วันจนๆ ของเจ้าสัว โอ๊ค ร้านโทรมาบอกเช็คผมเด้ง

คุณคิดว่าเงิน 7.3 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้น "ชินคอร์ป" โดยไม่เสียภาษีของ "ครอบครัวชินวัตร" ที่มี "โอ๊ค" พานทองแท้-"เอม" พิณทองทา ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จนเป็นตัวแปรสำคัญให้การเมืองไทยพลิกผันนั้น มันมากมายขนาดไหน?
แน่นอนว่า เมื่อได้เงินมาแล้วก็ต้อง "นับเงิน" ข้อมูลจากพนักงานธนาคารที่เชี่ยวชาญการนับเงินบอกว่า เงิน 1 ล้านบาท เป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท ต้องใช้เวลานับ 4 นาที ดังนั้นเงินก้อนโตขนาดนี้ ต้องใช้เวลา 293,200 นาที หรือ 4,886.67 ชั่วโมง หรือ 203.61 วัน หรือ 6.79 เดือน คิดง่ายๆ ก็ตกประมาณ "ครึ่งปี" แต่กรณีนี้ต้องนับ "คนเดียว" และนับตลอด 24 ชั่วโมงไม่หยุดพัก
เงิน 73,000 ล้านบาท หนักแค่ไหน "แบงก์พัน" 1 ล้านบาท น้ำหนัก 0.4 กิโลกรัม เงิน 73,000 ล้านบาท จะมีน้ำหนัก 29,320 กิโลกรัม หรือ 29.32 ตัน และหากนำแบงก์พันมาเรียงต่อกัน จะได้ระยะทาง 11,874.6 กิโลเมตร เมื่อเทียบเท่ากับระยะทางความยาวของประเทศไทย จากเหนือสุดแดนสยามที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยันใต้สุดดิน อ.เบตง จ.ยะลา 1,640 กิโลเมตร เงิน 73,000 ล้านบาท เรียงได้ไปกลับถึง 7.2 เที่ยว!
ขนาดของธนบัตรใบละ 1,000 บาท มีขนาด 7.2 x16.2 เซนติเมตร หากนำเงิน 73,000 ล้านบาท มาวางแผ่ต่อกันจะได้พื้นที่ถึง 85,497.12 ตารางกิโลเมตร สรุปแบบให้เห็นภาพ สามารถวางทับ จ.นครราชสีมา ที่มีเนื้อที่มากถึง 20,493.964 ตารางกิโลเมตร ได้ถึง 4 เท่า!!!

เงินก้อนนี้ หากไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย คิดแค่ 3 เดือน อัตราร้อยละ 3.25 หลังหักภาษีแล้วอีก 15% เป็นเงินถึง 506.23 ล้านบาท นั่นหมายความว่าจะมีเงินช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมที่ฮ่องกงเพลินๆ เดือนละ 168.74 ล้านบาท หรือ 5.62 ล้านบาทต่อวัน ตกชั่วโมงละ 234,365 บาท หรือนาทีละ 3,906 บาท หรือวินาทีละ 65 บาท
มาที่เรื่องปากท้อง หากกินข้าวราดแกง 3 มื้อราคา 100 บาท สามารถกินได้ 7 แสนปี แต่หากจะซื้อรถขี่ อย่างหรูหราค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต้อง S500 ราคาคันละเฉียด 14 ล้านบาท ซื้อได้ 3,000 กว่าคัน ส่วนคนที่จบปริญญาตรีหมาดๆ หากเข้าทำงานจะได้รับเงินเดือน 10,000 บาท เขาจะต้องทำงานถึง 608,333.333 ปี จึงจะได้เงินจำนวนนี้ แต่ที่ยกมานี้ เป็นแค่เงินส่วนหนึ่งของครอบครัว "ชินวัตร" ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงมีมากกว่านี้อีกหลายกองภูเขาเลากา
เพราะมันมากมายมหาศาลขนาดนี้ และโดนสังคมกังขาว่าไม่เสียภาษี จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ไม่แน่ว่า หากไม่มีเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ทำเนียบ ส.ส.เมืองไทย อาจจะมีชื่อ "โอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ถือหุ้นใหญ่ของ "ชินคอร์ป" อย่างแน่นอน

