








พระพี่นาง พระพี่นางเธอ หรือ สมเด็จพระพี่นาง ทรงสนพระหฤทัยในด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี เสด็จไป ท่องเที่ยว ยังโบราณสถานหรือสถานที่สำคัญต่างๆ และ พระพี่นาง พระพี่นางเธอ หรือ สมเด็จพระพี่นาง ทรงนิพนธ์เรื่องราว ท่องเที่ยว ด้วยพระองค์เอง อ่าน ข่าว พระพี่นาง ชม รูปภาพ พระพี่นางเธอ สมเด็จพระพี่นาง ที่นี่ค่ะ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสนพระหฤทัยในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เสด็จไปยังโบราณสถานหรือสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทั้งจากคำกราบทูลเชิญของหน่วยงานต่างๆ และทรงมีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปทอดพระเนตรสถานที่นั้นๆ ด้วยพระองค์เอง โดยการเสด็จแต่ละครั้งจะทรงเป็นผู้นำคณะบุคคลและสมาคมต่างๆ ไปทัศนศึกษาด้วย
ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูที่ทรงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมและเพื่อให้คนไทยมีความรู้ที่ถูกต้อง ทรงพอพระหฤทัยในการเผื่อแผ่สิ่งที่รู้สิ่งที่เห็นแก่ผู้อื่นให้รู้ตามพระองค์ ทรงเป็นครูผู้ชี้นำประชาชนโดยทั่วไปให้เห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และมรดกของโลก อันก่อให้เกิดความรักความหวงแหน และความตระหนักในความเป็นเจ้าของร่วมกัน นอกจากการนำเสนอข่าวแล้วในบางครั้งทรงนิพนธ์เรื่องราวการท่องเที่ยวด้วย พระนิพนธ์เหล่านี้ล้วนเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้แสดงให้เห็นว่าความเป็นครูไม่จำเป็นต้องสอนกันเฉพาะในชั้นเรียนเท่านั้น
ก่อนการเสด็จแต่ละครั้งจะทรงศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ก่อนและทรงซักถามรายละเอียดอย่างลึกซึ้งและรอบด้านดังพระราชทานสัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร พลอยแกมเพชร ปีที่ 4 ฉบับที่ 79 วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ว่า
"..คนที่ไปด้วยต้องทำการบ้าน หลานอายุ 12 ก็ยังต้องทำการบ้าน ทุกคนทำการบ้านทุกวัน..อย่างไปจีนนี่ 8 โมงทุกคนกินข้าวเสร็จแล้ว 8 โมงครึ่งอย่างช้า ก็มีเวลาที่จะทำการบ้าน ก็จะประชุมกันที่จะทำหนังสือ ฉันไม่ทำคนเดียว ฉันให้ทุกคนมีส่วนร่วม มีความเห็น..."
ไม่เพียงเท่านั้น ในการเสด็จแต่ละครั้งทรงปรารถนาที่จะให้ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ด้วย โดยพระราชทานข้อแนะนำแก่ผู้สื่อข่าวของโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกิจเสมอให้เน้นข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานเป็นสำคัญโดยทรงดำริว่าการนำเสนอข่าวการเสด็จไปในที่ต่างๆ นั้น น่าจะเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ชม
ทรงเล่าถึงการนำเสนอข่าวไว้ในนิตยสารฉบับเดียวกันนี้ว่า
"...วิธีทำของฉันแตกต่างจากคนอื่นข้อหนึ่ง อย่างเวลาเจ้านายทุกพระองค์เสด็จต่างประเทศ จะมีข่าวส่งผ่านดาวเทียมมากรุงเทพฯ นักข่าวก็จะเขียนข่าวส่งมาเป็นแฟกซ์ 2 อันนี้ก็มาประกอบเข้าด้วยกันที่กรุงเทพฯ ทันทีวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น โดยคนที่ไม่รู้จักประเทศนั้นหรือไม่เคยไปประเทศนั้นเลยก็มีดู 2 อัน ควรจะเป็นอย่างนี้ๆ ก็ใส่เข้าไป บางทีก็ไม่ตรง แล้วบางทีก็เขียนซะหรูหราประวัติศาสตร์เต็มที่ แต่มันไม่เข้ากับภาพที่ออกมา"
