









เมื่อเอ่ยถึงดำเนินสะดวก แทบทุกคนจะรู้ว่าเป็นตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงก้องโลกในเมืองไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องไปชม ตามรายการทัวร์เมืองไทยที่บรรจุไว้ ในโปรแกรมเกือบทุกทัวร์ แต่สำหรับคนไทยด้วยกัน มีอยู่มากมายที่ไม่เคยเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซ้ำบางคนยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำไป
ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้แต่ประวัติของคลองดำเนินสะดวก เคยไปตลาดน้ำหนหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ญาติสนิทของผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี แต่ไม่เห็นอะไรมากนอกจากเรือแพที่คลาคล่ำ ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นแทบจะไม่มีทางเดิน ดูๆ ไปรู้สึกเมาจนเวียนหัว ไม่รู้ว่าเมาคนหรือเมาเหล้า ก็เลยได้เห็นฉาบฉวยแต่เพียงเท่านั้น
นับตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้ย่างเหยียบไปดำเนินสะดวกอีกเลย จนกระทั่งเมื่อต้นปีนี้เอง ได้ร่วมเดินทางไปดูพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่เคยเป็นตลาดปากคลองศรีสุราษฎร์ มีเรือนไม้ริมคลอง ประมาณ 120 ห้อง ด้านหลังเรือนแถวไม้จัดให้ผู้เช่าอาศัยทำสวน พื้นที่แห่งนี้ได้จัดให้เช่าเก็บผลประโยชน์มากว่า 80 ปี จนกระทั่งทุกวันนี้
เรือนแถวเหล่านี้เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ด้านหน้าอยู่ติดคลอง มีทางเดินติดต่อกัน ยาวเป็นสิบกิโลเมตร กว้างขนาดคนเดินเคียงกันเท่านั้น นอกจากเรือนไม้ของสำนักงานทรัพย์สินฯ บ้านเรือนของชาวบ้านก็ปลูกสร้างริมคลอง มีทางเดินหน้าบ้านเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ทุกบ้านมีท่าน้ำเพราะใช้ลำคลองเป็น ทางคมนาคมเหมือนบ้านริมถนนบนบก คลองดำเนินสะดวกนี้เป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายทางน้ำ คล้ายถนนไฮเวย์ ผิดกันตรงที่ใช้ เรือน้อยใหญ่แทนรถยนต์เท่านั้น
ประวัติคลองนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็น พระประสาทสิทธิ์ สมุหพระกลาโหม ขุดคลองนี้เมื่อปี พ.ศ. 2409 เชื่อมแม่น้ำท่าจีน สมุทรสาคร กับแม่น้ำ แม่กลอง สมุทรสงคราม กว้าง 12 เมตร ลึก 13 เมตร ยาว 35 กิโลเมตร
แต่เดิมพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มเป็นป่าดงไผ่ มีน้ำไหลผ่านเฉพาะฤดูน้ำหลาก เมื่อถึงฤดูแล้งไม่มีน้ำเลย มีผู้คนอาศัยอยู่ตามคลองธรรมชาติ การไปมาหาสู่กันใช้การเดินเท้าหรือเกวียน เมื่อขุดเสร็จในปี พ.ศ.2411 ก็มีผู้อพยพมาซื้อที่ดินริมคลอง บุกเบิกป่าเป็นที่ทำมาหากิน ส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ มีลูกหลาน ว่านเครือสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นคนจีนจากที่ต่างๆ ในเมืองจีน ส่วนใหญ่เป็นแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน ตระกูลลิ้มหรือแซ่ลิ้ม เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในคลองดำเนินสะดวก นอกจากนี้ก็มีอีกหลายตระกูล ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานจีนเกือบทั้งนั้น
ในสมัยรัชกาลที่ 5 คลองดำเนินสะดวกเจริญมาก สินค้าจำพวกพริกแห้ง หอม กระเทียม ล้วนมาจากที่นี่ทั้งสิ้น คลองดำเนินสะดวกเป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายที่สำคัญยิ่ง แห่งหนึ่งในเมืองไทย ทำให้ชาวบ้านมีฐานะดีไปทั่วหน้ากัน
