HILIGHT NEWS

ใครคือโอรส สมเด็จพระนเรศวร?

สมเด็จพระนเรศวร

          คนไทยรู้จัก "สมเด็จพระนเรศ" หรือ "สมเด็จพระนเรศวร" ในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยาคืนจากประเทศพม่า ด้วยคุณูปการนี้เองทำให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลร่วมสมัยเรื่อยมา

          มีการนำพระราชประวัติของพระองค์ วีรกรรม ฯลฯ มานำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น

          การนำพระบรมสาทิสลักษณ์และพระราชประวัติช่วงที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดของตนมาทำเป็นตราประจำจังหวัด เช่น ตาก, สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู

          โดย จังหวัดตากใช้เหตุการณ์เมื่อ พ.ศ.2127 สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งทักษิโณทกเหนือแผ่นดิน ประกาศอิสรภาพไม่ยอมขึ้นกับเมืองอังวะอีกต่อไป ซึ่งจังหวัดตากเป็นด่านแรกที่สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างยกกองทัพกลับประเทศไทย

          จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้เหตุการณ์ยุทธหัตถีใน พ.ศ.2135 สงครามกู้อิสรภาพครั้งสำคัญของชาติ

          และ จังหวัดหนองบัวลำภู ใช้เหตุการณ์ปี พ.ศ.2117 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตามเสด็จสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ยกทัพผ่านหนองบัวลำภูเพื่อไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)

          มีการนำพระนาม "นเรศวร" มาใช้เป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ เช่น มหาลัยวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ค่ายทหารต่างๆ เช่น ค่ายนเรศวร จังหวัดลพบุรี ค่ายนเรศวรมหาราช จังหวัดเชียงใหม่ ค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ จังหวัดเพชรบุรีว่า "ค่ายนเรศวร" ด้วยเช่นกัน

          ผู้สร้างภาพยนตร์นำพระราชประวัติของพระองค์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใช้ชื่อว่า "มหาราชดำ" เมื่อ พ.ศ.2522 และ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" เมื่อ พ.ศ.2550 ภาพยนตร์ไตรภาค ที่ปัจจุบันออกฉายไปแล้ว 2 ภาค คือ องค์ประกันหงสา กับ ประกาศอิสรภาพ

          พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศรมหาราชมักสิ้นสุดลงเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เมื่อไม่มีพระราชโอรส หรือพระราชธิดา แผ่นดินจึงตกแก่พระอนุชาของพระองค์ คือสมเด็จพระเอกาทศรถ

          หากนิตยสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนมีนาคมนี้ ให้คำอธิบายในเรื่องนี้ใหม่ว่า "ใครว่าสมเด็จพระนเรศไม่มีพระราชโอรส!"

          โดยข้อเขียนของคุณสุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์ ที่กล่าวอ้างถึงจดหมายเหตุสเปนชื่อ History of the Philippines and Other Kingdom ที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira) เขียนขึ้นใน พ.ศ.2139

          สำหรับท่านที่สงสัยว่าเหตุใดผู้เขียน ท่านนี้จึงใช้พระนาม "พระนเรศ" แทนที่จะเป็น "พระนเรศวร" อย่างที่รู้จักกันทั่วไป ก็ต้องขอให้ย้อนไปอ่านบทความเรื่อง "สมเด็จพระนเรศวร พระนามแปลกของ "สมเด็จพระนเรศ" โดยผู้เขียนท่านเดียวกันนี้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนมกราคม พ.ศ.2549

          จดหมายเหตุที่ผู้เขียนอ้างอิงนั้นเรียบเรียงจากคำบอกเล่าของบาทหลวงนิกายฟรานซิสกันที่เดินทางเข้ามาพำนักยังพระนครศรีอยุทธยาในช่วง พ.ศ.2125 (ปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์ที่ 1) - พ.ศ.2139 (รัชกาลสมเด็จพระนเรศ) กล่าวถึงพระราชพิธีทางชลมารคความว่า

          รูปแบบของการปกครองเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (An Absolute Monarchy) โดยพระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์เป็นสูงสุด นับเป็นเวลา 2,000 ปีมาแล้วที่เหล่าพระมหากษัตราธิราชเจ้า ได้เสด็จขึ้นครองราชย์โดยสายตรงแห่งการสืบสันตติวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงพระมหาการุณยภาพ ทรงเป็นที่หวาดหวั่นครั่นคร้ามมาก แต่ก็ทรงเป็นพระปิยราชด้วยในเวลาเดียวกัน...

