









สินค้าพาเหรดขอขึ้นราคา ทั้งแป้งสาลี ผลิตภัณฑ์นมทั้งระบบ เหล็ก ปูนซีเมนต์ อ้างพึ่งวัตถุดิบนอกและต้นทุนผลิตสูง กรมการค้าภายในยอมรับรอชง รมต.พาณิชย์คนใหม่ปรับเพิ่ม รวมทั้งก๊าซหุงต้มขยับอีกรอบ หลังไฟเขียวน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าวไปแล้ว คุมเข้มแค่อาหารจานด่วนตามห้าง ด้านสภาสหรัฐผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์
กรณีสมาคมก๊าซปิโตรเลียม (ผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้ม) จะขอปรับค่าการตลาดและขนส่งก๊าซอีก 3 บาท ในสัปดาห์หน้า โดยระบุเหตุผลปรับขึ้นให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นค่าการตลาดและขนส่งจากโรงบรรจุก๊าซอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 20 สตางค์ หรือถังขนาด 15 กก.จะปรับเพิ่มอีก 3 บาท และขนาด 48 กก.เพิ่มอีก 10 บาทนั้น
เมื่อวันที่ 30 มกราคม นางวัชรี วิมุกตายน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า อาจให้ปรับขึ้นราคาหากข้อมูลชี้ชัดว่าต้นทุนสูงจริง แต่อาจปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เต็มตามที่ยื่นขอ ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในจะเข้มงวดตรวจสอบให้มีการจำหน่ายราคาตรงตามราคาก๊าซที่ปรับขึ้นจริง เช่น วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานปรับค่าก๊าซอีก กก.ละ 20 สตางค์ ราคาขายปลีกก็ต้องไม่เกิน 20 สตางค์/กก. หรือ 3 บาท/ถัง 15 กก. รวมเข้มงวดต่อการปิดป้ายแสดงราคาและบริการที่ชัดเจน
"ทั้งนี้ การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มอีกถังละ 3 บาท จะกระทบต่อต้นทุนอาหารสำเร็จรูป (อาหารจานด่วน) 0.006% หรือขึ้นอีก 6 บาท ก็จะกระทบ 0.012 % จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรทำให้อาหารตามสั่งต้องปรับขึ้นราคา ซึ่งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะออกตรวจสอบศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้า เพื่อกำชับไม่ให้มีการขายเกินราคา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้ขายราคาเดิมหรือเมนูละไม่เกิน 30 บาท"
นางวัชรีกล่าวว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 มกราคม กรมอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวอีก 4 บาทต่อขนาดบรรจุ 1 ลิตร ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มจาก 45.50 บาท เป็น 49.50 บาท เนื่องจากราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองปรับขึ้นราคาต่อเนื่องจากต้นปี 2550 จาก กก. ละ 11 บาท เป็น 19.50 บาท ทั้งนี้ เป็นการอนุมัติให้ปรับราคาต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการเสนอขอปรับขึ้นรอบนี้ 8.50 บาท หรือขายปลีกขวดละ 54 บาท แต่กรมเห็นว่าราคาที่เสนอสูงเกินจนกระทบต่อประชาชนได้ เพราะปรับให้แล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ขวดละ 5.50 บาท และเชื่อว่าหากราคาน้ำมันปิโตรเลียมและราคาพืชเพื่อเป็นพลังงานทดแทนขยับขึ้นอีกก็จะสามารถคงราคานี้ได้ 6 เดือน
นางวัชรีกล่าวว่า กรมยังเตรียมเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์คนใหม่ เห็นชอบเพิ่มราคาแนะนำเหล็กเส้นอีก กก.ละ 3 บาท และเหล็กแผ่นอีก กก. ละ 2 บาท ของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 หลังจากมีการปรับเพิ่ม 1-2 บาทแล้วในเดือนมกราคม 2551 เนื่องจากราคาวัตถุดิบนำเข้ามีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เช่น เศษเหล็กเพิ่มจาก 420 เหรียญสหรัฐ เป็น 550 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งค่าขนส่งเพิ่ม แต่ปริมาณเหล็กในตลาดโลกลดลงภายหลังจีนควบคุมปริมาณส่งออกโดยการเพิ่มภาษีส่งออกจาก 10% เป็น 15%
นางวัชรีกล่าวว่า ส่วนปูนซิเมนต์ยังไม่มีรายใดขอปรับขึ้นราคา แต่กำลังสงสัยว่าเริ่มมีการสร้างสถานการณ์กักตุน เนื่องจากมีการร้องเรียนจากผู้รับเหมาก่อสร้างถึงการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จะออกตรวจสอบร้านค้าจำหน่าย (ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว)
"ขณะนี้มีสินค้าหลายชนิดที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และได้ขอปรับราคารอบใหม่ แต่กรมต้องพิจารณาอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งยอมรับว่าจะไม่ให้ปรับขึ้นราคาเลยนั้นจะก่อให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลน เพราะผู้ผลิตต้องลดกำลังผลิตเพื่อไม่ให้ธุรกิจประสบปัญหา ซึ่งจะมีความรุนแรงมากกว่าราคาสินค้าขยับขึ้น แต่การปรับขึ้นก็ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน" นางวัชรีกล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้สินค้าหลายชนิดที่เคยขอปรับขึ้นราคาและต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้จัดส่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและขอปรับขึ้นราคารอบใหม่ เช่น แป้งสาลี นมผง เป็นต้น พร้อมกันนี้มีผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กและปูนซีเมนต์ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกสูงมาก โดยเหล็กเส้นขนาด 6 มิลลิเมตร จากกิโลกรัมละ 25-26 บาท เมื่อเดือนธันวาคม 2550 ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละประมาณ 30.50 บาท ในปัจจุบัน