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์จึงทรงเอาพระหฤทัยใส่ต่อการนำเสนอข่าวการเสด็จในแต่ละครั้ง นับตั้งแต่การนำเสนอตลอดจนการลำดับความสำคัญของการเล่าเรื่อง ทำให้ผู้ชมได้ทราบถึงสถานที่นั้นๆ โดยละเอียด ดังที่ทรงเล่าไว้ในนิตยสารฉบับเดียวกันนี้ว่า
"...แต่ของฉัน ฉันไม่ให้ส่ง มีเหมือนกันที่ออฟเฟอร์ว่าจะส่งดาวเทียมไหม ฉันบอกว่าไม่เอา ฉันใส่กระป๋องน่ะคือให้ถ่ายไว้ให้หมด..แล้ววิธีถ่ายของฉันฉันต้องเคี่ยวเข็ญด้วยว่า ต้องถ่ายอย่างนั้นอย่างนี้ คือถ้าไปดูสถานที่อันหนึ่ง อย่างเป็นโบสถ์อันหนึ่ง หรือเป็นปราสาทอันหนึ่ง เป็นสถาปัตยกรรมหรืออะไรก็ตาม..วิธีถ่ายของฉัน ถ้าเป็นปราสาทถ้าถ่ายได้จากตรงนี้ ก็ถ่ายไปให้เห็นทั้งหมด ว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไร เก็บเอาไว้ แล้วไปอยู่ไกลๆ แต่ต้องเห็นได้ทั้งหมด..ถึงไกลแค่ไหนก็ต้องพยายามไปถ่ายจากไกลๆ ให้เห็น..เสร็จแล้วก็ถ่ายทางเข้า บางทีทางเข้าไม่เหมือนกัน ถ่ายทางเข้าเสร็จแล้วเธอจะไปถ่ายอะไรก็ตามใจ..แต่ 2 อย่างนี้ฉันบังคับ"

ในการจัดทำพระนิพนธ์แต่ละครั้งนั้นทรงทำงานร่วมกับผู้ตามเสด็จทั้งในการวางโครงเรื่องและการจัดวางภาพประกอบดังที่ทรงเล่าว่า
"...ถ่ายเองด้วย แต่ฉันไม่ค่อยบอกว่าใครถ่ายอะไร มีโปรเฟสชั่นแนลไปด้วย แต่ฉันมีกล้อง บางทีฉันก็ถ่ายเอง อย่างถ่ายรูปทะเลสาบโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เขาถ่ายไม่ครบ แต่ฉันถ่ายครบ ก็ลงรูปของฉัน..เราแข่งขันกัน เพราะทำหนังสือเราทำด้วยกัน เราพบกันตั้งหลายครั้งคนหนึ่งเขียน หรือ 2 คน 3 คนก็ตาม...ที่นี้มาถึงเรื่องรูป อย่างเราต้องการรูปของโบสถ์นั้น ส่งมาแข่งขัน 5 คน 6 คน อันไหนดีก็เอา ถ้าของฉันดีก็เอาของฉันไป ถ้าไม่ดีก็คนอื่นประชาธิปไตย..."
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงบันทึกทั้งความรู้และความรู้สึก หนังสือพระนิพนธ์เชิงท่องเที่ยวจึงไม่ใช่หนังสือวิชาการหรือสารคดี แต่เป็นหนังสือที่น่าอ่านมีรูปภาพประกอบสวยงามและทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกเหมือนกับเดินร่วมคณะไปกับพระองค์ท่าน นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นความคิดเห็นส่วนพระองค์ที่ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือช่วยให้การอ่านมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
หนังสือพระนิพน์เชิงท่องเที่ยว เปิดเล่มด้วยข้อมูลทั่วไปของประเทศนั้นๆ เช่น สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประชากรแล้วตามด้วยกำหนดการเยือนพร้อมรายนามผู้ติดตาม จากนั้น ทรงนิพนธ์เรื่องราวต่างๆที่ทอดพระเนตร บุคคลที่พบ บางครั้งมีข้อความสนทนาประกอบระหว่างพระองค์ท่านและบุคคลต่างๆ
เมื่อเสด็จเยือนสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต 11-18 ก.ค. 2532 โดยเสด็จเยือนมอสโก ไซบีเรีย โนโวซีเบียร์สค์ เอียร์คุทสค์ ทรงพระนิพนธ์ในหนังสือ "ที่ไซบีเรียหนาวไหม" ว่าไซบีเรียตั้งอยู่ในสาธารณรัฐสหพันธ์รุสเซียโซเวียตสังคมนิยม มีอาณาเขตกว้างใหญ่ แบ่งเป็นไซบีเรียตะวันตกและไซบีเรียตะวันออก ไซบีเรียได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีดินฟ้าอากาศรุนแรงที่สุด ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงถึง -40 องศาเซลเซียส บางแห่งลดลงถึง 60 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนก็อาจจะร้อนถึง 39 องศาเซลเซียส ดินแดนส่วนใหญ่ทางขั้วโลกเหนือที่ติดกับมหาสมุทรอาร์กติกมีหิมะและน้ำแข็งเกือบตลอดปี