สมเด็จพระนเรศวร

         (ภาพซ้าย) สมเด็จพระเอกาทศรถจึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวรมาสู่พระนครศรีอยุธยา (ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหาร วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) (ภาพขวา)"ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ภาพยนตร์ที่อ้างอิงพระราชประวัติของพระองค์

          ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิกายฟรานซิสกันได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งประดับประดาแล้วล้วนไปด้วยพระปฏิมากร เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัยของพระเจ้าแผ่นดิน เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็กๆ เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน

          เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่งบนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่นๆ อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบประเภทต่างๆ

          เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนัก 1 คน แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุดในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีและสาวสรรกำนัลใน สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่นที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์ และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบจนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่านจากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้ โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

          สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือองค์พระมหากษัตริย์ ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมาที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์ และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก อิริยาบถในการพายของพวกเขาจึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลมเหนือท้ายเรือพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์ เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ 2 คนคอยถวายอยู่งานโบกพัด เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุของดวงอาทิตย์

          ทันทีที่เรือพระที่นั่งหยุดลง ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลง และยกมือขึ้นประนมให้ลักษณาการศิโรราบจนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์ ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง

          เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินถึงพระอาราม พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะแด่พระปฏิมากรทั้งหลาย และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนานกลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอาราม บรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลาและชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่งไว้เพื่อสักการบูชา และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวัง

          บรรดาบาทหลวงของนิกายฟรานซิสกันของเราได้มีโอกาสอันหายากยิ่งในการที่ได้เห็นการเสด็จออกรับแขกเมืองจากกัมพูชา ได้มีการสร้างบ้านพักทันทีสำหรับคณะราชทูต เป็นบ้านพักที่กว้างขวางและตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหรา ใกล้ที่พักนั้นเป็นหอสูงทรงแคบที่พวกเขาได้จารึกชื่อและความเป็นมาของคณะราชทูตกัมพูชา โดยจารเป็นตัวอักษรเขมร

ภาพพิมพ์ทัศนียภาพกรุงศรีอยุธยาและริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค

          (ภาพบน) ภาพพิมพ์ "ทัศนียภาพกรุงศรีอยุธยาและริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค" โดย ฟร็องซัวส์ ซาเวียร์ อาเบอร์มันน์ จิตรกรชาวเยอรมัน (ภาพจากกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง) (ภาพล่าง) ตราประจำจังหวัดตาก,สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู ที่ใช้พระราชกรณียกิจของพระนเรศวร

          ด้วยพิธีกรรมอันเอิกเกริกตามควรแก่ฐานะของคณะราชทูต พวกเขาได้กระตุ้นให้ฝูงชนโบกธงทิว แกว่งไกวหอก ถือคันธนูและธนู เมื่อการทั้งหลายทั้งปวงเตรียมพร้อมสรรพแล้ว ทหารนักล่า 6,000 คน และทหารธนู 12,000 คน ได้ตั้งแถวเรียงรายตามชายฝั่งน้ำ เพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะราชทูต แตรเดี่ยวเล็กและแตรทองเหลืองดังกังวานขึ้นในอากาศ เมื่อราชทูตขึ้นบก ราชทูตมีข้าราชสำนักชั้นสูงติดตามไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประทับรอคอยเขาอยู่อย่างสง่างาม

          ผู้เขียน (คุณสุทธิศักดิ์) ยังอธิบายว่า แต่การที่จดหมายเหตุบาทหลวงริบาเดเนอิราถูกเขียนขึ้นใน พ.ศ.2139 ทำให้น่าเชื่อว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามหมายถึงสมเด็จพระนเรศ กอปรกับพระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ดังกล่าวมีพระบุคลิกลักษณะคล้ายคลึงกับสมเด็จพระนเรศอย่างมาก

