












โจ๋แก๊งปาไข่ยังเครียดแต่ยอมให้การทำไปเพราะคึกคะนอง และไม่รู้ว่ามีความผิด แต่ยังปกปิดชื่อเพื่อนร่วมก่อเหตุ อ้างพ่อแม่ซึ่งเป็นเศรษฐีแขกขายผ้าย่านสำเพ็งไม่รู้เรื่องด้วยเพราะอาศัยช่วงไม่อยู่ขโมยรถออกมาก่อเหตุตามคำยุของเพื่อน โบ้ยเห็นข่าวแก๊งปาไข่ทางทีวีเลยทำเลียนแบบ ขณะที่พ่อ-แม่ขอโทษเหยื่อทุกราย เผยเครียดเรื่องพฤติกรรมของลูกเพราะกลัวมีประวัติ ทำให้ไม่มีสาวมาสู่ขอตามธรรมเนียมอินเดีย ที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชาย ด้าน รมว. ยุติธรรมเป็นประธานมอบเงินชดเชยให้ผู้เสียหายจากคดีอาญา รวมทั้งครอบครัว "น้องมอส" เหยื่อแก๊งปาหินเสียชีวิตบนถนนสายเอเซีย พ่อเผยตร.ยังไม่เอาจริงกับคนร้าย เพราะยังเห็นก่อเหตุอยู่บ่อยๆ ลั่นหากหนุ่มกว่านี้คงพกปืนไล่ยิงล้างแค้นแล้ว
ความคืบหน้าการจับกุมวัยรุ่นแก๊งปาไข่ใส่รถชาวบ้านบนถนนหลวง เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นายไพศาล วิเชียรเกื้อ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานการสอบปากคำเยาวชนแก๊งปาไข่ ซึ่งเข้าให้การกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนชาย บ้านเมตตา โดยเยาวชนดังกล่าวให้การว่ามูลเหตุจูงใจก่อเหตุเกิดจากได้เห็นข่าวทางโทรทัศน์ว่ามีการนำไข่ไปปารถและมีเพื่อนมาชวนคิดว่าน่าสนุกก็เลยลองทำดู และไม่เคยทราบข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตามเยาวชนไม่ยอมให้การพาดพิงถึงเพื่อนที่ร่วมลงมือรายอื่นๆ
นายไพศาลกล่าวต่อว่า เยาวชนรายนี้มีเชื้อชาติอินเดีย สัญชาติไทย เรียนโรงเรียนนานาชาติ มีพี่ชาย 1 คน เรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย จากการตรวจสอบพื้นฐานครอบครัวไม่มีปัญหาอะไร พ่อแม่มีอาชีพค้าขายผ้าดิบย่านสำเพ็ง ช่วงแรกเยาวชนให้การเป็นปกติดี แต่พอเห็นสื่อมวลชนมาติดตามข่าวจำนวนมาก จึงเกิดอาการเครียดเจ้าหน้าที่จึงต้องให้พัก
อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวอีกว่า การก่อเหตุครั้งนี้ แม่ของเยาวชนเสียใจมากหลังจากทราบข่าวและเกิดอาการเครียด เพราะคนอินเดียมีวัฒนธรรมผู้หญิงสู่ขอผู้ชาย จึงค่อนข้างละเอียดอ่อนในการดูแลประวัติของบุตรชาย พ่อของเยาวชนก็กังวลและกราบขอโทษผู้เสียหายทุกคนแทนลูก อย่างไรก็ตาม รถที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นชื่อแม่ และพ่อของเยาวชนรายนี้ขับรถไม่เป็น โดยเยาวชนให้การว่าได้หัดขับรถมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ขณะนี้อายุ 15 ปีเศษ ทำไปด้วยความคึกคะนอง และในวันก่อเหตุพ่อแม่ไม่อยู่จึงได้นำรถออกไปก่อเหตุกับเพื่อน
"หลังจากนี้จะนัดเยาวชนมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาอีกครั้ง เพื่อจำแนกหาสาเหตุการกระทำผิดที่ชัดเจน ส่วนกรณีการดำเนินการเอาผิดกับผู้ปกครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 26 (3) จะต้องมีการพิสูจน์ว่าพ่อแม่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ชักจูงหรือยินยอมให้กระทำผิดด้วยหรือไม่ เช่น กรณีนี้ พ่อแม่รู้เห็นหรือไม่ในการนำรถไปใช้ และพ่อแม่ร่วมสนับสนุนไข่ผสมกาวให้เด็กนำไปใช้ก่อเหตุด้วยหรือไม่" อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว
วันเดียวกันที่กระทรวงยุติธรรม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา ให้กับทายาทและผู้ได้รับความเสียหายว่า ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้จ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เสียหายและตกเป็นเหยื่อในคดีอาญา ปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ไม่ได้เลือกจ่ายให้เฉพาะกรณีที่ถูกนำเสนอข่าวเท่านั้นแต่ช่วยเหลือทุกคนที่ประสบเคราะห์กรรม สำหรับผู้เสียหายและเสียชีวิต 7 ราย ประกอบด้วย
