









ปัญหาการรังแกกันระหว่างเด็กกับเด็กด้วยกันเองเป็นปัญหาที่มีมาช้านานแล้ว แต่สังคมไม่ตระหนักและขาดการดูแลป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง
นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ คณะกรรมการคุ้ม ครองเด็กแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาการรังแกกันอย่างละเอียด เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจถึงรากเหง้าปัญหานี้ชัดเจน รวมถึงเสนอแนะวิธีการที่เป็นประโ ยชน์ในการป้องกันไม่ให้ลูกของเราถูกรังแก และไม่ไปรังแกผู้อื่น โดยแบ่งลักษณะการรังแกกันของเด็กเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.เด็กจำนวนมากรังแกเด็กจำนวนน้อย
2.เด็กจำนวนน้อยรังแกเด็กจำนวนมาก
3.เด็กยกพวกตีกัน
เด็กกลุ่มใหญ่รังแกเด็กกลุ่มน้อยสาเหตุจากสังคมเลือกปฏิบัติ
การเลือกปฏิบัติเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง มีความเป็นมาที่ยาวนานเพราะมีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องของขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน
จุดหนึ่งที่สำคัญมากคือการที่สังคมมีลักษณะการเสี้ยมสอนเรื่อง "คนละพวก" ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทางศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ ฯลฯ
พื้นฐานเหล่านี้ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรง มนุษย์มีกฎเกณฑ์กติกาทางสังคม แต่สังคมมนุษย์บางกลุ่มกลับกลายเป็นว่ายังใช้กติกาของป่าหรือฝูงสัตว์ คือแก่งแย่งชิงดี แบ่งพวก ถ้าคนอื่นหลงไปอยู่ในกลุ่มก็จะถูกรุมทำร้ายไม่ยอมให้อยู่
พื้นฐานตรงนี้จะตอบคำถามว่าทำไมเด็กจำนวนมากไปรุมรังแกเด็กจำนวนน้อย สาเหตุคือ เด็กกลุ่มน้อยที่แตกต่าง
อันดับแรกคือ การเรียน เด็กที่เรียนอ่อนจะถูกกีดกันจากเด็กที่เรียนดี เพราะถ้าเข้ากลุ่มแล้วอาจฉุดคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มลงไป เพราะฉะนั้นเด็กที่เรียนดีหรือเรียนปานกลางขึ้นไปจะไม่ต้องการรวมกลุ่มกับเด็กที่เรียนอ่อน
อีกตัวอย่างคือ ฐานะต่างกัน เด็กต่างจังหวัดไปเข้าเรียนในโรง เรียนคนรวย จะเกิดการเลือกปฏิบัติ ไม่มีใครคบหาสมาคมกับเด็กจน แค่จะไปเที่ยวไหนกันก็ไปด้วยไม่ได้เพราะไม่มีเงินจ่าย หรือพ่อแม่ผู้ปกครองเลี้ยงดูเด็กมาให้เลือกปฏิบัติต่อบุคคลอื่น เช่น บอกเด็กว่าพวกนี้ไม่ใช่พวกเรา พวกนั้นจน อย่าไปยุ่ง
นอกจากเลือกปฏิบัติต่อคนอื่นแล้ว บางทีพ่อแม่ก็เลือกปฏิบัติต่อลูก ปฏิบัติต่อลูกรักดีเยี่ยม แต่ปฏิบัติ ต่อลูกชังเลวร้าย ก็ จะเกิดการรังแกกันระหว่างลูก 2 คน
ถ้าสมมติลูกรักแก่กว่าก็จะข่มเหงรังแกลูกชัง หรือถ้าลูกรักเป็นเด็กตัวเล็ก ลูก ชังเป็นพี่ พี่ก็จะมารังแกน้อง การเลือกปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ ผู้ปกครองจำนวนมากสร้างสมถ่ายทอดให้เด็กโดยไม่รู้ตัว
เด็กเป็นอันธพาลเพราะถูกทารุณกรรมและถูกละเลยทอดทิ้ง
กลุ่มที่สอง เด็กจำนวนน้อยรังแกเด็กจำนวนมาก มีสาเหตุมาจากเด็กจำนวนน้อยมีปัญหาทั้งเรื่องพฤติกรรมหรือสุขภาพจิต โดยเฉพาะเด็กที่ถูกปล่อยปละละเลยทอดทิ้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรืออาจถูกพ่อแม่กระทำทารุณกรรม ทำให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคเครียด มีอาการกลัว โกรธผู้กระทำ แต่ไม่สามารถตอบโต้ได้ เคียด แค้น กังวลว่าจะถูกกระทำซ้ำอีก
ความรู้สึก 3 อย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องทำให้เป็นโรคเครียด พอเป็นโรคเครียดก็มีอารมณ์แปรปรวน ต่อต้านสังคม ทำอะไรหุนหันขาดความยั้งคิด มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง หวาดระแวงว่าคนอื่นจะคิดร้ายก็เลยชิงไปทำร้ายเขาก่อน เด็กพวกนี้เราจะเรียกกันว่าเด็กหัวโจก อันธพาล เป็นเด็กส่วนน้อยที่ไปรังแกเด็กส่วนใหญ่ รังแกทีละคน
