
db









ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 นาฬิกา วันที่ 24 เมษายน ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีต กกต. เป็นจำเลยที่ 2-4 ในความผิดฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 กรณีร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2549 และ 29 เมษายน 2549 โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 และ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา เลขาธิการ กกต. จำเลยที่ 6 ศาลได้ยกฟ้องในชั้นไต่สวน ส่วน พล.อ. จารุภัทร เรืองสุวรรณ กกต. จำเลยที่ 5 โจทก์ขอถอนฟ้องสำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 49 ให้จำคุกจำเลย 2-4 เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งคนละ 10 ปี จำเลยทั้ง 3 ยื่นอุทธรณ์สู้คดี
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า ที่จำเลยทั้ง 3 อุทธรณ์ ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยในฐานะ กกต.มีประกาศ กกต.ลงวันที่ 5 เมษายน49 กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้ง 38 เขต ในวันที่ 23 เมษายน49 เนื่องจากปรากฏว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน49 ในเขตเลือกตั้ง ที่มีผู้สมัครคนเดียวมาจากพรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น จำเลยทั้ง 3 ได้ประชุมเมื่อวันที่ 18 เมษายน49 แล้ว มีมติออกประกาศเรื่องให้กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จ.สงขลาทุกเขตเลือกตั้ง กำหนดวันตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครโดยย่นระยะเวลาเหลือ 1 วัน และให้ย่นระยะเวลายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเหลือ 1 วันเช่นกัน
ศาลเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน49 สืบเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 49 ที่เป็นผลมาจากวิกฤติในชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรง ทำให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องยุบสภา อ้างเหตุผลตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549 ที่ระบุว่า มีการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องทางการเมืองขยายตัวไปในทางที่กว้างขวาง และอาจรุนแรงมากขึ้นจึงตัดสินใจคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แต่การดำเนินการเลือกตั้ง
โดยจำเลยทั้ง 3 ในวันที่ 2 เมษายน 49 กลับขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการจัดคูหาเลือกตั้งให้ผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังกั้นจากเดิมที่เคยหันหลังให้ และการปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ผนังทำให้คนทั่วไปมองเห็นการลงคะแนน โดยเฉพาะการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนที่ถูกจัดให้อยู่มุมขวาด้านล่าง มีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน จำนวน 9,051,706 บัตร ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในชาติบ้านเมืองหนักหนามากยิ่งขึ้นจนมีผู้ยื่นคำฟ้องต่อศาลต่างๆ กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการจัดเลือกตั้งดังกล่าว
จำเลยทั้งสามควรจะดำเนินการให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และเป็นที่เชื่อถือยอมรับ ที่จะนำไปสู่การยุติปัญหาความแตกแยกขัดแย้งอย่างรุนแรงในชาติ ควรจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหาทางให้เกิดความสันติสุขแทนการก่อปัญหาเพิ่มเติมให้แก่ชาติบ้านเมือง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. มาตรา 24 และ 45 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า กรณีมีเหตุปรานีลดหย่อนโทษ และรอการลงโทษให้แก่จำเลย โดยอ้างว่าได้ประกอบคุณงามความดี รับราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อีกทั้งได้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญมาก่อน ศาลเห็นว่า การที่จำเลยรับราชการจนได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญมาก่อนเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่ทำให้ได้รับเลือกเป็น กกต. มีความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์ โดยหวังให้เป็นคณะ กรรมการที่จะดำเนินการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรมเป็นที่พึ่งชาติบ้านเมือง และรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
การที่จำเลยทั้งสาม มีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญมาก่อนจนมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญได้เป็น กกต. แต่กลับไม่ใช้ประสบการณ์สร้างความสงบสุข และช่วยระงับวิกฤติที่เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่จนสร้างวิกฤติให้ใหญ่ยิ่งมากขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุปราณีลดโทษตามที่ขอ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น พล.ต.อ.วาสนา นายปริญญา และนายวีระชัย ที่ยืนฟังคำพิพากษาราว 1 ชั่วโมง ต่างลงนั่งกับเก้าอี้ที่นั่งจำเลยในอาการนิ่งสงบ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาล ควบคุมตัวไปที่ห้องพักบริเวณชั้น 2 ของศาลอาญา ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน ญาติของจำเลยทั้งหมดยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ ขอประกันตัวต่อศาล โดย พล.ต.อ.วาสนา ยื่นหลักทรัพย์ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน มูลค่า 2 แสนบาท กับเงินสดจำนวน 2 แสนบาท ส่วนนายปริญญา ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน สาขา ศาลยุติธรรม มูลค่า 8 แสนบาท ส่วนนายวีระชัย ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน สาขาศาลยุติธรรม มูลค่า 6 แสนบาท ขอประกันตัว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสาม โดยตีราคาประกันคนละ 4 แสนบาท ก่อนจะขอยื่นฎีกาสู้คดีเป็นศาลสุดท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ที่มาคดีประวัติศาสตร์ "คดียุบพรรค"
- 3 อดีต กกต.ได้รับการประกันตัวชั่วคราว
- เปิดตัวหนังสือ "คดีประวัติศาสตร์ 99 วันอันตราย ทำไม กกต.ติดคุก"
- ศาลสั่งจำคุก 3 อดีตกกต. 2 ปี ถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
![]()









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |














































































































































































































แนะนำให้สมัครสมาชิกไปเลย จะได้ไม่ต้องมีใครมาปลอมตัว








































































