1.กรณีของด.ช.อนุพงษ์ สายเพ็ชร์ หรือน้องมอส ที่นั่งโดยสารรถบรรทุกของพ่อ ถูกคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรปาก้อนหินใส่รถบรรทุกทำให้น้องมอสเสียชีวิต ส่วนบิดาได้รับบาดเจ็บ ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 70,000 บาท เป็นค่าทำศพ 20,000 บาท ค่าตอบแทน 50,000 บาท
2.นายอำพล ภู่อิ่ม ถูกคนร้ายทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ขณะเดินข้ามถนนหลังกลับจากร้านอาหาร ได้รับเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 114,161 บาท
3.นายกฤษณพัฒน์ เรืองสมบัติ คนขับรถแท็กซี่ ซึ่งถูกคนร้าย 2 คนล่อลวงให้ไปส่งจากนั้นคนร้ายทำร้ายร่างกายนายกฤษณพัฒน์จนเสียชีวิตเพื่อชิงทรัพย์ ได้รับเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท
4.นายศุภวัฒน์ เสมอภาค จากกรณีที่นายศุภวัฒน์นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่กับเพื่อน จากนั้นมีวัยรุ่น 2 กลุ่มทะเลาะวิวาทกัน และมีการใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในร้านทำให้กระสุนถูกนายศุภวัฒน์จนกลายเป็นอัมพาต ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 113,485 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาล 16,325 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 67,160 บาท ค่าตอบแทนความเสียหายอื่น 30,000 บาท
5.นางจี่ บัวเกิด อายุ 72 ปี ที่ถูกคนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท แต่นางจี่ขัดขืนคนร้ายจึงใช้ปืนยิงเสียชีวิต ได้รับเงินช่วยเหลือ 82,840 บาท และจากเหตุการณ์เดียวกันนายบล โคชะราก พลเมืองดีเข้าช่วยเหลือจนถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ได้รับเงินช่วยเหลือ 150,000 บาท และนายสำรวย พงษ์พานิช พลเมืองดีอีก 1 ราย ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเช่นกันได้รับเงินช่วยเหลือ 130,000 บาท
ด้านนายสนิท สายเพ็ชร์ บิดาน้องมอสเหยื่อที่ถูกปาหิน กล่าวว่า แก๊งวัยรุ่นปาหินยังออกอาละวาดอย่างต่อเนื่องไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยเฉพาะเส้นทางสายเอเซียเขาเต่า-หัวหิน แม้จะมีการตั้งด่านตรวจจับแต่แปลกใจว่าทำไมไม่จับกุมอย่างจริงจัง สงสัยว่าตำรวจก็อาจจะเกรงกลัวหรือไม่อยากมีเรื่องกับแก๊งวัยรุ่น ถ้าตนอายุน้อยกว่านี้คงหาปืนไปไล่ยิงแก๊งอันธพาลล้างแค้นให้ลูกแล้ว
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |














































อยากปาไข่ สนุกดี 




















































































































นแบบบ้างไหม คิดได้แค่สนุกกับสิ่งไม่ดี 






























































เลย 

















ทำไมไม่เอาไปปาหัวไอ้หมีปากหักมั่งวะ










90.yes yes yes 



































































































เลย เดี๋ญวจาอ้างมั่งว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย พูดมาได้พายชัดๆ แมร่งเรียนที่ไหนวะได้โง่อย่างนี้ เยาวชนไทยตึบ 











