ส่วนปูนซีเมนต์ผสม ปรับขึ้นตันละประมาณ 300 บาท หรือถุงขนาด 50 กิโลกรัม ปรับขึ้นอีกถุงละ 10-15 บาท ส่วนปูนปอร์ตแลนด์ขึ้นอีกถุงละ 25-30 บาท อีกทั้งยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ยังกักตุนสินค้า เพื่อทำให้ราคาปั่นป่วน เช่น ยี่ปั๊ว ซาปั๊วเหล็กอาจจะได้รับโควต้าจากผู้ผลิตสัปดาห์ละ 500 ตัน แต่ขายเพียง 100 ตัน ที่เหลือเก็บไว้ขายหลังจากที่กรมการค้าภายในอนุมัติให้ปรับราคาขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวอีกว่า กรมการค้าภายในกำลังพิจารณาอนุมัติให้ปรับราคาผลิตภัณฑ์นมทั้งระบบ ทั้งนมพร้อมดื่ม นมผง โยเกิร์ต เพราะราคาวัตถุดิบ คือ นมผงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขณะนี้ ราคาประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อตันแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างออสเตรเลียได้ชะลอการส่งออก เพราะผลผลิตลดลงจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ราคานมผงในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สั่งการให้กรมการค้าภายใน ติดตามอย่างใกล้ชิดกับการดูแลราคาสินค้าไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสและปริมาณสินค้าขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร และอาหารสำเร็จรูป ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินความเป็นจริง เช่น สินค้าบางชนิดปรับขึ้นเป็นสตางค์ แต่อาหารสำเร็จรูปปรับขึ้น 5-10 บาท ถือว่าไม่ควร และให้ดูแลราคาสินค้า 2 ทางทั้งการปรับขึ้นและปรับลดให้สอดคล้องกันเมื่อต้นทุนลดลง
"กำชับให้ใช้ความเข้มงวดต่อการใช้มาตรการและลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่กับสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ต้องปรับราคาแต่มีการสวมรอบปรับขึ้นราคาเกินจริง อาจให้เข้ามาเป็นสินค้าควบคุมหรือเข้าเป็นสินค้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเดิมกระทรวงพาณิชย์ไม่เคยทำ" นายศิริพลกล่าว
นายศิริพลกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ทุกไตรมาส ซึ่งในไตรมาสแรกยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อ 3.0-3.5% บนสมมติฐานราคาน้ำมันไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งนี้ ต้องยอมรับปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้เพิ่มน้ำหนักต่อการคำนวณจาก 5.3% เป็น 9.4% แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อปี 2551 ไว้ 2 กรณี กรณีแรกขยายตัว 3-3.5% เมื่อราคาน้ำมันไม่เกิน 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กับกรณี 2 ขยายตัว 3.5-4% เมื่อราคาน้ำมันเกิน 85 เหรียญสหรัฐ แต่อาจต้องทบทวนตัวเลขเงินเฟ้อใหม่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการนำพลังงานทดแทนและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเกินกำหนดมาคิดคำนวณ และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2551 เบื้องต้นขยายตัวเกิน 2.5%
ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศ วันเดียวกันมีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าเกือบ 150,000 ล้านดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติผ่านร่างแผนดังกล่าวออกมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 385 ต่อ 35 เสียง เมื่อวันที่ 29 มกราคม โดยแผนดังกล่าวจะใช้เงินทั้งสิ้น 146,000 ล้านดอลลาร์ และคณะกรรมาธิการภาษีอากรร่วม ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศในปีงบประมาณนี้ 146,000 ล้านดอลลาร์ กับอีก 15,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2552
ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการคลังของวุฒิสภากำหนดจะนำร่างแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำเสนอโดยนายแม็กซ์ บาวคัส ประธานกรรมาธิการ เพื่อเป็นทางเลือกในวันที่ 30 มกราคม โดยวุฒิสภาจะเริ่มพิจารณาแผนกระตุ้นที่ส่งผ่านสภาล่างขึ้นมาในวันที่ 31 มกราคม หลังจากนั้นอาจมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นเพื่อหารือปรับแผนทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เพื่อขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้วส่งกลับคืนไปสู่สภาล่างเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งไปให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้การประกาศใช้แผนกระตุ้นอย่างเป็นทางการล่าช้าออกไป แม้ทางวุฒิสภายืนยันว่าจะพิจารณาให้เร็วที่สุดก็ตาม
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วไปนั้นปรากฏว่าตลาดหุ้นทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวอยู่ในแดนบวกจากความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยของกองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอีกครั้งในรอบเดือนนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงมาอยู่ที่ 3.0 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบไลท์สวีตในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 92.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะแรงหนุนจากความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตรงกันข้ามกับอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ที่ยังแกว่งตัวอยู่ในแดนลบเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ลดความผันผวนลงเพื่อรอการประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะรับทราบกันในเวลา 02.15 น. ของวันที่ 31 มกราคม ตามเวลาในไทย
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |





















































































































































































































































































































































































