








พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช
หมัก เชือด เสรีพิศุทธ์ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้อุณหภูมิการเมืองปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ออกจากตำแหน่งที่สำคัญไปแล้วหลายคน โดยเฉพาะการย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และพูดถึงกันมาก แต่ล่าสุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก เมื่อนายกรัฐมนตรีลงดาบที่สอง ด้วยการเซ็นคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว
เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมัครเซ็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวมีใจความว่า ด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจประจำการ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับเงินเดือนระดับ ส.9 ขั้น10 (66,480 บาท) ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง 4 ข้อ ดังนี้
1. ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกขนาด 1 ตันแบบดับเบิลแค็บ จำนวน 2,894 คัน โครงการเช่ารถตู้โดยสาร (เบนซิน) ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) ขนาด 15 ที่นั่งจำนวน 1,447 คันโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ขนาด 3 ตัน 24 ที่นั่งจำนวน 270 คันและรถยนต์บรรทุกขนาด 3 ตันพร้อมติดตั้งอุปกรณ์กวาดเรือใบเครนยก จำนวน 51 คันและโครงการเช่ารถยนต์บรรทุก (ขนาด1 ตัน) แบบมีช่องว่างด้านหลังคนขับจำนวน 1,555 คัน
ทั้งนี้โครงการทั้งหมดใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,899,578,200 บาทโดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ทางราชการเสียหายตลอดจนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำการ หรือไม่กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
ส่วนข้อที่ 2 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2551 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่21-28 มีนาคม2551 เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติคณะรัฐมนตรี หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร
3. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอกตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-ที่10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในการแบ่งส่วนราชการของกองบังคับการต่างๆ
อย่างไรก็ตามจากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งโดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมาก ที่ 34/2551 ลงวันที่29 กุมภาพันธ์2551 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมาก ที่ 45/2551 ลงวันที่13 มีนาคม2551 แล้ว และมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ3 (1) และ(2) คือถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ หากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ และจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณา หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น และได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนพิจารณาที่เป็นเหตุให้สั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว
จากเหตุผลดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 ประกอบกับกฎก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ได้ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 มาตรา105 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วันนับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา นายสมัครลงนามในคำสั่งสอบเพิ่มเติม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เลขที่ 71/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในหลายกรณี โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า ด้วยได้รับการร้องเรียนกล่าวหาจากผู้ร้องหลายรายว่า ข้าราชการตำรวจได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในหลายกรณี ดังนี้ 1.กรณีกล่าวหาว่ามีการทุจริตเงินงบประมาณที่ใช้ในการสืบสวนสอบสวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ในโครงการรับซื้อลำไย ปี 2547 ซึ่งมีการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ โดยใช้ชื่อและปลอมลายมือชื่อในการเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
ส่วนข้อ 2 กรณีกล่าวหาว่า มีการทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์ตามโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน 19,147 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ 3.กรณีกล่าวหาว่า รีสอร์ทภูไพรธารน้ำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ซึ่งตั้งอยู่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้มีการถมหินขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ดิน กรวด ทรายจำนวนมาก ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำแควน้อย แล้วยึดถือครองที่บุกรุกแม่น้ำแควน้อยดังกล่าว และ 4.กรณีกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สั่งการให้กองบินตำรวจจัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งแบบเบลล์และแบบยูโรคอปเตอร์อีซี ที่ใช้สนับสนุนภารกิจ ผบ.ตร. เพื่อใช้เดินทางไปพักผ่อนและดูแลกิจการรีสอร์ทภูไพรธารน้ำ เป็นการส่วนตัว ในวันหยุดราชการ
ทั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้แก่ นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ นายวชิระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ต.อาจิณ โชติวงศ์ รอง ผบช.กมส. เป็นกรรมการ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบก.ตำรวจสื่อสาร เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นชี้แจงข้อเท็จจริง และหากคณะกรรมการเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วม หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด ให้ประธานรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก่อนหน้านี้ตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า นายสมัครลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง แต่นายสมัครได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเรื่องดังกล่าว ว่า "เป็นเพียงข่าวลือ ให้ลือไปก่อน" แต่ปรากฏว่า ในที่สุดนายสมัครก็เซ็นคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อนจริงตามข่าวลือที่มีมาก่อนหน้านี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เด้งฟ้าผ่า! อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รับ ทักษิณ กลับไทย
- เริ่มรายการเชือด! เด้งอธิบดี กรมสอบสวนพิเศษ
- "เสรีพิศุทธ์" ขันแข็ง ตรวจคดี "สมัคร" เอง
- โปรดเกล้าฯเสรีพิศุทธ์ เป็นผบ.ตร."อัศวิน" นั่งนครบาล
- "เสรีพิศุทธ์" เผย นปก.รับเงินชุมนุมไล่ "สนธิ - สุรยุทธ์"
- เสรีพิศุทธ์เรียกประชุมด่วน จี้นครบาลเร่งขอออกหมายจับ
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |







































































้ให้สยามประเทศมีปัจจุบัน เสียเลือดเสียเนื้อไปเท่าไหร่ ลูกหลานปัจจุบันทำกันป่น
หมดแล้ว มีสมองคิดกันบ้างหรือเปล่าช่วยกันเถอะครับช่วยทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าสักทีรีบทำงานเถอะครับร่วมมือร่วมใจกัน อย่ามัวแต่แก้แค้นกันโดยเอาตำแหน่ง มาเข่นฆ่ากันเลย 




























ท่านเสรีเคยเป็นนายตำรวจที่ดีไม่มีใครลืมแต่สุดท้ายต้องมาเสียเพราะตกลงในวังวนของอำนาจและด้วยนโยบายของรัฐบาลยามนั้นสั่งและให้ดำเนินการ ข้าราชการก็มีชตากรรมเช่นนี้เสมอ ขอแสดงความเสียใจต่อท่านเพราะในช่วงหนึ่งท่านคือนายตำรวจที่ผมชื่นชอบแม้ในวันนี้ผมก็ยังชื่นชอบท่านอยู่แต่เสียดายที่ท่านเคร่งคัดต่อหน้าที่และเคารพนายและนี่เป็นอุทาหรณ์สอนคนข้าราชการว่าอย่าเชื่อนายที่มีอายุสั้นจงเชื่อนายที่นิรันดรณ์คือ ชาติ ศาสนาและองค์พระมหากษัตริย์ท่านยังเป็นคนดีในใจผมขอแสดงความเสียใจกับท่านด้วย 
















































































แล้วเขาไม่ปล่อยหรอกมีแต่ทำลายไปเรื่อยๆ


























































































































































จะอ๊วก ฟาย เอ๊ย 













































