








ข่าวการเมือง เกาะติด การเลือกตั้ง รายงาน แหล่งเงินทุนพัฒนาอาชีพชุมชนจาก ธ.ก.ส. ดับฝันนโยบาย พรรคการเมือง ในการหาเสียง การเลือกตั้ง อ่านรายละเอียดทั้งหมดที่นี่ค่ะ

ไม่เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงที่กำลังกระหึ่มเมืองอยู่ในขณะนี้ ไม่เกี่ยวกับนโยบายประชานิยม หากแต่เป็น "ช่องทางใหม่ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน" ที่น่าจะถูกอกถูกใจผู้คนจำนวนไม่น้อย กับ "สินเชื่อนอกภาคเกษตร" ของทาง ธ.ก.ส.
หลังมีการปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อของ ธ.ก.ส. หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนั้น บทบาทเดิมก็คือการปล่อยให้ภาคเกษตรเพื่ออาชีพเกษตรเป็นหลัก แต่ภายหลังมีการแก้ไขกฎหมาย เกิด พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2549) บทบาทก็เพิ่มขึ้น
มีการขยายวงปล่อยสินเชื่อ ให้เงินกู้แก่บุคคล กลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการ กองทุนหมู่บ้าน ชุมชน และองค์กรต่างๆ รวมถึงสหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนี่ยน ด้วยสาเหตุที่ว่าเนื่องจากสภาพ เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีการ ขยายไปผูกกับธุรกิจอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยว การบริการ ซึ่งกฎหมายเก่าไม่ได้ มีการระบุไว้ ทำให้มีข้อจำกัด
ทั้งนี้นับแต่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ในปี 2550 ได้มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วราว 26,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตในชนบท 15,000 ล้านบาท, ผู้ประกอบการรายย่อย (กลุ่มอาชีพ) 5,000 ล้านบาท, การท่องเที่ยว 1,500 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนกับกองทุนหมู่บ้าน 4,500 ล้านบาท ขณะที่ในปีบัญชีรอบปี 2551 นั้นคาดว่าจะมีการขยายวงเงินสินเชื่อเพิ่ม ขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท
"ตอนแรกก็งงที่มีคนบอกว่า ธ.ก.ส. จะปล่อยสินเชื่อให้แม่ค้า เพราะไม่น่าจะเกี่ยวกับการเกษตร แต่พอรู้ว่าจริง รู้ว่าสินเชื่อนี้มีเงื่อนไขไม่ซับซ้อน ที่สำคัญคิดดอกเบี้ยที่ต่ำ และมีวิธีการจัดเก็บเงินที่สะดวก จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ"...แม่ค้าลูกชิ้นในตลาดสดแห่งหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต พิชนันท์ ปิ่นน้อย บอกกับทีม "สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์" ที่ไปร่วมสังเกตการณ์การส่งมอบสินเชื่อเมื่อเร็วๆ นี้
แม่ค้ารายนี้บอกอีกว่า...คนที่ต้องการใช้เงินยังไงก็ต้องวิ่งเต้นเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย หรือใช้เป็นทุนหมุนเวียนทำอาชีพ อาจจะใช้บริการธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นๆ และหลายคนก็มักจะต้องยอมใช้บริการ "เงินกู้นอกระบบ" ที่อัตราดอกเบี้ยมหาโหดอย่างที่รู้ๆ กัน เมื่อมีช่องทางใหม่ๆ เกิดขึ้นก็น่าจะดี
อย่างเช่นถ้ากู้นอกระบบมาขายของ วงเงิน 30,000 บาท ต้องส่งคืนให้ครบทั้งต้นและดอก ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ยิ่งส่งหมดช้าเจ้าหนี้ยิ่งชอบ เพราะได้กำไรดอกเบี้ยมากขึ้น แต่ถ้ากู้ ธ.ก.ส. ตามโครงการใหม่ จ่ายทุกวันในระยะเวลาประมาณ 5 เดือน บวกลบคูณหารดูแล้วเฉลี่ยหนึ่งวันจ่ายไม่ถึง 200 บาท
