









คนกรุงเทพฯ เออ เป็นคนที่กระแสวูบวาบ ถ้าเราดูโพลตอนแรกๆ โพลทุกสำนักยืนยันว่าพลังประชาชนได้มากกว่าเยอะ แต่ตอนหลังกระแสมันเปลี่ยน 3-4 วันสุดท้าย อันนี้ต้องชมพรรคประชาธิปัตย์ที่พลิกกระแสเก่ง พลิกกระแส 2-3 วันหลัง...
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ มติชน ที่ STARBUCKS ใกล้กับที่พักโรงแรม Marco-Polo ย่านศูนย์การค้าโอเชี่ยน ในฮ่องกง พ.ต.ท.ทักษิณวันนั้นหน้าตาดูอิ่มเอิบ อารมณ์ดี เป็นกันเอง แม้ว่าเจ้าตัวจะถูกปฏิวัติ และ เว้นวรรคทางการเมือง แต่ดูเหมือนว่าบทบาทในการฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ ยังเป็นเสาหลัก ถนนทุกสายยังมุ่งหน้าไปหาทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้เจ้าตัวจะบอกว่า มีนัดหลายนัด มีเวลาคุยเล็กน้อย แต่สุดท้าย ทั้งในและนอกเรื่อง ปาเข้าไปเกือบ 2 ชั่วโมง ต่อไปคือบทสัมภาษณ์ถอดคำต่อคำ
หลังถูกทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจ มีข่าวว่า บางช่วงคิดจะประกาศวางมือทางการเมือง บางช่วงก็ยังต่อสู้อยู่
พ.ต.ท.ทักษิณ : รู้สึกปนๆ กัน ตอนแรกรู้สึกดีที่ได้พักผ่อน แต่รู้สึกอีกที เราทำอะไรผิดถึงโดนขนาดนี้ ก็พยายามปล่อยวางไม่อยากไปยุ่ง ไม่อยากเป็นข่าว สื่อมวลชนต่างประเทศมาขอสัมภาษณ์เท่าไหร่ก็ไม่ยอมสัมภาษณ์ นิ่งมาตลอด ไปตีกอล์ฟที่ฟลอริดามั่ง แล้วกลับไปอยู่กับลูกๆ ที่อังกฤษบ้าง เสร็จแล้วมาเมืองจีน เพราะอยู่อังกฤษมันเหงา อยู่เมืองจีน อยู่กับเพื่อนที่สนามกอล์ฟ มันสบายเพราะมันเหมือนอาณาจักร มีสนามกอล์ฟ มีโรงแรมอะไรอยู่ในนั้น เราตีกอล์ฟบ้าง ขี่ม้าบ้าง มีสปา มีโบว์ลิ่ง ได้ออกกำลังกาย หน้าหนาวก็ได้ออก ออกได้ทั้งปี น้ำหนักก็ลดลงเยอะเลย สุขภาพเลยดี ตอนแรกเมียมาเห็นก็ตกใจ ทำไมถึงผอมไปเยอะ ผมก็บอกกินตลอด อยู่เมืองจีนกินตลอด ได้ศึกษาโน้นศึกษานี่สบาย
ท้ายที่สุดทนไม่ไหวก็ต้องให้สัมภาษณ์
พ.ต.ท.ทักษิณ :คือตอนปีใหม่ คงจำได้ มีระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ เขาโยนว่า เป็นฝีมือกลุ่มอำนาจเก่า ผมบอกว่า เอ๊ะ เราว่าเราอยู่สงบแล้ว ไม่เกี่ยวแล้ว ทำไมต้องมาหาเรื่องเราอีก เลยตัดสินใจสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พอพูดปั๊บ หลังจากนั้นสื่อตามตลอด ไม่ว่าจะอยู่ฮ่องกงหรือที่ไหน คงจำได้ปีที่แล้วเวลาเดียวกันนี้มาคริสต์มาสที่ฮ่องกง แล้วก่อนหน้านั้นก็มากินข้าวกับเมีย ทำอะไรเป็นข่าวหมด นักข่าวตาม เราพยายามไม่พูด ไม่สัมภาษณ์ แต่ภาพข่าว กิจกรรมออก ทางเมืองไทยก็กดดันผมอีก
คงคิดว่ามาตั้งกองบัญชาการที่ฮ่องกงหรือเปล่าจึงกดดัน
พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่ใช่ ผมมาฮ่องกงก็จริง ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ผมไปเที่ยวหมด บาหลี มัลดีฟ ซิดนีย์ เที่ยวแหลกเลย เสร็จแล้วก็มาฮ่องกง เพราะไม่เคยมาฮ่องกงช่วงคริสต์มาส เพราะเขาบอกว่าคนเยอะเลย เลยอยากมาดู พอดีนัดกับเมียวันเกิด มาเจอกันที่ฮ่องกง หลังจากนั้นเริ่มเป็นข่าว กลายเป็นคนดัง จึงถูกกดดันต่อ
กดดันด้วยวิธีไหน
