











บทความ เกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่พิการทางสายตา แต่พระภิกษุรูปนี้กลับมีความสามารถในการพยากรณ์ด้วยการแค่จับและลูบคลำใบไม้

ความสว่างในโลกมืด...เป็นมิติพิเศษของภิกษุสูงอายุรูปหนึ่งซึ่งพิการทางสายตาทั้ง 2 ข้าง อยู่ในโลกมืดยาวนานถึง 86 ปี แต่มีความสามารถที่จะบอกถึงวิถีชีวิต เคราะห์ร้าย โชคดี...อันเป็นแนวชี้ทางส่องสว่างให้กับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง...!!!
และวิธีการให้ความสว่างก็แปลกไปกว่าศาสตร์พยากรณ์อื่นๆ เพียงให้ผู้ที่อยากรู้ถึงวิถีชีวิตของตนเองเด็ดใบไม้ไปถวาย แค่จับและลูบคลำใบไม้ก็จะบอกถึงวิถีชีวิตออกมาเป็นฉากๆ...ซึ่งเป็นไปได้อย่างน่าพิศวง...
...สงฆ์ผู้มีมิติเหนือใครรูปนี้คือ หลวงพ่อจูม วสุตฺตโม อายุ 86 ปี 67 พรรษา อยู่ที่ วัดประชาสามัคคีธรรม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
หลวงพ่อจูม วสุตฺตโม เกิดที่บ้านโพนทอง ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ วัยทารกมีอาการครบ 32 เฉกเช่นเด็กๆ ทั่วไปในหมู่บ้าน จนเติบโตได้ 10 เดือน เกิดอาการเจ็บตา พ่อกับแม่จึงเดินทางเข้าเมืองซื้อยามารักษา...เด็กชายจูมตาบอดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เนื่องจากตาพิการและอยู่ห่างไกลความเจริญ จึงไม่ได้เข้าเรียนหนังสือเหมือนกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน ล่วงเข้าปีพุทธศักราช 2475 ตอนนั้นอายุได้ 12 ปี เจ้าอาวาส วัดทุ่งสว่างมีความสงสาร จึงเอามาบรรพชาเป็นสามเณร...ด้วยเห็นว่าถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาสจะลำบาก
ช่วงนี้จึงได้ศึกษาหาความรู้จากเจ้าอาวาสบ้าง พระรุ่นพี่สอนให้บ้าง และเพื่อนๆ บ้าง ด้วยการฟังแล้วจดจำเอา ซึ่งถือว่าเป็นเด็กหัวไว ในช่วงเวลาไม่นานนักก็สามารถสะกดตัวหนังสือได้ว่าอักษรตัวไหนผสมกับสระอะไร อ่านออกมาเป็นอย่างไร ...แต่เขียนไม่ได้เนื่องจากมองไม่เห็น
จากนั้นก็ได้นำความรู้ต่างๆ ไปถ่ายทอดให้กับชาวบ้านด้วยการเทศนา ด้วยความเลื่อมใสมักจะติดนิมนต์บ่อยๆ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร พอถึงปี 2484 โดยความเห็นพ้องของชาวบ้านทั้งตำบลจึงเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเดิม...
หลวงพ่อจูม เป็นพระลูกวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอดจนได้รับความเลื่อมใส ถึงปี 2516 ชาวบ้านได้บริจาคทุ่งนาพื้นที่ 3 ไร่ ให้สร้างวัดในหมู่บ้านอีกแห่ง ซึ่งห่างจากหมูบ้านเดิมราวๆ 5-6 กิโลเมตร เพื่อชาวบ้านจะได้สะดวกในการประกอบกิจทางศาสนา
ตอนนั้นหลวงพ่อจูมมีเงินอยู่ 6,000 บาท จึงไปซื้อบ้านเก่ามา 2 หลัง แล้วชาวบ้านก็มาร่วมแรงสร้างศาลาและกุฏิเล็กๆ...อันเป็นต้นกำเนิด ของวัดประชาสามัคคีธรรม