"ผ่อนชำระระดับนี้เป็นใครก็ต้องสนใจ และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเราไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาดักหน้าแผงหรือกลัวว่าจะมีใครทำอะไรเราหรือเปล่า ? ถ้าส่งหนี้ไม่ไหว"...แม่ค้าลูกชิ้นรายนี้กล่าว
ขณะที่ภาคบริการ นิพนธ์ ภิรมย์ฤทธิ์ ประธานสหกรณ์บริการรถยนต์บริการธุรกิจภูเก็ต หรือสหกรณ์รถยนต์ลีมูซีนที่บริการวิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีสมาชิกราว 150 คน ก็บอกว่า...ที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาขาดสภาพคล่องจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางรายจำเป็นต้องเปลี่ยนรถแท็กซี่คันใหม่ การหาเงินทุนมาก็ต้องผจญกับดอกเบี้ยที่สูง โดยเฉพาะถ้าไปกู้นอกระบบ ไหนจะค่าส่งรถที่ก็สูง
ดังนั้นพอมีโครงการนี้ที่บางคนสามารถกู้เงินไปปิดหนี้นอกระบบหรือไฟแนนซ์ แล้วผ่อนกับสหกรณ์แทน จึงมีสมาชิกราว 77 ราย ที่เข้า ร่วม ซึ่งถ้ามองว่าเป็นการแข่งขันกันของแบงก์ แต่คนต้องการเงินทุนก็ได้ประโยชน์
"แต่ก็สุ่มเสี่ยงหากสมาชิกหรือลูกหนี้ไม่ระมัดระวังตัว หรือไม่วางแผนการเงินดีๆ เพราะอาจจะก่อภาระหนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ สุดท้ายก็จะกลับสู่วังวนเดิมๆ อีก"...นิพนธ์กล่าว
ด้าน ธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. พูดถึงสินเชื่อใหม่ของทางแบงก์ว่า...ต้องยอมรับว่าปัจจุบันอาชีพทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เป็นไปเพื่อการผลิตล้วนๆ หลายๆ พื้นที่ก็เริ่มขยายมาผูกติดกับภาค "บริการ" และ "ท่องเที่ยว" มากขึ้น ซึ่งแต่เดิมการให้กู้ในกลุ่มนี้ก็มีขั้นตอนเงื่อนไขเยอะ
อย่างไรก็ดีหลังจากมีการแก้กฎหมาย ธ.ก.ส. การดำเนินการ หรือเงื่อนไขก็กระชับขึ้น ส่วนที่กังวลว่าภารกิจเดิมจะเปลี่ยนแปลง ก็ตอบได้ว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะธนาคารยังคงให้สัดส่วนกับภาคเกษตรมากกว่า
สำหรับกรณีที่อาจจะถูกมองว่าเรื่องนี้จะกลาย "เป็นเครื่องมือทางการเมือง" หรือเปล่า ? หรือเป็น "ประชานิยม" หรือไม่ ? ผู้บริหาร ธ.ก.ส. บอกว่า...ก็คงห้ามใครที่คิดไม่ได้ แต่ก็อยากให้มองว่าภารกิจใหม่ของ ธ.ก.ส. ที่ทำนี้ ทำในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาชนบท ที่สำคัญทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนจากแหล่งทุนภาครัฐได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการลดปัญหาหนี้นอกระบบได้โดยทางอ้อม
"แม้จะเข้าถึงง่ายขึ้น แต่เจตนารมณ์ก็ยังคงเดิม คือสาระสำคัญต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน"...ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุ
ก็เป็นอีกหนึ่ง "แหล่งเงินทุน" ที่คนทำมาหากินสนใจ และเรื่องแบบนี้...ยังไงๆ "ประชา" ก็มักจะ "นิยม" ถือว่าตัดหน้านโยบายหาเสียงตอนนี้...ก็ว่าได้ ?!?!?
รวมข่าวการเมือง และ บทความควรรู้ ในการเลือกตั้ง อัพเดทล่าสุดที่นี่ค่ะ









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |
















|