พ.ต.ท.ทักษิณ : ก็โดนตั้งข้อหาโน้นข้อหานี้ ในที่สุดก็นำมาสู่การอายัดทรัพย์ คือ ผมมองว่าผมถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงและไม่เป็นธรรม ซึ่งอันนี้ก็คือแบบเดียวกับการเลือกตั้ง คือใช้อำนาจเผด็จการอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้คนแสดงความไม่พอใจ อันนี้เลยทำให้ผมต้องช่วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกันหลังจากมาอยู่เมืองจีน ผมก็กลับไปอังกฤษ เริ่มไปสนใจเรื่องฟุตบอล เพราะผมเหงา ผมเป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ เป็นคนทำงาน เลยไปซีเรียส จริงจังด้วยการเข้าไปซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้
ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าจะซื้ออยู่หลายทีม
พ.ต.ท.ทักษิณ : เดิมทีมีทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ
แต่ที่เป็นข่าวคือลิเวอร์พูล
พ.ต.ท.ทักษิณ : ลิเวอร์พูลเราสนใจมาก่อนแล้ว แต่ปรากฏว่าซื้อไม่ได้ เมื่อซื้อไม่ได้ตอนหลังราคาขึ้นไป 3 เท่า จึงเปลี่ยนแผน ตอนมาใหม่ๆ พวกเสนอทีมแชมเปี้ยนชิพให้พิจารณา ซึ่งก็ดูดี แต่ผมดูแล้วมันไม่มีศักยภาพ อันที่สองก็มีเสนอมา 2 ทีม ทีมหนึ่งนักเตะดี แต่อยู่ในเมืองเล็กๆ อีกทีมเป็นแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เลยจริงจัง เมื่อจริงจังก็เลยซื้อได้ เลยใช้เวลาอยู่กับฟุตบอลเสียเยอะ
ฟุตบอลเป็นจุดเปลี่ยนสู่การเมือง เพราะนักการเมืองได้โอกาสแห่มาเยี่ยมที่อังกฤษกันเยอะขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณ : ก็ไปเรื่อยๆ ครับ ตอนอยู่จีนใกล้ก็ไปกันเยอะ อังกฤษไกลหน่อยไกลไปบ้าง แต่พอซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้แล้ว ไปกันเยอะหน่อย ไปดูฟุตบอลด้วย แล้วก็เดินทางมาตะวันออกกลาง มาหาพรรคพวกเก่าๆ บรรดาเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งหมดที่เป็นเพื่อน
ซื้อสโมสรแมนฯซิตี้แป๊บเดียวทีมดังระเบิด
พ.ต.ท.ทักษิณ : ทีมนี้เดิมเป็นทีมอันดับ 14 ต่อสู้ดิ้นรนการตกชั้นทุกปี พอผมตัดสินใจซื้อได้ windo (ระยะเวลา) ในการซื้อนักเตะเหลือไม่ถึงเดือน เราต้องรีบซื้อตัวนักเตะมา 8 คน ในจำนวน 8 คน หาศูนย์หน้าไม่ทัน ได้มาตัวหนึ่งแต่ดันเจ็บเร็ว เลยไม่มีศูนย์หน้าสำรอง เราเลยเสียเปรียบในช่วงแรก แต่ได้โค้ชดี ทำให้ทีมเวิร์กดีมาก สกอร์เลยดี ตอนนี้อยู่อันดับ 5 แต่ถ้าเราได้ศูนย์หน้าเพิ่มในมกราฯ เราได้มาใหม่ แล้วมีกองกลางมาเสริมเข้ามาบ้าง เรามั่นใจว่า เราน่าจะทำได้ดีกว่าครึ่งแรก
อยากจะสร้างทีมฟุตบอลเพื่อโชว์ให้กระแสไหลกลับมาเมืองไทยหรือเปล่า เพราะได้เงื่อนไขเป็นข่าวอยู่ตลอด
พ.ต.ท.ทักษิณ : จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนทำอะไรก็หวังผลเลิศ อะไรก็แล้วแต่อยากทำให้มันดี ก็เลยจำเป็นทำให้มันติด เลยเลือกโค้ชดี นักเตะดี
เป้าหมายจะทำทีมเรือใบ ถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก
พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมเชื่อว่า เราน่าจะไปยูฟ่าได้ น่าจะไปได้ เราพยายามทำให้ดีกว่านี้ จะสอดแทรกให้ได้