"เมื่อก่อนผมสนใจการเมืองนะ คิดอยากจะเป็น ส.ส. แต่หลังจากปฏิวัติ ความคิดนี้มันเปลี่ยนไปเลย ครอบครัวผมเข็ดแล้วที่จะเล่นการเมือง ตอนนี้แม่และลูก 3 คน ลงมติตรงกันว่า พ่อควรเลิกเล่นการเมือง ส่วนตัวผมก็เข็ด ไม่ขอยุ่งเกี่ยวการเมือง อย่างช่วงหลังการปฏิวัติ ผมเหมือนคนวิตกจริต เวลาไปไหนต้องระวัง มันอยู่ไม่เป็นสุข" นี่คือการเปิดใจของ พานทองแท้ ในวันที่การรอนาน 17 เดือนมาถึง พ่อเขากลับมาบ้านอยู่ร่วมชายคา "บ้านจันทร์ส่องหล้า" เดียวกัน
ย้อนอดีตถึงสาเหตุที่ทำให้ หัวหน้าครอบครัวชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต้องกลายเป็นผู้นำผลัดถิ่น หลุดพ้นอำนาจจากการปฏิวัติ กับข้อกล่าวหาสารพัด ที่ คตส.กำลังตรวจสอบและนำไปสู่การฟ้องศาล จนโดนอายัดเงินในบัญชีจากการขายหุ้น "ชินคอร์ป" ที่ พานทองแท้ กับ พิณทองทา เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แม้ว่า เงินโดน "แช่แข็ง" นำออกมาใช้อะไรไม่ได้ แต่คนระดับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังซื้อกิจการ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีมูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ได้แบบสบายๆ
แต่มุมหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่า "หนุ่มโอ๊ค" ที่รวยจากการขายหุ้นได้เงินหลายหมื่นล้าน ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเงินใช้ แถมเคย เช็คเด้ง!
เมื่อเงินโดนแช่แข็ง การเมืองพลิกผัน ทำให้ชีวิตของ "หนุ่มโอ๊ค" เปลี่ยนไปอย่างมิพักสงสัย วันนี้มหาเศรษฐีเงินแช่แข็ง เขาใช้ชีวิตอย่างไร กินอยู่แบบไหน แล้วจะทำอะไรต่อ รวมทั้ง เพื่อนหญิงรู้ใจที่เขาจะพิจารณามาเป็นแม่ของลูก เขาคิดแบบไหน "คม ชัด ลึก" ฉบับนี้ มีคำตอบ หลังจากที่ได้จับเข่าคุยกับ "หนุ่มโอ๊ค" ผอ.สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ร้านโถพลู ภายในสวนจตุจักร ขณะที่เขาพานักเตะดาวรุ่งเรือใบสีฟ้า แคสเปอร์ ชไมเคิล กับ เคลวิน เอตูฮู มาช็อปปิ้ง โดยมี "ลีเดีย" ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา นักร้องสาวคนดังเดินเคียงข้าง

โอ๊ค กล่าวว่า ธุรกิจฟุตบอล ไม่ใช่งานที่ถนัด แม้ว่าจะเคยทำธุรกิจมาหลายอย่าง แต่กับฟุตบอลไม่เหมือนกัน จึงหนักใจเป็นธรรมดา เพราะธุรกิจฟุตบอลผูกติดกับผลงานของทีมเท่านั้น นั่นคือต้องชนะ แต่เมื่อพ่อสั่งให้ทำด้านการตลาดที่เมืองไทยและทวีปเอเชีย จึงอาศัยสอบถามเพื่อนๆ ที่ชอบฟุตบอล ส่วนตัวยอมรับว่า เพิ่งดูฟุตบอลครั้งแรก ตอนที่พ่อซื้อสโมสรเรือใบสีฟ้าแล้ว ในเกมที่ แมนฯ ซิตี้ เตะอุ่นเครื่องกับ บาเลนเซีย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปีที่แล้ว
มหาเศรษฐีหนุ่มวัย 30 ปี สารภาพว่า ฟุตบอลต่างจากธุรกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง ทิศทางความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลงาน หากผลงานดี ทุกอย่างจะตามมาเอง ทั้งนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม สปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุน ซึ่งจะว่าไปแล้วธุรกิจนี้สร้างชื่อเสียงมากกว่าจะหากำไร แต่เมื่อพ่อให้ทำก็จะทำให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องบริษัท ฮาวคัม เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ขอพักยกให้เพื่อนบริหารไป เรื่องการถ่ายรูปช่วงนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายนัก ต้องมาลุยงานการตลาดแมนฯ ซิตี้ เป็นหลัก
