำแผนอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ หากได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลก เพราะต้องมีการทำเขตกันชนพื้นที่มรดกโลกระหว่างกัน โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีความพยายามทางการทูต แต่กัมพูชาไม่หารือกับไทย แต่อยู่ ๆ ทำเรื่องเสนอเข้าไปอีก ครั้งนี้ไทยเราก็คงไม่ยอม” ...ศ.ดร.อดุลระบุถึงเหตุผลการทักท้วงของฝ่ายไทย
 
          ขณะที่ ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทรรศนะว่า... เรื่องนี้ไม่น่าจะขยายวงความขัดแย้งเหมือนเช่นที่เคยเกิด น่าจะพูดคุยตกลงทำความเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันจากพื้นที่นี้ ทั้งไทยและกัมพูชาต้องไม่มองให้เป็นเรื่องทางกฎหมาย แต่ควรมองในแง่ของความเป็นวัฒนธรรมมากกว่า ไม่จำเป็นที่ไทยและกัมพูชาจะต้องเดินตามที่กฎหมายขีดเส้นกำหนดไว้ว่า พื้นที่นี้ของไทย-พื้นที่นี้ของกัมพูชา เพราะวัฒนธรรมนั้นไม่มีการขีดเส้นอยู่แล้วว่าจำกัดแค่พื้นที่ไหน โดยถ้าทำตามกรอบนี้ได้ก็จะช่วยให้บรรยากาศโดย รวมดีขึ้น เกิดการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลดีแน่นอน
 
          “มีแต่ข้อดีแน่หากพื้นที่เขาพระวิหารได้เป็นมรดกโลก โดยเฉพาะ เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา รวมถึงวัฒนธรรม หากมีการเปิดโต๊ะพูดคุยกันจริง ๆ คิดว่าฝ่ายกัมพูชาเองก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเศรษฐกิจของเขาก็ผูกพันอยู่กับประเทศไทย ฝ่ายกัมพูชาก็ควรจะยกเครดิตบางด้านให้ไทยมาก ขึ้น แต่ไทยเองก็ต้องยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นสมบัติของเขา อย่าพยายาม ยกข้อกฎหมายมาหักล้าง แต่ควรชี้เหตุผลในเรื่องความเชื่อมโยงทางวัฒน ธรรมระหว่างกันจะดีที่สุด” ...ผศ.ดร.วิบูลพงศ์เสนอแนะ
 
          จะเป็นผลดีแน่หาก “เขาพระวิหาร” ได้เป็น “มรดกโลก” แต่ไม่ดีแน่หากต้องเกิดกรณี “พิพาทไทย-กัมพูชา” ขึ้นอีก เรื่องสำคัญเรื่องนี้จะสรุปอย่างไร ?? ต้องติดตาม...


ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องอื่นๆ
  1. โหมงานหนัก "โฟร์" ไข้ขึ้นสูง หามส่งโรงพยาบาล
  2. ตำรวจสากลแฉ ภาพ "ไอ้หื่น" ล่าทั่วโลก
  3. รวบอดีตนักบอลทีมชาติ ขโมยของในร้านเซเว่นฯ
  4. รถออโต้อีกแล้ว พุ่งจมสระ เศรษฐินีดับอนาถ
  5. หวยบนดินเฮ คลังชี้ไม่ผิดกฎหมาย เตรียมขายต่อ
  6. "เซเว่น" ส่งความสุขเต็มอัลบั้ม "24/7" อ้อนอยากกลับมาไทยอีก
  7. รำลึก 12 ปี "คึกฤทธิ์" แจกหนังสือ "ที่สุดของความเป็นไทย"
  8. หนุ่มก่อสร้างเมา ซิ่งฝ่าด่านตรวจ ชน ดต.กระเด็นสลบคาที่
  9. เปิบลาบหมูดิบตาย 2 หูดับอีก1 จี้สธ.ออกกฎหมายคุม
  10. ประเดิมบอลโลก ไทยเหนือชั้น ถล่มยับมาเก๊า 6-1

เรื่องน่าสนใจ