ประเมินผลเลือกตั้งในประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม คิดว่าพลังประชาชนจะชนะท่วมท้นขนาดนี้มาก่อนหรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณ : เราดูโพลก็ดี ดูการติดตามจากพรรคพวกเพื่อนฝูงก็ดี ก็คิดว่ากระแสดี โอกาสน่าจะชนะ และโอกาสชนะเยอะน่าจะมี เพราะว่าฐาน คือการเมืองเราวิเคราะห์ภาพการเมืองหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 การเมืองค่อนข้างชัดเจนว่า ประชาชนจะเลือกแนวการเมืองข้างใดข้างหนึ่งแล้วอยากจะให้ข้างที่ตัวเองเลือกมาเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นแนวการเลือกเป็นทีม เป็นพวง เป็นจังหวัดแบบนี้จะเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าฐานใครฐานมัน มันเหมือนเริ่มดูฟุตบอลแล้ว ตอนนี้มันเหมือนเริ่มดูฟุตบอลแล้ว สมมุติว่าแฟนฟุตบอล แฟนแมนยูฯ หรือแฟนลิเวอร์พูล แฟนแมนยูฯยังไงก็เชียร์แมนยูฯ แฟนลิเวอร์พูลยังไงก็เชียร์ลิเวอร์พูล ทั้งๆ ที่แพ้ก็เชียร์ คือมันเริ่มจะเป็นยังงั้น
ยกตัวอย่างคนใต้ มีเพื่อนผมเป็นฝรั่ง ไปอยู่ภูเก็ตเพิ่งโทร.มาเดี๋ยวนี้ โทร.มาเมื่อกี้ บอกว่า เขาพยายามคุยกับพนักงานโรงแรม ถามเขาว่า มี 3 คน คนหนึ่งมาจากเหนือ คนหนึ่งมาจากอีสาน คนหนึ่งใต้ คนเหนือ อีสานยังไงก็พลังประชาชน คนใต้ยังไงก็ประชาธิปัตย์ ถามคนใต้ว่าทำไมไม่ชอบผลงานผมเหรอ ถามว่า ผลงาน สึนามิจำไม่ได้เหรอ บอกว่าจำได้ แล้วไม่ชอบเหรอ บอกว่าชอบ แต่ผมเป็นคนใต้ต้องเลือกประชาธิปัตย์ มันเหมือนฟุตบอล เข้าใจมั้ยว่า การเมืองมันเริ่มชัดเจนว่า เชียร์ แต่อย่าเกินขีด เชียร์ก็คือเชียร์ ฟุตบอลแข่งเสร็จจะตีกัน บอลแพ้ บอลชนะ ต้องพอใจ ดูบอลเสร็จต้องบอกแล้วถึงจะแพ้แต่เล่นดีขึ้น แต่ดวงไม่ดี ไม่เป็นไรคราวหน้าเอาใหม่ คืออย่างนี้ความสามัคคีถึงจะเกิด
รัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 มีผลต่อการแพ้-ชนะด้วยหรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณ : รัฐธรรมนูญ50 เป็นรัฐธรรมนูญที่พาการเมืองกลับไปสู่ที่เดิม แนวโน้มจะทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง แล้วแนวโน้มการเมืองจะเป็น 2 ขั้วลำบาก พยายามจะทำไม่ให้เป็น 2 ขั้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ พฤติกรรมของคน เกิดไปแล้วว่าแฮปปี้กับแนวนโยบาย เพราะฉะนั้นทุกคนเสนอนโยบายแข็ง เลือกตั้งครั้งนี้เสนอนโยบายแข็ง แต่เขาเลือกตั้ง และเลือกข้างไหนถึงได้เป็นรัฐบาล สมมุติว่านโยบายเหมือนกันก็เลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ฉะนั้นพรรคเล็กที่จะให้เกิดขึ้นเยอะๆ มันไม่เกิด
เพราะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ พรรคเล็ก พรรคใหม่จึงเกิดยาก เพราะฉะนั้นการเมืองจึงมีแนวโน้มเป็น 2 ขั้ว มีพรรคเล็กพรรคน้อยบ้างมาประกอบนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่ใหญ่ เราจะสังเกตเห็นว่า พรรคบางพรรคมีความพยายามสูงมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ความสำเร็จไม่เท่าที่ควร เพราะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกผู้แทน พฤติกรรมในการเลือกพรรคการเมือง คือเมื่อก่อนเลือก ผู้แทน วันนี้เลือกพรรคการเมือง ผู้แทนเป็นตัวประกอบ พรรคการเมืองเป็นตัวหลัก