เพราะฟุตบอลเป็นกีฬายอดฮิตอันดับ 1 ของโลก ซึ่งลีกที่ขึ้นหิ้งและได้รับการยอมรับว่า โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้นศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ขนาดคนไทยยังคลั่งไคล้ติดตามดู ยอมอดตาหลับขับตานอน มีแฟนคลับมหาศาล จนมีประโยคที่พูดติดปาก แมนยูคือชีวิต อังกฤษคือจิตใจ การซื้อทีมฟุตบอลของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงเป็นตัวจุดประกายความหวังของประชากรลูกหนังไทยว่า คงมีนักเตะไทยได้ไปค้าแข้งในลีกแห่งความฝันบ้าง
ในฐานะที่เป็น ผอ.เรือใบสีฟ้า หนุ่มโอ๊ค บอกว่า ในฐานะคนไทยด้วยกัน ต้องดูแลทีมชาติไทยแน่นอน จะช่วยในการพัฒนาฟุตบอลเมืองไทย โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิไทยคม กับ แมนฯ ซิตี้ เอาเด็กไทยไปฝึกที่แมนฯ ซิตี้

"ที่จริงเด็กๆ ไทยเก่ง ไม่ยากเกินไปที่จะไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้ นี่ไม่ใช่ผมพูดคนเดียวนะ อย่าง เคลวิน เอตูฮู ตอนเขามาเปิดคลินิกฟุตบอลที่ราชมังคลาฯ เขาเห็นเด็กอายุ 9 ขวบเดาะบอล เลี้ยงบอล เขาตะลึงเลย ถามผมว่าทำไมเด็กไทยเก่งขนาดนี้"
แต่ไม่มีอะไรง่ายในธุรกิจฟุตบอล ที่เจ้าตัวบอกว่า แม้พ่อจะมีคนชอบเยอะ ส่งผลให้การสร้างแฟนคลับแมนฯ ซิตี้ในเมืองไทยทำได้ง่ายขึ้น แต่มองว่าเป็นแฟนคลับทางใจมากกว่า ไม่เหมือนแฟนคลับที่อังกฤษ เขาจะซื้อของที่ระลึกซึ่งเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของสโมสร แฟนคลับที่เมืองไทยไม่มีกำลังซื้อแบบนั้น ที่เปิดร้านขายของที่ระลึกที่ไทย เพราะต้องการให้เป็นหน้าตาของสโมสรมากกว่า แต่เชื่อว่าในอนาคตน่าจะดีขึ้น และมีแผนการจะจัดกิจกรรมศึกดาร์บี้แมทช์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
สายตาสังคมมักมองว่า คนมีเงินระดับหมื่นล้านบาท การเป็นอยู่คงสบาย กินอาหารราคาแพงที่ลิ้นคนจนคงไม่มีโอกาสได้ชิม ซื้อของใช้ราคาแพงหูฉี่ แต่ในความเป็นจริงนั้น "หนุ่มโอ๊ค" ยืนยันเขาเป็นคนติดดิน เป็นมหาเศรษฐีที่เดินสวนจตุจักร ไปเดินโซนสัตว์เลี้ยงสัปดาห์ละ 3-4 วัน ในขณะที่เรื่องอาหารการกิน ก็เรียบง่าย กินข้าวข้างถนน โดยร้านโปรดเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนวิภาวดี แถว ม.หอการค้าไทย
"เรื่องกินเที่ยวก็มีบ้าง ส่วนมากผมไปเที่ยวผับกับเพื่อน ไปนั่งที่ร้าน น้ำนิ่ง (ไอคุปต์ กฤตบุญญาลัย) แถวอาร์ซีเอ ร้านของเพื่อนสนิท ที่คบหากันมา 20 ปี ส่วนเสื้อผ้าก็ซื้อแบบธรรมดา ง่ายๆ จนแม่ (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) บอกว่า ทำไมไม่เดินห้างบ้างล่ะลูก"
บ่อยครั้งที่ชาวบ้านจะเห็น หนุ่มโอ๊คเดินเล่นอยู่แถวสวนจตุจักร และแผงเช่าพระเครื่อง ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน แต่นั่นคือเหตุการณ์เมื่อพ่อของเขา ยังเรืองอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี

"ช่วงปฏิวัติผมนี่เป็นคนวิตกจริตไปเลย เวลาไปไหนต้องระวังตัว มันอึดอัด การเป็นลูกนักการเมืองที่โด่งดัง ชีวิตมันลำบาก ความเป็นส่วนตัวหายไปนานแล้ว ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือรุ่นถ่ายรูปได้ออกขาย เวลาไปไหนคนจะมาถ่ายรูป ผมก็ไม่ชอบ เลยตัดปัญหาว่าบอกเขาว่า หากจะถ่ายรูปมาถ่ายกับผมเลยดีกว่า ก็ยืนถ่ายรูปกับเขาเลย คนบางคนอยากเด่นอยากดัง อยากเป็นข่าว เช่นดารา นักการเมือง ผมมันไม่ใช่แบบนั้น ส่วนการทำงานของสื่อมวลชนผมเข้าใจเขาดี เพราะเป็นหน้าที่เขา ต้องทำข่าว ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ต้องตกเป็นข่าว เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ"
การเป็นบุคคลสาธารณะที่เปรียบเหมือนเป้านิ่ง สร้างความอึดอัดให้แก่ลูกชายคนโตครอบครัวชินวัตรไม่น้อย เพราะเมืองไทยมีทั้งคนที่ชอบทักษิณสุดขีด และชังทักษิณสุดขั้ว จนถึงขนาดมีการแบ่งข้างชัดเจน ช่วงที่มีเรื่องร้ายเข้ามาในครอบครัว อดีตลูกชายหมายเลข 1 บอกว่า โชคดีครอบครัวเขาใกล้ชิดกันมาก เวลามีเรื่องอะไรก็จะให้กำลังใจกัน คุยกันตลอด ตอนพ่ออยู่ต่างประเทศก็คิดถึงกันมาก แต่ไม่ค่อยได้พบหน้าแบบครบห้าคนพ่อแม่ลูก
"วันที่พ่อกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า พอมาถึงพ่อก็ไปไหว้พระที่ห้องพัก พอกราบพระเสร็จ พ่อก็วิ่งทันที แม่กับพวกเราก็ตกใจว่าพ่อวิ่งทำไม จากนั้นพ่อก็วิ่งเข้าห้องนอน แล้วกระโดดลงบนเตียงนอนเหมือนเด็กๆ พ่อบอกว่า คิดถึงเตียงนอนนี้เหลือเกิน ไม่ได้นอนมานานแล้ว ลูกเมียก็ยืนงงกันเป็นแถว"
ประโยคที่ว่า คนที่รวยจริงเขาไม่รู้หรอกว่าเขามีทรัพย์สินแค่ไหนเป็นจริงเสมอ อยากรู้ไหมว่าหนุ่มโอ๊ครวยขนาดไหน เจ้าตัวบอกว่า ไม่รู้นะ เพราะมันมีเยอะ มีหลายบัญชี แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะโดนอายัดอยู่
"อย่างเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมซื้อนาฬิกาให้เพื่อน ซื้อเสร็จก็เขียนเช็คให้เขา เขาโทรมาบอกว่า เช็คเด้ง ผมก็ตกใจ เงินในบัญชีมีเยอะแยะ แต่ถอนไม่ได้ ตอนนี้บางบัญชีที่เบิกได้ ผมมีเงินเหลือ 700 บาทเท่านั้น แต่ผมก็ไม่หนักใจเรื่องคดี เพราะผมไม่มีความผิดอะไร ตอนนี้ต้องกลับไปขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่เหมือนตอนเป็นเด็ก"
คนวัย 30 ปีที่ปัจจัยสี่มีครบ แถมข้าวของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มากมายมหาศาล มากกว่าคนอีกหลายพันล้านคนในโลกนี้หลายล้านเท่า ทำไมจึงยังไม่คิดมีเมีย หนุ่มผู้ร่ำรวยจนไม่รู้มีทรัพย์สินเท่าไร และมีข่าวกับสาวหลายคนบอกว่า ตอนนี้กำลังดูใจกันอยู่ เรื่องการมีภรรยาที่จะมาเป็นแม่ของลูก มุมมองเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้อายุมากขึ้น การเลือกผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับความสวยน้อยลง ดูที่นิสัยก่อน ต้องคุยกันเข้าใจ เบื่อคนที่ชอบโทรเช็ก เพราะเราเหนื่อยกับการทำงานมามากๆ แต่มาเหนื่อยกับแฟนอีกก็ไม่ไหว
ใครจะเป็นศรีภรรยาเศรษฐีเช็คเด้งคนนี้ยังไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ เจ้าตัวยืนยัน "ผมไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด"
คนไทยได้ฟังประโยคนี้แล้ว จะดีใจหรือเสียใจดี
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ : เรื่อง
ฐานิส สุดโต-ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ : ภาพ