หน้าร้อนมาแล้วค่ะ มาอย่างน่ากลัวเสียด้วย อากาศเย็นอยู่ดีๆ เผลอแป๊บเดียว แดดร้อนอย่างกับไฟ จึงอยากเตือนทุกท่านให้ระวังว่าแสงแดดและความร้อนจะทำลายความดูดีของท่านได้ ช่วงนี้จึงควรมีอาวุธคู่กาย นั่นก็คือ "ครีมกันแดด" ค่ะ
ครีมกันแดดหรือเดิมเรียกกันติดปากว่า ยาทากันแดด ใช้ทาเพื่อให้ป้องกันผิวไหม้แดง การวัดประสิทธิภาพของยากันแดด ในระยะแรกก็จะเน้นที่ความสามารถในการป้องกันผิวไหม้แดง นั่นคือ สามารถดูดซับแสง
UVB ได้ดี หรือคือค่า
SPF (sun protective factor) ในปัจจุบันนี่เอง
ค่า
SPF 15 มีความหมายว่า ในกรณีที่ท่านทายากันแดดอย่างทั่วถึง ในความหนา 2 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ผิวหนังหนึ่งตาราง ซม. ท่านจะต้องใช้เวลาตากแดดเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่า จึงจะทำให้ผิวไหม้แดง แม้ยาทากันแดด SPF มากกว่า 15 จะป้องกันผิวไหม้แดงได้ดี แต่ยังพบความคล้ำของผิวหนังได้เช่นเดิม
เนื่องจากความคล้ำ หรือการเกิด
tanning นั้น แสงที่มีบทบาทสำคัญ คือ แสง
UVA แต่เนื่องจาก
UVA ไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญ ในการทำให้เกิดผิวไหม้แดง จึงไม่ได้รับความสนใจในระยะแรก ในปัจจุบันเริ่มมีข้อมูลว่า
UVA นอกจากทำให้ผิวคล้ำแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจน และอีลาสติก ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งจะสังเกตเห็นได้มาก ในบริเวณที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ หรือคนที่ทำงานกลางแจ้ง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนผิวไหม้แดง ซึ่งเกิดภายใน 24 ชม. หลังได้รับแสงแดด แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทีละเล็กน้อย อย่างช้าๆ และเห็นได้หลังจากถูกแสงแดดนับสิบปี
ยากันแดดในปัจจุบัน จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันแสง UVA เพิ่มขึ้นด้วย แต่การวัดประสิทธิภาพ ของการป้องกันแสง UVA ยังไม่มีมาตรฐานสากล เหมือนค่า SPF สำหรับยากันแดดที่มีฉลากว่า กันได้ทั้ง UVA,UVB นั้น ในต่างประเทศ ได้มีผู้นำมาทดสอบ พบว่า ความสามารถในการป้องกัน UVA ต่างกันมาก และไม่สัมพันธ์กับค่า SPF ที่สูงขึ้น เช่น ยากันแดดที่มีค่า SPF 45 ไม่สามารถกัน UVA ได้ดีกว่ายากันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นต้น ทำให้มีปัญหากับผู้บริโภค ในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม
สารกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกัน UVA ได้ดี ในปัจจุบัน ได้แก่
Oxybenzone, Parsol 1789, TiO2, ZnO, Mexoryl SX, XL, Tinosorb M,S เป็นต้น ซึ่งยากันแดดในท้องตลาด ที่มีประสิทธิภาพกัน UVA ได้ดี น่าจะมีสารที่กล่าวแล้วข้างต้น ผสมกันอย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป ในความเข้มข้น 2-3%
เลือกใช้อย่างไร? ใครจำเป็นต้องใช้?
สำหรับคนเอเชีย เช่น คนไทย ซึ่งไม่นิยมผิวคล้ำ และการอาบแดด การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9.00-15.00 น.,สวมเสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด,แว่นกันแดด, หมวกปีกกว้าง,หรือกางร่มเสมอ แต่ในกรณีที่ทำงาน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง,เด็ก หรือการท่องเที่ยวทางน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้ยากันแดด ควรเลือกดังนี้

1. ที่มีค่า SPF สูงกว่า 15

2. มีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น Oxybenzone + TiO2 หรือ Parsol 1789 + ZnO เป็นต้น

3. กันน้ำได้ ( water resistance, หรือ water proof)