          คือ "พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงพระมหาการุณยภาพ ทรงเป็นที่หวาดหวั่นครั่นคร้ามมาก แต่ก็ทรงเป็นพระปิยราชด้วยในเวลาเดียวกัน"

          ส่วนข้อความในจดหมายเหตุฉบับดังกล่าวใช้คำว่า "พระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด" แสดงว่าพระองค์มีพระราชโอรสที่องค์เจริญพระชันษากว่าพระโอรสที่อยู่ในเรือพระราชพิธีครั้งนั้น

          แต่พระองค์ท่านจะมีพระราชโอรสกี่พระองค์นั้น และเป็นพระองค์ใดบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะคุณสุทธิศักดิ์ได้อธิบายประวัติศาสตร์ใหม่ที่ท้าทายขึ้น

          หากอะไรเล่าทำให้เชื่อว่าสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรส พระราชธิดา เราเชื่อตามภาพยนตร์ที่ดูหรือ ถ้าเช่นนั้นภาพยนตร์เชื่อตามอะไร เชื่อตามตำราวิชาการอย่างนั้นหรือ

          แล้วทำไมนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้ผลิตตำราวิชาการเชื่อตามอะไร

          ตรงนี้ทำให้อดนึกถึงบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง "ประวัติศาสตร์กับหนังและนิยาย" (มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24-30 สิงหาคม พ.ศ.2550) ว่า

          "นักสร้างหนังอิงประวัติศาสตร์ (หรือนักเขียนนิยาย, บทละคร ฯลฯ) กับนักประวัติศาสตร์ก็ทำงานไม่ต่างกันเลย นั่นคือจากหลักฐานเกี่ยวกับอดีตซึ่งมีจำกัด เราต่างใช้จินตนาการสร้าง "เรื่อง" ที่เป็นเหตุเป็นผล ลงตัวกับอะไรต่อมิอะไรที่เรารู้อยู่ ซึ่งจริง "จริงๆ" หรือไม่ก็ไม่มีทางที่ใครจะตัดสินได้

          ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับศิลปินเหล่านี้...

          ...จะต่างกันบ้างก็ตรงที่นักประวัติศาสตร์มักใช้จินตนาการสร้าง "เรื่อง" ที่เกี่ยวกับสังคม ในขณะที่ศิลปินมักใช้จินตนาการสร้าง "เรื่อง" ที่เกี่ยวกับคนหรือตัวละคร แต่ก็ต้องทำงานข้ามไปข้ามมาทั้งสองฝ่าย คือนักประวัติศาสตร์จะลืมจินตนาการถึงคนไม่ได้ และศิลปินก็ลืมจินตนาการถึงสังคมที่ตัวละครมีชีวิตอยู่ไม่ได้เหมือนกัน..."



ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องอื่นๆ
  1. โซระ อาโออิ เล่นหนังเอ็กซ์แค่อดีต ลั่นพิสูจน์ที่งาน
  2. พลอย ยิ้มร่า ฮากลิ้ง โดนเม้าท์ขึ้นเขียงศัลยกรรม
  3. ต่ายย้ำ โนรีเทิร์น ไหม แย้มมีคนคุย แต่ไม่ใช่แฟน
  4. 5 ขวบขโมยรถขับ
  5. จีนไม่หวั่นออกซิเจนน้อย นำคบเพลิงโอลิมปิกไปเอเวอเรสต์
  6. ไทยอุ่นจีน ส่ง ตะวัน นำทัพ
  7. ทายคู่รักจากวันเกิด
  8. รูปภาพ wallpaper จอย สุนันท์ษา จิรมณีกุล จาก สุดสัปดาห์
  9. เวียร์ เพลาเรื่องก๊ง แพนเค้ก สบายใจหายห่วง
  10. โอเด็ต โต้กินเด็ก น้องชาย แคล อ้างสนิทกัน

เรื่องน่าสนใจ