ที่เมืองวิชาการ (Akademgorodok) ทรงเขียนบรรยายไว้ว่าเดิมรัฐบาลสร้างเมืองนี้ขึ้นเป็นศูนย์ค้นคว้าวิจัย ประกอบด้วยสถาบันวิจัยต่างๆ 21 แห่ง เช่น สถาบันประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์และปรัชญา ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุของมนุษย์ที่อาศัยในไซบีเรียเมื่อประมาณ 60,000 ปีมาแล้ว เช่น กระดูกมนุษย์โบราณประมาณ 5,000 ปึ เสื้อโค้ตทำจากหนังปลา
ส่วนการเสด็จเยือนไซบีเรีย ทรงนิพนธ์ว่า
"คณะฯ เดินทางมาถึงโรงแรมราว 3 ทุ่ม รับประทานอาหารค่ำ มื้อนี้มีนมเปรี้ยวต้มและแพนเค้กที่ทำจากนมเปรี้ยว ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของรุสเซียและปลาโอมูล ปลาจากทะเลสาบไบคาลและเป็นปลาที่ชาวเอียร์คุทส์ค์ภูมิใจมากเพราะเวลาตกปลาจำเป็นต้องใช้สว่านเจาะน้ำแข็งเป็นรูขนาดจาน ในการตกปลาจะไม่ใช้เหยื่อ แต่ใช้ด้ายสีเขียวหรือแดงแทน ปลาจะมาเป็นฝูงต้องรีบตก ฟังแล้วไม่ค่อยจะอิจฉา นักตกปลาซีบีเรียเท่าไหร่เพราะไหนจะต้องทนกับอากาศหนาวเหน็บกับการตกปลาที่ยากเย็นและโดยเฉพาะพอตกได้แล้วยังต้องเจอปัญหาการเอาปลาออกจากรูน้ำแข็งอีกเพราะบางครั้งปลาตัวโตกว่ารู"
บางประเทศที่เสด็จไปเป็นประเทศที่บุคคลทั่วไปไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวนักด้วยระบอบการปกครองที่ต่างกัน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือเกาหลีเหนือ เสด็จเมื่อ 8-15 พ.ค. 2530 และทรงนิพนธ์เรื่อง "จากโคริโอสู่โคเรีย 8 วันในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี"
พระนิพนธ์เล่มนี้เกริ่นในบทนำว่า "โคริโอ" เป็นชื่อของราชวงศ์แรกที่สามารถรวมประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ซึ่งต่อไปคนต่างชาติเรียกชื่อประเทศว่า "โคเรีย" ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงนึกถึงประชาชนชาวไทยทุกครั้ง แม้เสด็จเยือนต่างประเทศโดยทรงนิพนธ์ไว้ว่า
"ประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่คนรู้จักน้อย ข้าพเจ้าจึงคิดว่าควรทำหนังสือเมื่อกลับมาแล้ว ข้าพเจ้าเตรียมใบกรอก "การบ้าน" ดังที่เคยทำมาหลายครั้งแล้วเพื่อเตือนความจำของผู้เดินทางและเพื่อให้แสดงความคิดเห็นที่ข้าพเจ้าจะได้คัดเลือกลงท้ายเรื่อง"
ในบทส่งท้ายทรงนิพนธ์ไว้ว่าสิ่งที่ชอบคล้ายกันทุกคน คือ ความสวยงามและความสะอาดของบ้านเมือง ดอกไม้ ต้นไม้ วินัยของประชาชน โสม ส่วนสิ่งที่พระองค์ไม่พอพระทัย คือ
"ค่อนข้างอึดอัดกับบรรยากาศของอุดมการณ์ผู้นำที่แผ่ซ่านควบคุมไปทุกแห่ง จนอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่าถ้าขาดผู้นำคนนี้แล้ว บ้านเมืองเขาจะทำอะไรเป็นบ้าง และความไม่ค่อยไว้ใจทำให้ไม่ค่อยประทับใจมากนัก ไม่ค่อยเป็นอิสระมากนัก มักถูกติดตามอยู่เสมอ"
บางประเทศที่เสด็จเยือนยังไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมไปกันมากนัก เช่น ตุรกี ซึ่งเป็นประเทศที่พระองค์ท่านเสด็จไปเยือนเมื่อ 3-15 เม.ย. 2533 และทรงนิพนธ์เรื่อง "ตุรกี ดินแดนจักรพรรดิโรมันและสุลต่านออตโตมัน" เมื่อพลิกดูในเล่ม เห็นรูปปั้นผู้หญิงคว่ำเอาศีรษะลงล่าง นึกว่าเป็นความผิดพลาดของการพิมพ์ แต่พออ่านรายละเอียดที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงบรรยายจึงเข้าใจความเป็นมาของวังใต้ดินว่า
