ปัญหา คือสิ่งที่อยู่คู่กับการทำงาน คนที่ไม่เคยพบปัญหา คือคนที่ไม่เคยทำอะไร นักปราชญ์คารมคมบางคนถึงกับบอกว่า มันไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่เป็นบันไดแต่ละขั้นของสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จ
ถ้าหากมองมุมดังกล่าว "ปักกิ่งเกมส์" อาจจะเป็นโอลิมปิกที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่ได้รับสิทธินั้น ปักกิ่งก็พบแต่ปัญหามาโดยตลอด
ทุกอย่างคงดูดี และสวยงาม ถ้าหากปัญหาแต่ละอย่างถูกแก้ไขให้ตกไปทีละข้อตามที่มันควรจะเป็น เพียงแต่ว่า เมื่อถึงวันนี้ วันที่อีกแค่ 100 กว่าวัน ก็จะถึงวันที่ 8 สิงหาคม อันเป็นพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ..."
โอลิมปิก 2008" ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาไม่หยุดหย่อน
และในขณะที่ปัญหาเก่ายังหมักหมมที่หางหมู ปัญหาใหม่ก็ดูเหมือนจะทยอยกันเข้ามาทดสอบความสามารถของคนจีน ในฐานะเจ้าภาพชนิดไม่หยุดให้หายใจหายคอ
ดังนั้น
ใครที่ยังมองว่า "ปักกิ่งเกมส์" จะประสบความสำเร็จ และประทับใจคนทั่วโลก จึงอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปเสียแล้ว เพราะความจริงที่ต้องยอมรับกันในวันนี้ก็คือ นี่คือโอลิมปิกที่มีปัญหาเยอะ และถูกต่อต้านมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
มันไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง เพราะทั้งๆ ที่เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะตัดริบบิ้นกันอยู่รอมร่อ ยังมีคน ออกมาพูด และเรียกร้องแบบไม่รู้ใช้อะไรคิดว่าให้ "
คว่ำ บาตร" โอลิมปิกครั้งนี้ซะ โดยยกเอาเหตุผลเรื่องมาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงชาวทิเบตของรัฐบาลจีน มาเป็นข้ออ้าง
วิธีการจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงชาวทิเบตของจีนไม่ใช่เรื่องไม่สำคัญ เพราะมันส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศทิเบต แต่ในบรรทัดนี้ ที่เรากำลังพูดกันถึงการแข่งขันกีฬา เรื่องนี้ไม่น่าจะถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญ
และมันก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำมาโยงกับการแข่งขัน เพราะการเมืองกับกีฬา เปรียบเทียบให้เห็น ชัดๆ เป็นสีก็ไม่ต่างจากสีดำ กับสีขาว
ดังนั้น ถึงแม้นี่จะเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวทิเบตทนทุกข์มานาน แต่มันไม่น่าจะทำให้สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างกีฬาโอลิมปิก และคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องอย่างนักกีฬาจากทุกประเทศต้องได้รับผลกระทบ
ที่สำคัญในเมื่อ "การเมือง" เป็นผู้เรียนผูก "การเมือง" ก็ควรจะเป็นผู้เรียนแก้ ไม่ใช่ปล่อยให้ "กีฬา" ที่ไม่รู้เรื่องด้วยสักนิด กลายเป็นแพะรับบาป
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ทางการจีนจะยังแก้ปัญหาผู้ประท้วงชาวทิเบตไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะแก้ได้ (หรือปลดปล่อยทิเบต) เมื่อไหร่
แต่เชื่อว่ามาตรการคว่ำบาตรโอลิมปิกไม่น่าจะเกิดขึ้น
เพราะแม้แต่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เองก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่ายังไม่มีรัฐบาลของชาติใดยื่นเรื่องเรียกร้องให้ คว่ำบาตรจีนอย่างเป็นทางการ และคงจะไม่มีด้วย เนื่องจากคงไม่มีชาติใดบ้าจี้เอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน และเป็นเหมือนน้ำกับน้ำมันอย่าง กีฬา กับการเมือง มายุ่งเกี่ยวกัน
แต่ถึงกระนั้น ปักกิ่งเกมส์ ก็ใช่ว่าจะพบกับทางที่สะดวก เพราะอย่างที่บอกว่า พวกเขามีปัญหาตั้งแต่วันแรก มันจึงยังเหลือปัญหาให้แก้กันอีกเยอะ
เรื่องการเมืองอีกเรื่องอย่างบทบาทของจีนกับปัญหาความรุนแรงในเมืองดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน ก็เป็นเรื่องที่ถูกหลายฝ่ายนำมาวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร
โดยเฉพาะบรรดา "เสรีชน" ทั้งหลาย ที่เห็นว่า จีนทำผิดที่ไม่ยอมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือดาร์ฟูร์ทั้งๆ ที่เป็นพันธมิตรที่ดีกับซูดาน จนทำให้ความรุนแรงยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี และส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 2 แสนคน และอีกมากกว่า 2 ล้านคน ต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังกลับขายอาวุธให้ซูดาน และช่วยปกป้องเมืองหลวงอย่างคาร์ทูมด้วย จนทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และไม่มีวี่แววว่าจะยุติ
พฤติกรรมดังกล่าวของจีนทำให้ นักแสดงหนุ่มชื่อดังแห่งฮอลลีวูดอย่าง จอร์จ คลูนีย์ ออกมาวิจารณ์หลายต่อหลายครั้ง
ขณะที่ สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชื่อดัง ก็ประกาศถอนตัวออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายศิลป์ ซึ่งจะดูแลเรื่องพิธีเปิด และปิดในโอลิมปิก 2008 เพราะเรื่องนี้
ไม่ต้องสืบก็คงพอจะรู้ว่า จีนจะยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังน่าคิดว่าพวกเขาอยากจะแก้ปัญหาหรือไม่ด้วย เพราะจะว่าไปมันก็เป็นนโยบายต่างประเทศของพวกเขา
แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดก็คือ ในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องของกีฬาแล้วจะใช้กีฬาแก้ปัญหาได้อย่างไร และนี่จึงไม่ใช่เรื่องที่สมควรถูกยกขึ้นมาอ้างเพื่อหวังผลอื่นๆ เหมือนกัน
ถึงแม้จะเอาตัวรอดจากเรื่องการเมืองไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ปักกิ่งก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ให้สะสางอีกเพียบ และ
เรื่องที่น่าจะสร้างความวิตกกังวลไม่น้อยอีกอย่างก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อม
ปักกิ่ง ขึ้นชื่อในด้านลบมานานว่า มีมลพิษในอากาศในปริมาณที่สูง และถึงแม้คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะพยายามผลักดันโครงการ "โอลิมปิกสีเขียว" ด้วยการรณรงค์ให้ชาวจีนช่วยกันลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ มันก็ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถเยียวยาได้มากนักอยู่ดี
ไฮเล เกเบอร์เซลาสซี เจ้าของสถิติโลก วิ่งมาราธอน ได้ประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันไปแล้ว เมื่อต้นเดือน มีนาคม โดยให้เหตุผลว่ามลพิษในปักกิ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพ ของเขา เนื่องจากยอดนักวิ่งระยะไกลชาวเอธิโอเปีย วัย 34 ปี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ และหืดหอบอยู่แล้ว
ขณะที่ จัสติน เอแน็ง นักเทนนิสหญิงอันดับ 1 ของ โลก ชาวเบลเยียม ก็แสดงความวิตกกังวลคล้ายๆ กันและบอกว่า อาจจะต้องใช้ผ้าปิดจมูกตลอดเวลาที่อยู่ในปักกิ่ง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงแม้ ไอโอซี จะออกมายืนยันแล้วว่า มลพิษทางอากาศในปักกิ่ง จะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักกีฬา แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยอมรับว่า มันอาจจะส่งผลต่อ "ผลงาน" ของนักกีฬาได้ และอาจจะทำให้โปรแกรมการแข่งขันบางรายการต้องเลื่อนออกไป
ดังนั้นโปรดอย่าสงสัยใดๆ ถ้าหากจะไม่เกิดการทำลายสถิติโลกมากมายในปักกิ่งเกมส์
นอกจากเรื่องต่างๆ ดังกล่าวแล้ว เรื่องอื่นๆ ที่ถูกพูดถึงมานานอย่าง สิทธิมนุษยชน, เสรีภาพของผู้สื่อข่าว หรือแม้แต่การเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ของจีน ก็ยังเป็นปัญหาที่ไร้ทางแก้ และจีนก็คงจะถูกวิจารณ์อย่างหนักต่อไป แม้กระทั่งจบการแข่งขันไปแล้วก็ตาม
เพราะฉะนั้น ในเมื่อปัญหาเยอะขนาดนี้ และแต่ละอย่างดูเหมือนไม่มีทางออก เราจึงอาจจะต้องย้อนกลับไปมองถึงจุดเริ่มต้น เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา
ซึ่งถ้าหากมองกันในมุมนี้ ก็ให้สงสัยว่า จะเลือกปักกิ่งให้เป็นเจ้าภาพทำไม ?
อย่าลืมว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่จีนเป็นอยู่แล้ว และทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดปัญหา ดังนั้น ถ้าหากจะหาคนผิดจริงๆ ก็คงจะต้องสาวไปถึงตั้งแต่ต้นตอ เพราะนั่นแหละคือปัญหาที่แท้จริง และก็เป็นสิ่งที่ทำให้ "
ปักกิ่งเกมส์" ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกที่ได้สิทธิแล้วด้วยซ้ำ