22 ปีที่รอคอย มาเลเซีย เยือน อวกาศ สำเร็จ
ชาว มาเลเซีย ตื่นเต้น ข่าว ร้อน เมื่อ นักบินอวกาศ คนแรกของ ประเทศ มาเลเซีย ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ เดินทางกลับมายังโลก หลัง เดินทาง ไปกับยาน โซยูซ เอฟจี ของ รัสเซีย มุ่งหน้าสู่ สถานี อวกาศ นานาชาติ หลัง รอคอย มา 22 ปี
สัปดาห์ก่อนชาวมาเลเซียตื่นเต้นกับการเดินทางกลับมายังโลกของ ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ นักบินอวกาศคนแรกของประเทศ หลังจากเดินทางไปกับยาน โซยูซ-เอฟจีของรัสเซีย มุ่งหน้าสู่สถานี อวกาศนานาชาติ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา
การเดินทางในครั้งนั้น ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ ได้เดิน ทางสู่อวกาศพร้อมกับเพื่อนนักบินชื่อ เปกกิ วิตสัน สาวชาวอเมริกัน และ ยูริ มาเลนเซนคอฟ ชาวรัสเซีย ดำเนินการทดลองวิทยาศาสตร์ในนาม สถาบันจีโนมของมาเลเซีย ที่สถานีอวกาศนานาชาติ นาน 12 วัน เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะไร้น้ำหนักและคลื่นในอวกาศที่มีต่อเซลล์ต่างๆ รวมทั้งได้ทดลองสารประกอบโปรตีน เพื่อพัฒนาเป็นวัคซีนต้นเชื้อ HIV ต่อไป
ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ วัย 35 ปี นักบินอวกาศคนแรกของมาเลเซีย กลายเป็นฮีโร่ขึ้นมาทันทีหลังจากเขาได้ผ่านการ คัดเลือกจากผู้สมัคร 11,000 คน เขามีดีกรีเป็นถึงแพทย์สาขาออร์โธปิดิก และนายแบบนอกเวลา ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ นอกจากเป็นนักบินอวกาศคนแรกของมาเลเซียแล้ว ยังเป็นนักบินอวกาศมุสลิมคนแรกที่สู่อวกาศในช่วงเทศกาลถือศีลอดด้วย
โทรทัศน์มาเลเซียได้ถ่ายทอดสดการขึ้นสู่อวกาศให้ประชาชนได้ร่วมภาคภูมิใจ นายแพทย์ซูคอร์ได้นำเอาเนื้อสะเต๊ะรสจัด อาหารยอดนิยมของชาวมาเลเซียไปฝากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติ การอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ด้วย
ช่วงเวลาที่นายแพทย์ ซูคอร์เดินทางไปเป็นเทศกาล รอมฎอน เขาเป็นมุสลิมคนแรกที่ไปอดอาหารบนอวกาศ กระทรวงพัฒนาการอิสลามของมาเลเซีย ได้เตรียมการกำหนดแนวทางดัดแปลงศาสนาให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตบนสถานีอวกาศ ซึ่งโคจรรอบโลก 16 ครั้งต่อระยะเวลา 1 วันตามปฏิทิน หากไม่มีการปรับแก้กฎ แล้ว ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ จะต้องทำละหมาดถึง 80 ครั้งในเวลา 24 ชั่วโมง แต่แนวทาง ใหม่กำหนดให้เขาสามารถทำละ หมาด 5 ครั้งต่อวันในอวกาศได้
ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาของมาเลเซียได้จัดทำหนังสือคู่มือหลักปฏิบัติสำหรับชาวมุสลิมในอวกาศ เล่มแรกของโลกให้นายมุสซาฟาร์ นำติดตัวขึ้นไปบนอวกาศด้วย
ในวันเดินทางขึ้นสู่อวกาศ สถานีโทรทัศน์ในมาเลเซีย แพร่ภาพวินาทีที่ยานโซยูซ-เอฟจี ซึ่ง ประดับธงชาติมาเลเซีย ทะยานออกจากฐานยิงของเมืองโบโคนูร์ ประเทศคาซัคสถาน หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ของประเทศ และ ถือว่าเป็นการฉลองการประกาศ เอกราชครบ 50 ปี ในปีนี้ของมาเลเซียด้วย
นอกจากนายแพทย์สุดหล่อแห่งแดนเสือเหลือง จะไปเยือนอวกาศแล้ว มาเลเซียยังเดินหน้าต่อเรื่องของการสำรวจอวกาศในปีหน้า มีแผนจะส่งนักบินคนที่สองขึ้นไปสำรวจอวกาศด้วย
ฟาอีซ คาลีด ทันตแพทย์ หนุ่มวัย 27 ปี เป็นนักบินสำรอง จาก ซีคห์ มุสซาฟาร์ ซูคอร์ มีกำหนดการว่า คาลีดจะได้ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกโลกรวม ทั้งภารกิจเดินอวกาศด้วยในปี พ.ศ. 2551 หรือ พ.ศ. 2552 โดยจะให้คาลีดเริ่มฝึกร่วมกับองค์กรอวกาศของรัฐเซียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้มาเลเซียและรัสเซียได้ร่วมมือกันด้านอวกาศมาเนิ่นนานถึง 22 ปี และเกิดเป็นรูป ธรรมในปี พ.ศ. 2530 มาเลเซีย ยอมรับข้อเสนอจากรัสเซียในการช่วยเหลือฝึกนักบินอวกาศมาเลเซีย แต่ตอนนั้นมาเลเซียยังไม่มีความพร้อม
จนมาถึงสมัย นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ มูฮัมหมัด เดินทางมาเยือนรัสเซีย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 แสดง ความสนใจที่จะส่งนักบินอวกาศของมาเลเซียมาฝึกที่รัสเซีย
เดือนสิงหาคม 2546 ประธานาธิบดีปูตินเดินทางมาเยือนรัสเซีย และได้ลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลทั้งสอง โดยรัสเซียจะช่วยเหลือในการฝึก นักบินอวกาศของมาเลเซีย ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนว่ารัสเซียจะทำการฝึกนักบินอวกาศมาเลเซีย ให้เดินทางร่วมกับนักบินอวกาศของรัสเซีย ด้วยยานอวกาศของรัสเซียสู่สถานีอวกาศนานาชาติ
มาเลเซียได้จัดตั้งองค์กรอวกาศของตนเอง (Malaysian Space Agency) เปิดรับสมัคร พลเมือง ทุกคนทั้งชายหญิง ที่มีอายุตั้ง แต่ 21 ปีขึ้นไป จบปริญญาตรี มีใบอนุญาตนักบินอาชีพ สมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศ
ในตอนนั้นมีผู้คนมาลงทะเบียน 11,275 ราย แต่มีผู้ขาดคุณสมบัติพื้นฐานถูกตัดสิทธิ ไปจำนวนมาก ผู้สมัครที่อายุมาก สุดเป็นอดีตทหารอากาศวัย 50 ปี
ทั้งนี้ผู้จะเป็นนักบินอวกาศ จะต้องผ่านการตรวจร่างกาย หลายอย่างให้แน่ใจ ทั้งการได้ยินและการมองเห็นที่ดีเหมาะสม มีสภาพร่างกายแข็งแรงดี จะคัดผู้สมัครเหลือ 6 หรือ 8 ราย ส่งไปฝึกนาน 3 สัปดาห์ในประเทศ รัสเซียในเดือนมกราคม 2549
สุดท้ายจะเหลือเพียง 2 ราย เข้าโครงการเตรียมความ พร้อมสำหรับเดินทางมาฝึกที่ศูนย์ฝึกนักบินอวกาศกาการิน ชานกรุงมอสโก ในรัสเซียนาน 18 เดือน คนที่แข็งแรงและพร้อมที่สุดจะส่งขึ้นอวกาศ ส่วน อีกรายจะสำรองไว้
เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของมาเลเซียซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งชาวมาเลเซีย ขึ้นสู่อวกาศ แลกเปลี่ยนกับการที่มาเลเซียซื้อเครื่องบินรบ 18 ลำของรัสเซีย มูลค่า 900 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี พ.ศ. 2546
ภายหลังการกลับมาของนักบินอวกาศ มาเลเซียได้ถูกบันทึกให้เป็นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความก้าวหน้าด้านอวกาศ ล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
ข้อมูลและภาพประกอบจาก