คลองดำเนินสะดวก มีคลองซอยขุดแยกเข้าไปในพื้นที่ห่างจากคลองใหญ่หลายคลองทั้งสองฝั่ง ทำให้มีน้ำเพาะปลูกพืชอย่างอุดมสมบูรณ์ ชาวไร่ ชาวสวนจะนำผลิตผลในสวนที่เป็นพืชผัก ผลไม้มาขายตามตลาดน้ำหลายแห่ง และมีแหล่งสำคัญที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก อยู่ที่คลอง ต้นเข็ม ซึ่งรู้จักกันในนาม "ตลาดน้ำดำเนินสะดวก"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสต้นคลองดำเนินสะดวก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 ในขณะนั้นน้ำท่วมเจิ่งไร่นาทั้งสองฝั่ง เห็นเป็นทะเลกว้างใหญ่ สุดสายตา ที่น้ำท่วมหน้าฝนเป็นการท่วมประจำของ พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ไม่ใช่ท่วมในฤดูน้ำหลากอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวไร่ ชาวนา ในคลองดำเนินสะดวกต่างก็เก็บพืชผลจำพวก หอม กระเทียม ขึ้นมาตากบนพื้นที่ว่างบนบ้าน แม้แต่หลังคาจนแทบไม่มีที่จะอยู่ จะไปไหนก็ใช้เรือกันเป็นพื้น
ในคราวนั้น พระพุทธเจ้าหลวง ประทับแรมที่ วัดโชติทายการาม ริมคลองใหญ่ วันหนึ่งเสด็จประพาสท้องทุ่งที่น้ำท่วมเจิ่งด้วยเรือพาย ผู้ตามเสด็จเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และพระราชโอรสไม่กี่พระองค์ ไปแวะบ้านหลังหนึ่ง ดูท่าทางภูมิฐานเหมาะที่จะใช้เป็นที่ทำกับข้าวกันเอง ไม่ต้องพึ่งเครื่องเสวย เป็นลักษณะช่วยกันทำช่วยกันกินแบบปิกนิก
เจ้าของบ้านคือ "เจ๊กฮวด" มีแม่ชื่อยายผึ้ง ภรรยาเจ๊กฮวดออกไปธุระแต่เช้า แต่ก่อนจะไปก็ทำกับข้าวง่ายๆ เอาไว้ให้กิน เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จขึ้นบ้าน เจ๊กฮวดจำพระองค์ได้ เพราะเคยเห็นในงานกฐิน เวลารับสั่งถามก็ตอบไปตามความจริง เมื่อรับสั่งถามว่า "ดูเหมือนข้าวสุกแล้วนี่" เจ๊กฮวดก็กราบทูลว่า "ข้าวสุกแล้ว แต่กับไม่มี หมูก็แพง ครั้งจะฆ่าหมูก็เกรงปาณาติบาต" ทรงชอบพระทัยว่าใจบุญก็เสด็จขึ้นเสวยบนบ้าน
ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็เข้าไป "เทียบ" หรือชิมอาหารก่อนเสวย เป็นอาหารง่ายๆ หอยกระพงผัดใบโหระพา ผักบุ้งผัดเต้าเจี้ยว น้ำพริกปลาอกกะแล้ย่าง เมื่อยกถวายก็เสวยกันอย่างเอร็ดอร่อย (เพราะเครื่องเสวยในวังไม่เคยทำ)
ครั้นเสวยเสร็จเจ๊กฮวดก็เรียกแม่มาให้กราบ บอกว่านี่แหละองค์ท่าน รับสั่งถามว่า "ใช่แน่หรือ" เจ๊กฮวดทูลตอบว่า "ใช่แน่ขอรับ" ว่าแล้วก็ปูผ้าลงกราบ พระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าฯให้เป็นมหาดเล็กเรือนนอกพระราชทานเงิน 100 บาท เป็นตำนานเล่าขานกันมาจนทุกวันนี้
น่าเสียดายที่เราไปบ้านเจ๊กฮวดในคลองซอยไม่ได้ เพราะหลังคาเรือติดสะพานข้ามคลอง ก็ได้แต่ล่องเรือเข้าคลองซอย ออกคลองใหญ่ไปจนถึงประตูน้ำบางนกแขวก กลับมาขึ้นจากเรือ ที่บ้านของ คุณวันชัย เกตุวงศ์วิริยะ สมาชิกเทศบาล
เราเดินไปที่บ้านใกล้ๆ กัน ทางหลังบ้านเป็นโรงงานทำผลไม้ดองของเจ๊หมวย แซ่ตั้ง จำพวก มะกอก มะขาม มะม่วง มะปราง และอีกหลาย "มะ" จาระไนไม่หมด รสชาติดีมาก แถมยังมีฝีมือในการทำขาหมูพะโล้ที่อร่อยมาก จนต้องขอร้องให้ทำขายในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ที่นักท่องเที่ยวมาก
ตอนเย็นได้ไปสวนองุ่นของ คุณนิทัศน์ ศิริธนิกุล เป็นองุ่นที่ปลูกบนนั่งร้านในท้องร่องที่มีน้ำล้อมรอบ เป็นของแปลกสำหรับฝรั่งที่เคยเห็นแต่องุ่นปลูกบนบก และนอกจากจะเป็นผลไม้แล้ว บางส่วนยังเอาไปทำไวน์อีกด้วย
องุ่นซึ่งเป็นผลไม้ที่ต้องสั่งเข้ามากินในสมัยก่อน เมื่อมาถึงสมัยนี้เราปลูกได้เอง แถมยังให้ผลถึงปีละ 3 ครั้ง ลองถามเจ้าของสวนถึงราคาขายส่ง ได้รับคำตอบว่ากิโลละ 40 บาท เมื่อถึง ตลาดคงจะเป็น 60-70 บาท มิน่าเล่าชาวสวนดำเนินสะดวกจึงมีฐานะดี มีผลิตผลมาจำหน่ายที่ตลาดนัดทุกๆ แห่ง มากมายหลายชนิด
อยากจะชวนให้ท่านไปล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่ไม่มีที่ไหนเหมือน เที่ยวตลาดนัดซื้อพืชผลและมะม่วงอกร่องที่หวานแหลม รสชาติดีจนฝันถึงทีเดียว ไปเที่ยวสักครั้งจะติดใจจริงๆ
ข้อมูลและภาพประกอบจาก









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















เคยไปมาเมื่อประมาณ 7 ที่แล้ว ประทับใจหลายอย่าง แต่ตอนเช่าเรือมีปัญหาอยู่เหมือนกัน 












































อยากไปมากค่ะ ถ้ามีเวลาต้องพาเพื่อนชาวต่างชาติไปให้ได้ค่ะ 































|