ก่อนเลือกตั้งคิดว่าพลังประชาชนจะได้มากกว่านี้มั้ย
พ.ต.ท.ทักษิณ : มากกว่า แต่เพราะความพยายามเจาะรายคนมันจะเกิดขึ้น วันนี้พอพวง 3 ความพยายามเจาะรายคนเกิดทุกพื้นที่ แต่เจาะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง อย่างพรรคเล็ก เขาไม่ได้หวัง 3 ที่นั่ง เขาหวังแค่ 1 เพราะ ฉะนั้นขอแทรกตัวๆ อันนี้มันจะหล่น
พลังประชาชนชนะ แต่ปัญหาใหญ่คือแพ้ในกรุงเทพฯขาด ลอย
พ.ต.ท.ทักษิณ : คนกรุงเทพฯ เออ เป็นคนที่กระแสวูบวาบ ถ้าเราดูโพลตอนแรกๆ โพลทุกสำนักยืนยันว่าพลังประชาชนได้มากกว่าเยอะ แต่ตอนหลังกระแสมันเปลี่ยน 3-4 วันสุดท้าย อันนี้ต้องชมพรรคประชาธิปัตย์ที่พลิกกระแสเก่ง พลิกกระแส 2-3 วันหลัง
สาเหตุที่กระแสกรุงเทพฯพลิก
พ.ต.ท.ทักษิณ : กระแสมันเป็นปฏิกิริยา 2 แนวทาง ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายหนึ่ง กับปฏิกิริยาแก้ของอีกฝ่ายหนึ่ง มันเป็นวิธีการ ซึ่งสมัยที่ผมเลือกตั้งปี'48 เราก็ใช้กระแสพลิกชนะประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายเหมือนกัน
จะมีผลต่อการฟอร์มรัฐบาล เพราะเมื่อคุณสมัคร (สุนทรเวช) ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คนกรุงเทพฯไม่เอา
พ.ต.ท.ทักษิณ : อันนี้ต้องเป็นไปโดยธรรมชาติ อันนี้ผมพูดแบบอดีตผู้ผ่านการเมืองมา โดยธรรมชาติ โดยการเมืองพรรคการเมืองไหนเป็นที่หนึ่งและเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคนั้นก็ต้องเป็นนายกฯ เป็นเรื่องปกติ
ไม่กลัวสูตร คนต่างจังหวัดเลือก คนกรุงเทพฯล้ม
พ.ต.ท.ทักษิณ : มันไม่ตายตัวเสมอไป เพราะคุณสมัครก็เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนซึ่งมีฐานเสียงมากพอสมควร และเชื่อว่าคุณสมัครเองระหว่างต่อสู้ทางการเมือง กับทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคงจะต่างกัน วันนี้คุณสมัครเองก็เชื่อแล้วว่าประชาชนต้องการความปรองดอง ฟื้นเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น คนเมืองเนี่ย ความปรองดองมาที่หนึ่ง ปากท้องมาที่สอง คนชนบทปากท้องมาที่หนึ่ง ความปรองดองมาที่สอง มันต่างกัน เพราะฉะนั้น คนเมืองต้องการความปรองดอง คุณสมัครรู้อยู่แล้วในจุดนี้
พรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลติดต่อมาโดยตรง
พ.ต.ท.ทักษิณ : ติดต่อคุณสมัครบ้าง ติดต่อแกนนำบ้าง ผมนี่อาศัยเพื่อนฝูงเก่าเยอะ ทั้งในพรรคและนอกพรรคแวะมานั่งคุยกันบ้าง
ฟอร์มรัฐบาลใหม่ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ คนเขามองว่าขึ้นอยู่กับคนชื่อทักษิณ
พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมเป็นคนที่ให้คนทะเลาะกันดีกัน ผมเองคนไหนที่ไม่เข้าใจ ผมก็โทร.ไปคุยด้วย ผมเป็นคนที่ไม่มีความเคียดแค้นอะไรใคร คิดว่า เป็นคนไทยด้วยกัน วันนั้นผมให้สัมภาษณ์เขาถามผมว่า ผมจะไปล้างแค้นอะไรใครมั้ย ผมบอกว่าถ้าผมแค้นคุณ และคุณแค้นผม เจอกันเรายิงมั้ย เราไม่ยิงเพราะกลัวติดคุก แต่ที่แน่ๆ ความแค้นได้โรคหัวใจกันไปคนละข้าง และระหว่างที่เป็นโรคหัวใจ มีโชคร้ายก็เส้นโลหิตในสมองแตกก่อน ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย และอีกอย่างก็คนไทยด้วยกัน ผมเลยคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คืออยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ทุกอย่างมันเดินไปด้วยระบบของมันเอง อย่าไปบิดเบี้ยวระบบ แทรกแซงระบบ รับรองเลยว่าบ้านเมืองจะเจริญ แต่ถ้ามีคนพยายามบิดเบี้ยวระบบ แทรกแซงระบบ ไม่ให้บ้านเมืองมันเดินด้วยตัวของมันเอง บ้านเมืองก็ลำบาก มันไม่เป็นไปตามกติกา บ้านเมืองลำบาก กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย พวกมึงพวกกูบ้านเมืองลำบาก
แสดงว่าตอนนี้การฟอร์มรัฐบาลโดยพลังประชาชนราบรื่น ต้นปีคงเรียบร้อย
พ.ต.ท.ทักษิณ : มันอยู่ที่ว่า กกต.จะประกาศ ส.ส.ให้มารายงานตัว ถ้าประกาศตามกฎหมาย ก็เปิดสภาได้
ประเมินว่าลูกพรรคพลังประชาชน โดนใบแดงเท่าไหร่
พ.ต.ท.ทักษิณ : อันนี้ไม่ทราบ
รัฐบาลใหม่คงจะถือโอกาสจัดแถวข้าราชการกันอีกครั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่ทราบอันนี้ถามคุณสมัคร แต่ท่านก็ประกาศแล้วว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกรังแกไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำหนังสือร้องเรียนมาจะพิจารณาให้ความเป็นธรรม คือความเป็นธรรมทำให้สังคมยุติความขัดแย้ง ถ้าเราให้ความเป็นธรรมไม่ได้ สังคมก็ไม่ยุติความขัดแย้ง
คิดว่า 111 คนที่ถูกเว้นวรรค ทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองของไทยมากหรือเปล่า
พ.ต.ท.ทักษิณ : แน่นอน อันนี้ทำให้บุคลากรทางการเมืองหายไป การตั้งรัฐมนตรียากขึ้น เพราะคนที่มีอะไรจะเสียไม่กล้าเข้า และคนกล้าตั้งใจจะทำอะไรก็เหนื่อยขึ้น เพราะมีวัฒนธรรมใหม่เรียกว่า ไม่ทำไม่ผิด ตรงนี้ทำให้เป็นจุดอ่อนในการแก้ปัญหา เพราะทุกคนไม่กล้าทำอะไรที่มันเสี่ยง ข้าราชการก็จะไม่กล้าทำอะไร เพราะกฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว แต่ทำไปก็ผิด มันน่ากลัวมาก คือหาเรื่องจนได้
แสดงว่าวัฒนธรรมนี้ทำให้รัฐบาลคุณสมัครก็ต้องเหนื่อย
พ.ต.ท.ทักษิณ : เหนื่อย ผมยอมรับ คือสิ่งที่มันทำไป ทำให้รู้ว่ามีการล้างแค้นทางการเมือง ไม่รู้ใครจะเป็นเหยื่อบ้าง เพราะฉะนั้นทุกคนกลัวว่าการเมืองไม่นิ่ง จะเกิดการล้างแค้นขึ้นอีก จึงไม่รู้ว่าเราจะเป็นเหยื่ออีกหรือเปล่า ฉะนั้นคนที่จะกล้าทำอะไร คนที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางให้ประเทศดีขึ้นอย่างอย่างรวดเร็วจะไม่กล้า
ทั้งๆ ที่มาตามกติกาคือเสียงส่วนใหญ่
พ.ต.ท.ทักษิณ : มันไม่เป็นอย่างนั้นสิ ขนาดมีกฎหมายคุ้มครอง ครม.ยังถูกสอบสวนทุกคน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้ว่า เขาคิดอย่างไรถึงทำอย่างนั้น ซึ่ง ครม.ถูกสอบสวนทุกคน ทั้งๆ ที่ว่ามีอนุกรรมการพิจารณา หรือการจัดซื้อจัดจ้างทำกันในระดับกระทรวงแล้ว แต่ ครม.เพื่อทราบกลับโดนด้วย เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง คนจะไม่กล้าทำงาน เป็นการดิสเครดิตกันทางการเมือง แต่เป็นการดิสเครดิตประเทศตัวเองมากกว่า คนบางคนคิดมิติเดียว คิดจุดเดียว ไม่คิดมิติความเชื่อมโยงของโลก ของประเทศ คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าโลกมันเห็น ต้องตายาว อายุมากแล้ว เสียดายจริงๆ ปีกว่าๆ ประเทศไทยเราเข้าเกียร์ถอยได้เร็วมาก เข้าเกียร์ถอยแล้วเร่งคันเร่ง ปกติเข้าเกียร์ถอยเขาจะลดคันเร่ง
หากมีคนมายืนข้างหน้า 2 คนให้เลือก คนหนึ่งเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) คนหนึ่งเป็น พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) จะเลือกใคร
พ.ต.ท.ทักษิณ : เลือกไปทำอะไรครับ ถ้าเลือกเพราะหน้าตาดีกว่า ผมว่า พล.อ.สุรยุทธ์หน้าตาดีกว่า แต่ถ้าให้เลือกเพราะจีบสาวเก่งกว่า ผมว่า พล.อ.สนธิ (หัวเราะ) อย่างอื่นไม่รู้จะเลือกอะไร
ประเมินว่า อายุรัฐบาลใหม่อยู่ได้กี่เดือน หรือกี่ปี
พ.ต.ท.ทักษิณ : อยู่ที่การทำงาน ถ้าทำงานดีก็อยู่ได้ เพราะโดยเสียงสนับสนุน 315 เสียง ถือว่ามั่นคง แต่ว่ามั่นคงหรือไม่มั่นคงอยู่ที่ผลงาน ถ้าผลงานดี ฟื้นเศรษฐกิจได้คนกรุงเทพฯก็ไม่ว่าอะไร ถ้าผลงานไม่ดี มีปัญหากันเองทะเละกันเอง ทุจริตคอร์รัปชั่นมากเหลือเกิน คนกรุงเทพฯต้องโวยวายแน่
อยากจะแนะนำคุณสมัครอะไรมั้ย
พ.ต.ท.ทักษิณ : คุณสมัครท่านมีประสบการณ์มากกว่าผม ท่านเป็นทั้ง ส.ส.ตลอด เป็นทั้งผู้ว่าฯกทม. ผมเป็น ส.ส.กรุงเทพฯมาครั้งหนึ่งนอกนั้นเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
กำหนดวันกลับประเทศไทยเมื่อไหร่
พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมอยากให้การเมืองนิ่งสักนิด ไม่เช่นนั้นไม่อยากให้เป็นประเด็นอะไรเลย ผมอยากไปใช้ชีวิตเป็นประชาชนคนหนึ่ง อยากจะทำงานสาธารณกุศล ถ้าผมมีโอกาสได้ถวายงาน ผมจะเป็นบุญ แล้วอีกอันผมคงจะทำมูลนิธิระหว่างประเทศแล้วก็เดินทางระหว่างประเทศ แล้วก็จะเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ พรรคสุขนิยม หรือเอ็นจอยไลฟ์ปาร์ตี้ ใครที่พร้อม ที่รีไทร์แล้วมาอยู่ด้วยกัน มาพักผ่อน มาสร้างสรรค์ให้กับสังคม ยินดีที่จะรับ
กลับประเทศไทย ไม่ห่วงเรื่องความปลอดภัย
พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมวิตกนิดหน่อยแต่ไม่มากเกินไป วิตกเพราะว่าผมเคยถูกลอบสังหารตอนเป็นนายกฯ ผมยังไม่รู้ว่าความต่อเนื่องหรือคำสั่งนั้นยังอยู่หรือเปล่า จะเคลียร์ให้ชัด เพราะความพยายามในการสังหารผมหลายครั้ง แต่เดชะบุญที่เราไม่เป็นอะไร วันนั้นที่เราสืบทราบมา มีการกดรีโมทแล้ว แต่คนกดไปยืนหลังเสา รีโมทผ่านเสาไม่ได้ เพราะเป็นรีโมทเครื่องบังคับรถ เครื่องบิน ทำให้ผ่านเหล็ก ตอม่อที่เป็นเสาเหล็กไม่ได้
ตอนถูกลอบสังหาร ถูกมองว่าเป็นคาร์บ๊องส์
พ.ต.ท.ทักษิณ : เขาวางแผนไว้เป็นระบบ วางแผนร่วมกันกับหลายวงการ
คิดว่าการปฏิวัติของ คมช.ล้มเหลวที่สุดของการปฏิวัติในเมืองไทยหรือเปล่า
พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมคิดว่าสิ่งที่คณะปฏิวัติได้ทำที่ผ่านมา แล้วก็มุ่งเป้าที่พรรคการเมืองเดียว หรือคนกลุ่มเดียว ครอบครัวเดียว มันขาดหลักยุติธรรมทำให้วงการกฎหมาย วิชาการกฎหมายสอนไม่ถูกกันเลยทีเดียว ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้ต่างชาติไม่แฮปปี้ ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตกไปเลย สิ่งที่เป็นความไม่มั่นคงทางการเมือง มันไม่ร้ายแรงเท่าความไม่ยุติธรรมในหลักสากล ดูง่ายๆ ความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ดี ความไม่เป็นประชาธิปไตยก็ดี ยังไม่รุนแรงเท่า หลายประเทศยกตัวอย่างบางประเทศ มีการเลือกตั้ง แต่ประเทศนั้นระบบยุติธรรมเขาดี คนก็ไปลงทุน เพราะฉะนั้นระบบยุติธรรมสำคัญที่สุด ของเราไปทำลายระบบได้เร็วมากในช่วงปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง คตส.ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ก็เป็นอย่างนี้ปั๊บออกมาพูดทุกวัน พนักงานยุติธรรมเขาไม่ทำกันอย่างนี้หรอก เขาถือหลักว่า ผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกกล่าวหาคือผู้บริสุทธิ์ ฉะนั้นเขาไม่ทำอะไร ไม่ใส่ร้าย ซึ่งการเอาหลักฐานไม่ชัดมากล่าวหากัน อันนี้แหละที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศเสียไปเยอะ คือสิ่งที่ทำกันภายในประเทศอย่าคิดว่าโลกเขาไม่รู้ ฉะนั้นทำอะไรก็ให้คิดว่า โลกเขารู้
อยากจะฝากอะไรไปเป็นของขวัญปีใหม่กับคนไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ : อยากจะฝากพี่น้องประชาชนคนไทยว่า ต้องกราบขอบพระคุณที่หลายท่านคิดถึงผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้รับจดหมาย ส.ค.ส.ทั้งปีที่แล้ว และปีนี้อย่างต่อเนื่อง บางคนก็ห่วงใย บางคนก็ไปทำบุญให้ บางคนก็ไปเปลี่ยนนามสกุลให้ผมไม่รู้เรื่อง มีหลายคนไปทำให้ ผมไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เปลี่ยนจริง แต่เปลี่ยนในนาม เขาทำแล้ว ผมรู้จากข่าว มีหลายคนไปทำ ก็ไม่ได้บอกผม ขอขอบคุณในเจตนาดีและความห่วงใย และอยากจะฝากว่าปีหน้าเศรษฐกิจของโลกหนัก ไทยจากการที่เราเดินผิด มันไปทวีคูณกับของโลกที่มันหนักอยู่แล้ว ฉะนั้น ปีหน้าเศรษฐกิจต้องใช้ยาแรงหลายขนานจึงฟื้นได้ ซึ่งผมได้บอกกับทีมงานของคุณสมัครว่า จะต้องฉีดยาแรง ไม่เช่นนั้นจะหนัก และน้ำมันราคาจะแพงขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นการนำก๊าซมาใช้กับรถยนต์ ต้องฝากด้วยว่ามีประโยชน์บ้านเราก๊าซเยอะ และไปได้จากพม่ามาก็เยอะ ต้องนำมาใช้เพื่อลดราคาใช้จ่ายในการขนส่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่พอ เรื่องต่อไปก็คือ ผมอยากให้ทำเรื่องการวางแผน ในเรื่องของธุรกิจก็ดี เรื่องการใช้ชีวิตก็ดีต้องมีการวางแผน เราต้องเผื่อความกดดันของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า นอกนั้นยังอยากให้ดูเรื่องของลูกหลาน ปัญหาของสังคมก็ดี การศึกษาก็ดี ปัญหาการเรียนรู้นอกหลักสูตรก็ดี จากที่ผมเห็น โลกข้างหน้าเป็นโลกที่สู้กันด้วยความรู้จริงๆ
