









"ผมเป็นคนฆ่าเธอด้วยมือผมเอง ทำไปเพราะความหึงหวง กลัวว่าเมียจะไปคบหาผู้ชายคนอื่น เลยทุบหัวเธอด้วยค้อน แล้วลากศพไปในห้องน้ำใช้มีดหั่นเป็นชิ้นๆ ด้วยความแค้นใจ ก่อนนำชิ้นส่วนศพใส่ถุงดำ 3 ถุง ไปโยนทิ้งในแม่น้ำแม่กลองก่อนถูกตำรวจตามแกะรอยจับกุมได้"
นี่คือ...คำรับสารภาพของนายศักดิ์สิทธิ์ นวพาณิชย์ศักดิ์ อายุ 27 ปี คนร้ายฆ่าหั่นศพ นางสาวหทัยรัตน์ วิเศษสิงห์ อายุ 24 ปี ภรรยาตนเองเพราะเกิดความหึงหวงกลัวว่าภรรยาจะไปคบหาผู้ชายคนใหม่ จึงตัดสินใจฆ่าหั่นศพทิ้งน้ำ โดยการใช้ค้อนทุบ ก่อนจับฆ่าหั่นศพแยกชิ้นส่วนทิ้งลงแม่น้ำอำพรางคดี
สุดท้ายก็หนีคุกตะรางไปไม่พ้น!?!
ย้อนกลับไปดูเหตุสยองครั้งนี้ เกิดขึ้นใกล้เที่ยงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถานีตำรวจภูธรโพธาราม จ.ราชบุรี รับแจ้งจากชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองโพธาราม ว่าพบถุงดำใส่ชิ้นส่วนมนุษย์ลอยน้ำมาติดที่ริมเขื่อนหาดทรายโพธาราม ในแม่น้ำแม่กลอง ร้อยตำรวจตรีเสริมศักดิ์ น้อยหัวหาด ร้อยเวรฯ จึงรายงานให้ พลตำรวจตรีมนตรี ศรีนพคุณ ผบก.ราชบุรี พลตำรวจเอกสุวิทย์ ชาวศรีทอง ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรโพธาราม พันตำรวจโทวันชัย อิทธิฤทธิ์ ฟรอง ผู้กับกับสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธารามรับทราบรุดไปยังที่เกิดเหตุ
เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จึงสั่งเปิดพิสูจน์ถุงทันที เมื่อเปิดออกดูทุกคนก็ถึงกับผงะหลังจากพบว่าในนั้นมีชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ซึ่งเป็นศพผู้หญิงถูกตัดแขนขาและคอ แยกชิ้นส่วนเหลือแต่เพียงลำตัวหมกถุงไว้ และไม่เฉพาะแต่ชิ้นส่วนลำตัวที่พบเท่านั้น ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีชาวบ้านไปพบชิ้นส่วนมนุษย์ เป็นขาและแขนจากศพผู้หญิงคนเดียวกันลอยอยู่ในแม่น้ำแม่กลองท้องที่หมู่ 1 และหมู่ 4 ในต.คลองตาคต อ.โพธารามอีกด้วย
เกิดเหตุสยองขึ้นแล้วในลำน้ำแห่งนี้!!
ในตอนแรกยังไม่มีใครรู้ว่าศพหญิงสาวรายนี้ เป็นศพของนางสาวหทัยรัตน์ เจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงการตรวจหาบันทึกรับแจ้งคนหายทั่วไปในหลายๆ ท้องที่ จนกระทั่งพบว่าในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง จ.ราชบุรี มีการแจ้งความคนหายไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งคนที่หายไปคือ นางสาวหทัยรัตน์ หรือ "ไก่" ทำงานเป็นนักร้องประจำอยู่ที่คาราโอเกะโรงแรมไทยนำ อ.บ้านโป่ง เจ้าหน้าที่จึงติดตามญาติให้มาดูศพ

โดยในช่วงค่ำวันเดียวกัน มีญาติของ นางสาวหทัยรัตน์ เดินทางมาดูศพผู้ตาย ซึ่งเมื่อเห็นรูปพรรณสัณฐานและตำหนิรูปพรรณต่างๆ ญาติก็ยืนยันว่าเป็นศพของ นางสาวหทัยรัตน์แน่ๆ เพราะจำตำหนิรูปพรรณของเธอได้ โดย นางสาวหทัยรัตน์ ได้หายออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว
พยานผู้ใกล้ชิดน.ส.หทัยรัตน์ ให้การว่า ก่อนหายตัวไปประมาณ 3 วัน เห็น นางสาวหทัยรัตน์มีปากเสียงกับนายศักดิ์สิทธิ์ หรือ "ปอ" ซึ่งเป็นสามีอย่างรุนแรง ก่อนจะหายตัวไปจากบ้านเช่าเลขที่ 22/51 ต.ปากแรด อ.บ้านโป่ง กระทั่งพบอีกทีก็กลายเป็นศพแบบนี้
เป้าหมายจึงพุ่งไปที่นายศักดิ์สิทธิ์ทันที
ค่ำวันเดียวกัน ตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพธารามประสานไปพันตำรวจเอกนิรันดร์ ดีมี ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบ้านโป่ง นำกำลังเข้าตรวจค้นที่บ้านพักของนายศักดิ์สิทธิ์ ในอ.บ้านโป่ง แต่บังเอิญไปเจอตัวนายศักดิ์สิทธิ์เข้ากลางทางจึงควบคุมตัวไว้สอบสวน
ในตอนแรกนายศักดิ์สิทธิ์โบ้ยว่า เพิ่งทราบข่าวพบศพลอยน้ำ เลยจะมาดูว่าใช่ภรรยาที่หายไปหรือไม่ แต่เมื่อตำรวจพาไปดูศพและคาดคั้นเข้ามากๆ เข้า สุดท้ายนายศักดิ์สิทธิ์จึงยอมเปิดปากรับสารภาพ ว่าเป็นคนลงมือฆ่าหั่นศพภรรยาด้วยน้ำมือตนเองทำไปเพราะความหึงหวง ซึ่งนอกจากแขนขาและลำตัวแล้ว ส่วนหัวยังตัดเก็บไว้ในปี๊บอีกด้วย!!
ค่ำวันนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายศักดิ์สิทธิ์ ไปค้นหาชิ้นส่วนศีรษะภรรยาที่อ้างว่าตัดใส่ปี๊บเก็บไว้ในห้องพัก เมื่อไปถึงบ้านเช่าเลขที่ 22/51 ก็พบชิ้นส่วนศีรษะน.ส.หทัยรัตน์ ถูกตัดใส่ปี๊บเก็บไว้จริงๆ แถมยังโบกปูนไว้เพื่อเตรียมนำไปถ่วงน้ำต่อไปด้วย

ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยอง!!
นายศักดิ์สิทธิ์ย้อนเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่า สาเหตุที่ฆ่าหั่นศพภรรยา ก็เพราะความหึงหวง เนื่องจากมีชายมารุมจีบหลายคน กลัวว่าภรรยาจะปันใจให้ชายอื่น จนมีปากเสียงกันตลอด และก่อนเกิดเหตุช่วงกลางดึกของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ขณะที่จะเข้านอนก็ทะเลาะกันอย่างรุนแรงอีก จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จึงคว้าค้อนที่เตรียมไว้ตีหัวภรรยาจนยุบ ก่อนลากตัวไปในห้องน้ำ ใช้เท้าเหยียบคอจนขาดใจตาย จากนั้นใช้มีดโต้ที่ได้ซื้อมาใหม่ๆ คม กริบ ควั่นหั่นเนื้อรอบๆ ขา รอบๆ แขน และศีรษะ จากนั้นใช้เลื่อยเหล็กเลื่อยกระดูกแขนขาและศีรษะ จนขาดจากกัน นำแขนขาและลำตัวแยกใส่ถุงดำอย่างละถุง จากนั้นนำชิ้นส่วนทั้งหมดแยกเป็น 3 ถุงไปทิ้งที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองพร้อมกับมีดที่ใช้หั่นศพ โดยส่วนศีรษะยังเก็บไว้ที่ห้องนอนถึง 2 คืน โดยใส่ถุงพลาสติกและเก็บไว้ในปี๊บ จนกระทั่งเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงซื้อปูนซีเมนต์มาผสมเทใส่ลงในปี๊บเพื่อโบกปิด จากนั้นนำปี๊บดังกล่าวไปไว้ที่บริเวณด้านหลังติดกับห้องน้ำ ก่อนทำความสะอาดพื้นห้องเพื่อทำลายหลักฐานคราบเลือด
ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาทันที
วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายศักดิ์สิทธิ์ไปทำแผนประกอบคำสารภาพที่บ้านเช่าหลังเกิดเหตุ ท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก ที่ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายศักดิ์สิทธิ์
ทุกคนตั้งคำถามว่าทำไมถึงได้เหี้ยมโหดขนาดนี้!?!
หลังการทำแผนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายศักดิ์สิทธิ์ไปคุมขังเพื่อรอส่งฟ้องศาลดำเนินคดี ซึ่งตลอดเวลานายศักดิ์สิทธิ์มีอาการเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมพูดจาและกินอาหาร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะกลัวว่าจะคิดสั้นทำอะไรลงไป สำหรับศพของ นางสาวหทัยรัตน์ ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดโพธิ์รัตนาราม อ.บ้านโป่ง ท่ามกลางความเศร้าสลดของคนรู้จักและญาติสนิทที่เดินทางมาร่วมงานศพนางสาวหทัยรัตน์ ซึ่งญาติจะได้ทำพิธีฌาปนกิจศพต่อไป
กล่าวถึงการจากไปของน.ส.หทัยรัตน์ และการหมดอิสรภาพของนายศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ ทำให้ลูกชายวัย 5 ขวบ ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ แถมคนเป็นพ่อยังต้องมาติดคุกในข้อหาฆ่าแม่อีกด้วย
เป็นความสยองปนเศร้าเกินบรรยาย
ข้อมูลและภาพประกอบจาก










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |















































อย่าซ่าส์ 

















เป็นไงหล่ะ พอเขาตายตัวเองก็ต้องมานั่งรับกรรมอย่างงี้แหละ แทนที่จะคุยกันดีๆ ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเขาเสมอหรอกนะ ปากบอกว่ารักแต่ฆ่าเขาได้เองกับมือ ถ้าเรามีคนมารักแล้วเป็นแบบนี้นะ อย่ารักเลยดีกว่า ยังไงก็กลับตัวเนื้อกลับตัวซะนะ









โครตโหดเลย









โคดโหดเลย




































ตกใจเลยคับ 








































































้ยมโหดแบบนี้แล้วมันจะออกมาอยู่ในสังคมมนุษย์ได้แบบไหนตายไปคงหมดปัญหาน๊ะมันเนี่ยแล้วใครจะอบรมเด็กให้มีจิตใจที่ดีคิดดีได้เนี่ย
แหละเป็นห่วงคนรอบข้างจริง ๆ 


























































|