เด็กยกพวกตีกัน : ผลผลิตของสังคม เลือกปฏิบัติ-ทอดทิ้งเด็ก
กลุ่มที่สาม เด็กยกพวกตีกัน เป็นเด็กที่คาบเกี่ยวกับเด็ก 2 กลุ่มแรก มีองค์ประกอบจาก 2 ประเด็นคือ หนึ่ง เด็กเหล่านี้ถูกปล่อยปละละเลยทอดทิ้ง เด็กต้องการคนแนะแนวทางชีวิต เมื่อไม่มีใครเป็นที่ยึดเหนี่ยว ก็จะมารวมกลุ่มกันเพื่อยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน มีพัฒนาการความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น
ในขณะเดียวกันก็จำลองเอาสัญชาตญาณอย่างสัตว์เข้ามา คือการมีฝูง มีอาณาเขต มีสัญลักษณ์ของฝูงหรือของกลุ่ม ถ้าคนนอกกลุ่มล้ำอาณาเขตเข้ามาจะต้องถูกทำร้าย
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนแต่ฆ่ากันได้โดยไม่รู้สึกผิด
ความรู้สึกแบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยวัฒนธรรมของกลุ่ม แรงยึดเหนี่ยวของกลุ่ม เด็กกลุ่มนี้มีลักษณะผสมผสานกัน การแก้ไขก็สลับซับซ้อนมากเนื่องจากต้องให้สังคมทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขป้องกันปัญหา ครอบครัวเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ที่ต้องให้สังคมทั้งหมดเข้ามาจัดการแก้ไขเพราะมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน จากเด็กที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง มาสู่เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย เมื่อสองปัญหานี้มารวมกันก็มีความรุนแรง
ภัยจากการรังแก:ความเสียหายใหญ่หลวงต่อทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ
เด็กที่ถูกรังแกบ่อยๆ อาจมีปัญหาด้านสติปัญญา หรือปัญหาพิการบางอย่าง เช่น การที่สมองส่วนหน้าไม่อาจทำงานเช่นปกติ อาจมีปัญหาการพัฒนากระบวนความคิด (Cognitive Development) ร่างกายอาจเล็กแคระแกร็น ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากภาวะขาดอาหาร หรือความผิดปกติของฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นผลจากถูกพ่อแม่กระทำ ทำให้เขามีพฤติกรรมไม่เหมือนเด็กทั่วไป คนทั่วๆ ไปไม่เข้าใจอาจรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กแปลกๆ ก็เลยรู้สึกสนุกที่จะไปข่มเหงรังแก
เด็กที่โดนรังแกเหล่านี้ พฤติกรรมจะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ที่สหรัฐอเมริกามีผู้ยิงเพื่อนตายไปนับสิบๆ คนเพราะมีพื้นฐานถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเกิดความผิดปกติทางจิตใจสะสมกันยาวนานก็เอาปืนมาฆ่าคน สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่ไม่เอื้ออาทรกัน หากปล่อยให้มีการรังแกกันมากๆ ก็จะบ่มเพาะเด็กที่มีพฤติกรรมเลวร้ายในการรังแกคนอื่นและเด็กที่ถูกรังแกจะเก็บกด วันหนึ่งถึงจุดระเบิดก็อาจจะก่อผลเสียหายร้ายแรงในภายหลังอย่างที่เป็นข่าว
สำหรับคำแนะนำพ่อแม่ในการดูแลและปลูกฝังลูกไม่ให้ไปรังแกผู้อื่น นายสรรพสิทธิ์กล่าวว่า ประการแรก พ่อแม่ควรปรับพฤติกรรมตัวเองก่อนในการเลือกปฏิบัติ ต้องสอนให้เด็กยอมรับความแตกต่าง เช่น พอให้อะไรพี่ น้องก็จะร้องเอาแบบเดียวกันกับพี่ ต้องให้น้องเข้าใจว่าตัวเองยังไม่เติบโตพอจะใช้ของแบบเดียวกับที่พี่ใช้
พ่อแม่ต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจ ไม่ใช่ทำไมไม่ตาม ใจน้อง ให้น้องไปก่อนเดี๋ยวไปซื้อมาใหม่ ทำให้เด็กไม่เรียนรู้ว่าคนต้องมีการปฏิบัติที่แตกต่างกันได้ คนแต่ละคนมีขอบเขตที่เหมาะสมทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคมที่แตกต่างกันตามวุฒิภาวะ ตามสถานภาพทางสังคมหรืออื่นๆ ตรงนี้เด็กจะต้องเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ
ประการที่สอง สอนให้ลูกเรียนรู้ว่าความแตกต่างเป็นเรื่องปกติ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปรู้สึกว่าอันนี้ดีไม่ดี เช่นคนคนนี้จะหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไรมันไม่เกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ ธรรมชาติทำมาอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องไปชอบหรือเกลียด ไปให้คุณค่าว่าดีหรือไม่ดี แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม เช่น บอกลูกว่าอย่าไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน พ่อแม่เขาจน พูดจาหยาบคาย
แทนที่จะห้ามลูกเช่นที่ว่า ผู้ปกครองควรอธิบายให้ลูกฟังว่าการใช้คำพูดของเขาไม่เหมาะสม พ่อแม่ของเขาอาจไม่ตระหนักว่าคำพูดของลูกเขาเป็นคำไม่สุภาพ จะทำให้พ่อแม่ลูกใกล้ชิดกันมากขึ้น และจะไม่เกิดความรู้สึกแบ่งแยกพวกเขาพวกเราด้วย
ประการที่สาม สอนให้ลูกรู้จักยอมรับคนอื่น คนที่มีปัญหา และให้ความช่วยเหลือ มีน้ำใจต่อเขา เอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อคนอื่น ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเรา
พ่อแม่ควรถ่ายทอดผ่านการกระทำ ไม่ใช่คำพูด พ่อแม่ต้องประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ลูกจึงจะมีพฤติกรรมเช่นนั้นเพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำเป็นหลัก
ประการสุดท้าย สร้างบรรยากาศของครอบครัวให้มีความรัก ความเข้าใจ ผาสุก
ส่วนวิธีปกป้องลูกจากการถูกรังแก คือ
1.พ่อแม่ต้องติดตามความเป็นไปของลูก
หากลูกไปอยู่ในสถานการณ์แบบใดแบบหนึ่งเบื้องต้น เช่น ลูกถูกรุมรังแกเพราะลูกเราไม่เหมือนคนอื่น กรณีนี้ควรไปพูดคุยกับครูและผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกข่มเหงรังแก โดยให้ลูกเรากับลูกเขาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่ใช้วิธีว่าเด็กคนไหนรังแกลูกเราให้บอก แล้วไปจัดการเล่นงานเด็กพวกนั้นเอง วิธีการนี้แก้ปัญหาไม่ได้และก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงมากขึ้นคือเราเองอาจจะต้องไปทะเลาะกับพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น
2.หากมีเด็กอันธพาลมารังแกลูกเรา ด้วยวิธีการร้ายแรงซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา เช่น การทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคาม ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ กรณีนี้ต้องให้กลไกทางกฎหมายมาเกี่ยวข้อง
เพราะพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ กรณีนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตระหนักว่าต้องแจ้งให้ผู้บังคับใช้กฎหมายทราบ และเจรจากับทางโรงเรียนเพื่อใช้กฎหมายมาช่วยแก้ไขด้วย
การรังแกกันของเด็ก จุดเล็กๆ ที่ผู้ใหญ่มองข้ามอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รุนแรงหากไม่แก้ไขอย่างถูกต้องและทันเหตุการณ์
สนใจข้อมูลการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง ติดต่อโครงการรณรงค์ Start to Stop หยุดความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร.0-2412-0738 http://www.thaichildrights.org/









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















หวาดเดครับชื่อคิมครับเรียนอยู่ช่างอุตขอเเนะนำตัวครับ 


























































































































|