ปีหน้า ไทยเผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ : เศรษฐกิจ การเมือง สังคม 3 ประเด็นหลัก มันมีผลว่าประเทศไทยจะไปทางไหน ถ้าการเมืองนิ่งนะครับ ทุกคนให้กติกามันเดินของมันเอง จะทำให้การเมืองนิ่งขึ้น ส่วนเศรษฐกิจต้องฉีดยาแรงๆ ให้เศรษฐกิจไม่แย่ไปกว่านี้หรือดีขึ้นกว่าเดิมก็จะช่วยได้เยอะ ปัญหาสังคมต้องเอาจริงเอาจังกับยาเสพติด ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจไปฉุดให้เยาวชนต้องลำบากเยอะขึ้น เพราะค่าเล่าเรียนก็ดี ค่าครองชีพก็ดี อยากมีสตางค์เรียน อยากมีสังคม ก็ยอมที่จะเสียหาย เป็นสิ่งที่น่าห่วง
รู้สึกอย่างไร ที่สังคมบางส่วนมองว่า ไม่จงรักภักดี
พ.ต.ท.ทักษิณ : อันนี้เป็นวิธีการที่จะล้มล้าง คนซึ่งมีความมั่นคงทางการเมือง ทุกคนรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนไทยทุกคนมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดคือปล่อยข่าว ให้มองว่าเหมือนไม่จงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจริงๆ สถาบันพระมหากษัตริย์คนไทยทุกคนเทิดทูน ไม่มีใครที่จะไปคิดว่าไม่ดี แต่ว่าบางคนที่กล่าวหาว่าคนอื่นไม่จงรักภักดี ถามว่า ได้ทำอะไรเพื่อแสดงความจงรักภักดีบ้าง บางคนไม่ได้ทำงานถวาย แต่กล่าวหาว่าคนอื่นไม่จงรักภักดีเพื่อจะให้ตัวเองดูดีขึ้น คือจุดอ่อนของคนมีอำนาจในสังคมไทย มีชื่อเสียงในสังคมไทย มักจะให้ตัวเองดูดี โดยบอกว่าคนอื่นดูไม่ดี ซึ่งความจริงแล้ว การที่จะให้ตัวเองดูดี ต้องทำความดี โดยไม่ต้องไปบอกว่าคนอื่นดูไม่ดี แล้วตัวเองดูดี วิธีที่ดีที่สุดคือทำความดี เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนมีความจงรักภักดี ก็ทำถวาย ทำตัวอย่าเกะกะกับสังคม อย่าไปทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ ความสามัคคีในชาติ อันนั้นคือความจงรักภักดีทางอ้อมอยู่แล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้สุขสบายเสียที ผมเองสมรสพระราชทานนะ แล้วก็ผมเติบโตมาในวงราชการตำรวจ ทหาร นักเรียนนายร้อย เราปลูกฝังความจงรักภักดีมา อยู่ในสายเลือดมานาน บางทีคนที่ว่าผมยังห่างไกลความจงรักภักดี แต่พูดไว้ก่อนกล่าวหาไว้ก่อน ในที่สุดก็พิสูจน์แล้ว อัยการก็ไม่ฟ้อง ไม่มีอะไรเลย จุดเหล่านี้ทำให้พระองค์ท่านไม่สบายพระทัย อยากจะฝากว่าต่อไปนี้การเมืองก็ดี ทุกฝ่ายก็ดี ให้ต่างคนต่างทำถวายมากกว่าไปพูดหรือไปกล่าวหาคนอื่น การไปพูดหรือกล่าวหาคนอื่น เท่ากับว่า ตัวเองไม่ได้จงรักภักดี อันนี้ผมอยากให้ทุกคนทำถวาย ทำตัวเป็นคนดี ซึ่งพระองค์ท่านโปรดที่จะให้คนไทยทุกคนรักความสามัคคี และรักกัน ความแตกแยกในวันนี้ ผมเชื่อว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่สบายพระทัยแน่นอน ก็ฝากทุกคนด้วย
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
จรัญ พงษ์จีน - สัมภาษณ์ / จันทนา นาครัตน์ - ถ่ายภาพ









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |


































|