"ใหญ่ที่สุดในนครอิสตันบูล สร้างมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 6 ภายในประกอบด้วยเสา 336 ต้น เสาแต่ละต้นมีความสูง 2 เมตร ลักษณะเด่น คือ เสาแต่ละต้นมีความแตกต่างกัน ต้นหนึ่งฐานเสาเป็นรูปศีรษะนางเมดูซาวางตะแคง อีกต้นหนึ่งศีรษะนางปักดิ่งลง เป็นจุดที่เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้เข้ามาชม"
ภูฏาน เป็นประเทศหนึ่งที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เสด็จเยือนตั้งแต่ปี 2531 ก่อนหน้าที่ประชาชนชาวไทยจะแห่กันไปเที่ยวอย่างคึกคักหลังจากสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก เสด็จพระราชดำเนินเยือนไทยเมื่อปี 2549
พระองค์ท่านทรงนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับภูฏานในเรื่อง "ภูฐาน เกาะเขียวบนแผ่นดิน" ซึ่งปรากฎข้อความแสดงถึงพระอารมณ์ขันประกอบรูปไว้หลายแห่ง เช่น รูปหนึ่งเป็นรูปที่ผู้จัดการโรงแรมคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หลังต้นไม้ดอกสีเหลืองพราว พระองค์ท่านจึงทรงบรรยายภาพว่า "ผู้จัดการโรงแรมกำลังสนทนากับนางไม้" และเมื่อเสด็จไปวัดทังโก ทรงบรรยายเส้นทางว่าถนนขรุขระมาก วัดนี้ตั้งอยู่เชิงเขา มีคนนำม้ามาคอยที่เชิงเขา สมเด็จเจ้าฟ้าฯ หลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงม้า คุณจิทัศและคุณเอิบจิตต์ก็ใช้ม้า นอกนั้นสมัครใจเดินขึ้น และทรงหยอกล้อคณะผู้ติดตามที่เดินตามหลังโดยลงรูปพร้อมทรงบรรยายว่า "กลุ่มรั้งท้าย"
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลน่าสนใจที่ทรงนิพนธ์เป็นความรู้แก่ผู้อ่าน
"การใช้ปฏิทินของชาวภูฐาน ประกอบด้วยรอบละ 60 ปี มี 12 นักกษัตร คือ หนู วัว เสือ กระต่าย มังกร งู ม้า แพะ ลิง ไก่ สุนัขและหมู สัตว์แต่ละชนิดมี 5 ธาตุ คือ ไฟ น้ำ ต้นไม้ เหล็กและดิน สองอย่างนี้ประกอบกันจึงเป็นรอบละ 60 ปี "
ส่วนประเทศที่เสด็จเยือนหลายครั้งหลายหน เนื่องจากเป็นประเทศใหญ่และมีความน่าสนใจมาก คือจีน ซึ่งพระองค์ท่านทรงนิพนธ์หลายเล่ม ได้แก่
"1 โหลในเมืองจีน" "ยูนนาน" "สายธารอารยธรรมจีน : 7 ธานีแห่งอาณาจักรกลาง" "ซินเจียงและกานซู : ภาพจากดินแดนสุดหล้าฟ้าเขียว" "จีนตะวันออก : ขึ้นเขา ลงทะเลสาบ เข้าวัด" และ "จีนอีสานและเสฉวน : จากแดนแมนจูสู่ภูง่อไบ๊"
ในหนังสือกราบบังคมทูลถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของนายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีน เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวถึงสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ทรงเป็นกัลยาณมิตรของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นเพื่อนเก่าแก่ของจีนและทรงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกระชับส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และได้ทรงสร้างคุณูปการอันทรงคุณค่ายิ่งต่อความสัมพันธ์ฉันมิตรของไทยและจีน
ข้อมูลและภาพประกอบจาก










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















![]() |
||



















































|