









ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเลือกนายกฯ มีมติ 310 เสียง ให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งได้คะแนน 163 เสียง จากผู้ที่เข้าประชุมทั้งสิ้น 476 คน มีผู้งดออกเสียง 3 คน ได้แก่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทั้งนี้เป็นไปตามคาดที่ไม่มีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลคนใดกล้าที่จะแหกโผ โดยคะแนนเสียงที่ได้เกินครึ่งนั้น ทำให้นายสมัคร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 25 ของประเทศไทย
ทั้งนี้ นายยงยุทธ ได้นัดหมายที่จะประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3 ในวันพุธที่ 30 ม.ค.นี้ เพื่อหารือถึงแนวทางในการกำหนดข้อบังคับการประชุม
นายสมัคร สุนทรเวช ว่าที่นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะทราบความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีใหม่ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว และต่อจากนี้ไปมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เพราะถือว่าได้อาสาเข้ามาทำงานให้บ้านเมืองแล้ว
"อาจไม่สนุกเท่าไร แต่ก็ต้องรับผิดชอบ" นายสมัคร ตอบผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งนี้หลังจากเดินทางออกจากที่ประชุมรัฐสภาแล้ว นายสมัคร ระบุว่า จะเดินทางไปตลาด อ.ต.ก.เพื่อจ่ายตลาดซื้อกับข้าว โดยปฏิเสธว่าไม่ได้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
ประวัติว่าที่นายกฯคนที่25
นายสมัคร สุนทรเวชเป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2478 เป็นบุตรคนที่ 7 จากจำนวน 9 คน ของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) และ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน-สกุลเดิม จิตรกร) ในวัยเด็กได้เริ่มเข้าเรียนหนังสือชั้นก่อนประถมที่โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม จากนั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทเวศร์ศึกษาจนจบระดับประถมศึกษา แล้วไปเรียนต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และระดับอาชีวะที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีทางด้านกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามลำดับ
ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่นั้น ท่านก็ได้ทำงานพิเศษนอกเวลาเป็นมัคคุเทศก์อยู่ราว 1 ปี หลังจากที่สำเร็จการศึกษา เมื่อ ปี พ.ศ.2507 แล้ว ก็ได้งานเป็นผู้จัดการแผนกอะไหล่บริษัทขายรถยนต์และรถแทรกเตอร์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2509 ก็ได้เดินทางไปเรียนต่อทางด้านบัญชีและบริหารธุรกิจที่มลรัฐชิคาโก สหรัฐอเมริกา
จากนั้นท่านก็ได้กลับมาทำงานในบริษัทห้างร้านและหน่วยงานหลายแห่ง และหลายอาชีพ นับตั้งแต่พนักงานสอนเรื่องลงบัญชีไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ออกของที่ท่าเรือและศุลกากร (ชิปปิ้ง) เสมียนแผนกรถยนต์ ผู้จัดการแผนกอะไหล่รถยนต์ ผู้บริหารฝ่ายขาย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์เป็นต้น
เส้นทางทางการเมืองของ คุณสมัคร สุนทรเวช นั้น เริ่มขึ้นเมื่อท่านได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2511 และได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2514 ครั้นถึงปี 2516 ก็ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2518 ท่านก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้ลาออกมาตั้งพรรคการเมืองขอท่านเองในนามพรรค"ประชากรไทย" เมื่อปี 2522
ซึ่งท่านก็สามารถนำพรรคประชากรไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งของสนามกรุงเทพมหานครได้อย่างงดงาม และแม้ว่าในเวลาต่อมาความนิยมในพรรคประชากรไทยของคนกรุงเทพฯจะลดลง แต่ คุณสมัคร สุนทรเวช ก็ยังคงได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบผูกขาดของเขตดุสิตมาทุกสมัย ชนิดที่ไม่เคยมีใครล้มได้
สำหรับตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รองนายกรัฐมนตรี
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อภิสิทธิ์ ปะทะ สมัคร ชิงนายกฯ พรุ่งนี้!!
- เลือกนายกฯ วันนี้ประชาธิปัตย์ ส่ง อภิสิทธิ์ ท้าชิง สมัคร
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |


































































































ลและครอบครัวไม่น้อยหน้าใคร....ท่านสมัครต้องให้อภัย พวกอิจฉาตาร้อน ก็ถือว่าต้นไม้ใหญ่ ย่อมต้องมี นกหนู หมา แมว มันมาขี้เยี่ยวใส่ บ้าง คิดซ่ะว่าเป็นปุ๋ย ช่วยเสริมบารมีให้ท่านก็แล้วกัน คริ..คริ







































































































และเป็นห่วงประเทศชาติมาก ๆ

















(คนที่ดีก็ไม่เอา คนที่เอาก็ไม่ดี)






















































































ขอให้คิดก่อนพูด นะคะ อยากให้นายกดูน่าเชื่อถือมากกว่านี้ ไม่ใช่ด่านักข่าวอย่างที่เห็นประจำ ดูไม่ดีเลย









































































































