จากนั้นจึงค่อยๆ ก่อร้างสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อจูม ปัจจุบันนี้วัดได้ขยายพื้นที่เพิ่มไปอีก 4 ไร่ มีอาคารสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นในการประกอบกิจทางศาสนาและประเพณีอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ อาทิ พระอุโบสถ ศาลาโรงธรรม กุฏิ และสาธารณูปโภคที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน เช่น เมรุเผาศพ..!!
แม้ว่าหลวงพ่อจูมจะพิการ แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติกิจของสงฆ์ จะถือปฏิบัติครบทุกอย่างในพระธรรมวินัยและก็มิได้ย่นย่อในกิจออกแสดงพระธรรมเทศนาตามสถานศึกษา หรือสาธารณสถานต่างๆ และสอนปฏิบัติธรรม มาอย่างต่อเนื่อง...ทั้งในจังหวัดชัยภูมิและใกล้เคียง
ด้วยความพิเศษที่เหนือธรรมดา ...ทำให้หลวงพ่อจูมมีศิษยานุศิษย์ ตั้งแต่ระดับรากหญ้าถึงชั้นสูง และยากจนถึงคหบดีอยู่มากมายกระจายทั่วไป...แต่ในความสมถะ หลวงพ่อจูมจะไม่เบียดเบียนใคร
หากมีการจัดกิจกรรมทางศาสนา ประเพณี งานวัด งานบุญ เพียงแต่ส่งข่าวคราวให้รู้ ซึ่งก็แล้วแต่ศรัทธาที่จะมาร่วม ที่ผ่านมาก็มักจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ยามใดที่หลวงพ่ออยากจะทำอยากจะสร้างอะไรก็มักจะมีการมาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างสม่ำเสมอ
...อีกทั้งในยามที่ใครๆ มีทุกข์ก็จะให้คำปรึกษาหาทางออกให้ความสุขทางใจที่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้รับ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เกิดแรงศรัทธา..!!!
โดยเฉพาะกับความทุกข์ความกังวลใจที่อยากจะรู้กัน คือ โชควาสนา เคราะห์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ก็จะต้องมาถามหลวงพ่อจูม และส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบกลับไปอย่างน่าพอใจ...และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือค่ายกครูใดๆ เหมือนโหรทั่วๆ ไป
และหากมีอะไรที่ไม่เป็นมงคลจะเกิดขึ้นกับวิถีชีวิต จะบอกวิธีการแก้ไขผ่อนหนักเป็นเบา และก็ลุล่วงไปด้วยดี...จึงทำให้เกิดแรงศรัทธาเป็นทวีคูณ ลูกศิษย์ลูกหามาเยือนโดยไม่ขาดสาย
กับ "เหนือฟ้า ใต้บาดาล"...หลวงพ่อจูม เผยว่า การสัมผัสใบไม้ทำให้เราหยั่งรู้อะไรบางอย่างนั้น เป็นการสังเกตและวิเคราะห์ถึงความรู้สึกและสถานภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่สามารถที่จะสอนหรือถ่ายทอดออกมาเป็นศาสตร์ได้
อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีองค์ประกอบที่สำคัญในการพยากรณ์ คือ วัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟากด้วย และที่สำคัญคือสมาธิจิตของเราเป็นฌาน และ พลัง ต้องเที่ยงมั่น จึงจะวิเคราะห์ได้ถูกต้อง หากสมาธิไม่ดีก็ทำนายได้ไม่แม่นยำ
ความแม่นยำ 100% มีเมื่อครั้งกำลังวังชายังดี จะลดท่าล่าถอยลงเมื่อราวๆ 2 ปีมานี้ ด้วยอายุและสังขารเข้าสู่วัยชรา ซึ่งหลวงพ่อจูมบอกต่ออีกว่า....
"...ทุกวันนี้อายุมากและแก่แล้ว ร่างกายและจิตใจก็สั่นคลอน ไม่เที่ยงตรง ไม่มีพลัง การตั้งสมาธิไม่ค่อยเข้มแข็ง เมื่อยล้า พยากรณ์จึงไม่ค่อยจะแม่นยำ บางครั้งมันก็ผิดพลาดไป...
...กับความผิดพลาดแล้วทำให้เขาสบายใจมันก็เป็นบุญ และหากเกิดทุกข์ ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ให้เราพยากรณ์เท่านั้นเราก็ทุกข์กับเขาด้วย จึงเป็นบาป...."
แม้หลวงพ่อจูมจะออกตัวอย่างนี้ ก็ยังมีคนมาหาหลวงพ่อจูมให้พยากรณ์อย่างไม่ขาดสาย ขนาดผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนี้บางท่านยังแอบเด็ดใบไม้แล้วย่องเข้าไปหาในกุฏิ...
แม้ท่านจะบอกว่า...หลวงพ่อตาบอดหยอดบัตรไม่ได้ทำนายไม่ถูก ก็ยังไม่ย่นย่อมีการต่อรองอีกว่า...จะให้เด็ดใบไหนจึงจะได้เป็นผู้แทน...!!!
"เหนือฟ้าฯ" ตอบแทนก็ได้...ใบสีเทาไงละครับ มีซักกี่ปึ้ง !!!
ก้อง กังฟู









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |



















































































































































|