4. และมีการทดลองว่า ไม่สลายจากแสง (photo stable)
ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาที ก่อนอยู่กลางแดด และอาจทาซ้ำทุก 15 นาที หลังจากทาครั้งแรก หรือทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำ หรืออยู่กลางแดดจัด เนื่องจากการทายากันแดดซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดด ได้อีก 2-3 เท่า เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักทายากันแดดในปริมาณน้อยกว่าที่ควร
สำหรับการใช้ยากันแดด ประจำวัน ในผู้ที่ทำงานในร่ม และใช้เวลานอกอาคาร หรือรถยนต์ เฉพาะช่วงเช้า ก่อน 9 นาฬิกา และหลังจาก 15 นาฬิกา อาจไม่มีความจำเป็น เนื่องจากแสง UVB, UVA สามารถผ่านกระจกรถ ที่ติดฟิล์มกรองแสง ได้น้อยกว่า 5% และแสง UV ในช่วงเวลาเช้าตรู่ และเย็น มีปริมาณน้อย
โดยสรุป การป้องกันอันตราย ทั้งระยะสั้น และระยะยาว จากแสงแดด ควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการให้ความรู้ ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ป้องกันร่างกายอย่างมิดชิด ด้วยเสื้อผ้า,แว่นตา,หมวก และร่ม เลือกยากันแดดที่เหมาะสม กับกิจกรรมแต่ละประเภท
แต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอ ก็คือ การได้อยู่กลางแสงแดด จะทำให้ร่างกาย และจิตใจสดชื่น เนื่องจากมีการหลั่งของสารเอนดอร์ฟิน และร่างกายยังต้องการวิตามินดีจากแสงแดด เพื่อกระดูกแข็งแรง โดยเฉพาะในวัยเด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากปริมาณวิตามินดี จากอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้น ควรได้รับแสงแดด อย่างสม่ำเสมอ ครั้งละ 15-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ในเวลาเช้า หรือบ่ายที่แสงแดดปานกลาง อย่าลืมว่าผิวพรรณเป็นต้นทุนที่สำคัญของความดูดี
หากปล่อยให้เสื่อมสลายหรือถูกทำลายให้เสียสภาพไป ไม่ง่ายนะคะ ที่จะฟื้นฟูให้กลับมาดีในเวลาอันรวดเร็ว หรือฟื้นฟูกู้กลับมาได้ ก็ใช่ว่าจะ 100 เปอร์เซ็นต์ดังเดิม นอกจากจะใช้ยากันแดดแล้ว ยังต้องบำรุงรักษาผิวพรรณให้ดีๆ เพื่อคงความดูดีอย่างเป็นธรรมชาติไปอีกนานเท่านานด้วย
อาหารที่จะช่วยให้ผิวพรรณยังสวยและดูดีได้แก่
วิตามินเอ : มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้ดีที่สุดตามความเห็นของแพทย์ผิวหนัง ซึ่งพบมากในผลไม้จำพวก ส้มและผักสด ที่มีใบสีเขียวเข้ม รวมไปถึงฟักทอง แครอท ฯลฯ
วิตามินซี : เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผิวหนังในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งช่วยยึดเซลล์ผิวและช่วยให้ผิวเรียบลื่นนุ่มนวล อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น กะหล่ำทุกชนิด บร็อกโคลี่ ผลไม้ตระกูลซีตรัสที่มีรสเปรี้ยว พริก กีวี มันเทศ และมะเขือเทศ
วิตามินอี : จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 2 เท่าหากได้ทำงานร่วมกับวิตามินซี ช่วยต่อต้านความชราและอนุมูลอิสระ พบมากในไข่ ถั่วเปลือกแข็ง จมูกข้าวสาลี และธัญพืชทุกชนิด
สังกะสี : ธาตุสังกะสีนอกจากช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการผิวแตกลาย และเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับเซลล์ผิวชั้นนอกในการเจริญเติบโต ดังนั้นควรบริโภค ปลา เนื้อ และหอยนางรมให้มากขึ้น
ดื่มน้ำบริสุทธิ์ : จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่เซลล์ผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นตัวขนส่งโภชนาการที่ดีสู่ผิวโดยผ่านระบบการย่อยและขับถ่ายของเสียออกจากไตด้วย ยิ่งเราดื่มน้ำน้อยลงเท่าไหร่ ก็หมายถึงว่ามีสิ่งสกปรกคั่งค้างอยู่ในร่างกายเรามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้แอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะทำงานเหมือนเป็นขโมยดูดเอาน้ำออกจากผิว ดังนั้นหากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก็ควรดื่มน้ำให้มากที่สุดเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้กับผิว
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต