









สุวิทย์ เอาใจชาวไร่เพิ่มราคาอ้อย 807 บาท/ตัน กองทุนฯอ่วมกู้เงินอีกกว่า12,300 ล้าน ล่าสุดสั่งเช็คสต๊อกน้ำตาลทรายในประเทศ ส่งสัญญาณปรับราคาน้ำตาลอีก 5 บาท/ก.ก.
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย ว่า ในวันพรุ่งนี้( 29 เม.ย.) ตนจะนำเรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยประเด็นหลัก คือ เพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต 2550/2551 ที่ประกาศไว้เดิมที่ตันละ 700 บาท เป็นตันละ 807 บาท เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนการผลิตอ้อยของชาวไร่ พร้อมกับขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการเช็คสต๊อกปริมาณน้ำตาลจำหน่ายภายในประเทศ(โควตา ก.) ที่ยังไม่จำหน่ายหรือขึ้นงวดทั่วประเทศ เพื่อจะได้ทราบถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดเป็นนโยบายช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายต่อไป
แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การดำเนินการดังกล่าวของนายสุวิทย์ ได้มีการส่งสัญญาณแล้วว่า อาจจะต้องมีการขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ เพราะการประกาศเพิ่มราคาอ้อยอีกตันละ 107 บาท กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายฯ ก็จะต้องใช้หาเงินมาจ่ายให้กับชาวไร่ ซึ่งเงินที่ได้มา ก็ต้องเป็นแหล่งเดิมคือ การกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.)
ซึ่งการเพิ่มค่าอ้อยดังกล่าวนี้ เบ็ดเสร็จแล้วกองทุนฯจะต้องกู้เงินทั้งสิ้นประมาณ 12,300 ล้านบาท กล่าวคือ การคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต 2550/2551 ตามสูตร จะเท่ากับกับตันละ 600 บาท แต่มติครม.ได้ประกาศเพิ่มราคาไว้ที่ตันละ 700 บาทนั้น โดยแบ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นอีก 100 บาท เป็น 2 ส่วน คือ 38 บาท ให้โรงงานน้ำตาลทรายสำรองจ่ายล่วงหน้า อีก 62 บาท ให้กองทุนฯกู้เงินมาจากธ.ก.ส.
ดังนั้น การเพิ่มราคาอ้อยจากตันละ 700 เป็น 807 บาท เท่ากับกองทุนฯจะต้องกู้ธ.ก.ส.มาจ่ายเงินให้ชาวไร่ตันละ 169 บาท (107+62 บาท) ซึ่งฤดูการผลิตนี้ มีปริมาณอ้อยทั้งสิ้น 73 ล้านตัน ดังนั้น เงินที่จะต้องกู้ทั้งหมดคือ 12,337 ล้านบาท (169บาท *73 ล้านตัน) แต่เนื่องจากสถานะของกองทุนฯปัจจุบันก็มีภาระหนี้กับธ.ก.ส.อยู่เกือบ 20,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้ก้อนใหม่แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30,000 ล้านบาท
และเพื่อไม่ให้ระยะเวลาการชำระหนี้ขยายออกไปจากเดิมอีก พร้อมให้ธ.ก.ส. พิจารณาให้เงินกู้ก้อนใหม่นี้ ก็จะต้องมีแผนการเพิ่มรายได้ของระบบอ้อยและน้ำตาลเพื่อมาชำระหนี้ หนทางที่จะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือต้อง "เพิ่มราคาจำหน่ายน้ำตาลภายในประเทศ" สำหรับการสั่งการนายสุวิทย์ ให้มีการเช็คสต๊อกน้ำตาลทรายภายในประเทศนั้น จะทำให้รู้ว่าน้ำตาลนั้นเหลืออยู่เท่าใด และต้องขึ้นราคาเท่าใด เพื่อที่จะครอบคลุมกับเงินที่จะต้องกู้เงิน
โดยล่าสุดคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)ที่มีนายดำริ สุโขธนัง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ก็ได้มติเพิ่มราคาน้ำตาลภายในประเทศอีกกิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับระบบมาชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันปัจจุบันมีน้ำตาลทรายโควตา ก. เหลืออยู่ในสต๊อกประมาณ 13 ล้านกระสอบ หรือประมาณ 1,300 กิโลกรัม( 1 กระสอบ เท่ากับ 100 กิโลกรัม) หมายความว่าถ้ามีการขึ้นราคาน้ำตาลอีกประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท ก็เท่ากับว่าจะมีรายได้เข้าระบบเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6,500 ล้านบาท สามารถใช้หนี้ก้อนใหม่ได้หมดภายในระยะเวลา 2 ปี
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศปรับราคาน้ำตาลภายในประเทศครั้งล่าสุด เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2549 ที่ผ่านมา ในสมัยที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยประกาศเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 3 บาท ทำให้ราคาน้ำตาลถึงปัจจุบัน แบ่งเป็น ราคาน้ำตาลทรายธรรมดา หน้าโรงงานอยู่ที่กิโลกรัมละ 14 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กิโลกรัมละ 15 บาท หากประกาศเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 5 บาท ก็จะทำให้ราคาน้ำตาลขณะที่ขึ้นหน้าโรงงานขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 19 และ 20 บาท ตามลำดับ
ข้อมูลและภาพประกอบจาก










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |
























































ผม สงสารคนที่เลือกรัฐบาลชุดนี้จังครับ แต่ทำไงได้ ได้เป็นรัฐบาลแล้วนี่ครับ ขอให้ท่านที่คนเค้าเลือกมา ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศนะครับ มิใช่ว่าจะมาประทะคารมกันไปๆมาๆ อย่างนี้ สงสารประชาชนผู้ยากไร้ในถิ่นทุระกันดารบ้าง จะคิดจะทำอะไรก็ขอให้ตระหนักอยู่เสมอว่า เราทำงานเพื่อประชาชน ขอให้ทำเพื่อคนอื่นบ้าง หากท่านทั้งหลายที่เป็น ส.ส. ก็ดี รัฐบาลทั้งหลายน่ะ ดังคำกล่าวที่ว่า"ขอให้เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง และพึงประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นที่หนึ่ง" 


































































































ล พ้นผิดเดียว หมัก มันก็ลาออกค่อยดู 






























































โอ้ว ขึ้นอีกแล้ว คิวต่อไปอารายจาขึ้นอีกครับพี่น้อง 








โปรดเข้าใจกันหน่อยกับการขึ้นราคาอ้อย...เพราะรง.น้ำตาลคือแหล่งฟอกเงินของรัฐมนตรี(ทุกยุกทุกสมัย)เมื่อคราวที่เรายังเป็น Sales ขายเคมีให้รง.น้ำตาลเราจึงรู้ว่าเพราะอะไรทำไมจึงต้องขึ้นราคาอ้อย สาเหตุมาจากรง.น้ำตาลจะบีบราคาชาวไร่ให้พออยู่รอดไปวันๆ ดังนั้นเมื่อมีการขึ้นราคาอ้อยเมื่อไรราคาน้ำตาลก็จะขึ้นเป็นเงาตามตัวเมื่อนั้น(พวกรมต.กระทรวงอุตสาหกรรมทั่นรู้ดี)ก่อนขึ้นก็จะมีการเจรจากันก่อนว่างวดนี้รมต.ต้องการกี่ร้อยล้านแล้วแต่จะตกลงกัน
แล้วคิดหรือว่าทางรง.เขาจะยอมเสียไปเปล่าๆ.....แน่นอนเขาต้องได้คุ้มเขาจึงกล้าให้....อย่าให้ลากไส้พวกนี้เลย..ยิ่งพูดยิ่งเซ็ง









แม้แต่แกลบก็ไม่มีจะกินเพราะมันแพง อย่าว่าอย่างโน่นอย่างนี้นะ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามานี่อะไรๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันก็ขึ้นไปหมดดดดดดดดดด ส่วนที่อยู่อยู่ระดับล่างอย่างเราๆ มันจะเอาอะไรกินกัน 














































































จะมาประกาศขึ้นราคาอะไรตอนนี้ มันหมดฤดูกาลตัดอ้อยของปี 50/51 ไปแล้ว ประกาศไปชาวไร่อ้อยก็ไม่ได้เงินหรอก โรงงานกับรัฐบาลนั่นหล่ะที่จะได้ ทำไมไม่ประกาศขึ้นราคาตั้งแต่ตอนเริ่มตัดอ้อยล่ะ เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่13 












































้ยืมเงินมาลงทุนทำไร่ทำนา แต่คนที่ทำนาบนหลังคนมันสบายกว่า ทำไมท่านไม่ลงไปสัมผัสกับชาวนาชาวไร่จริง ๆ จะได้รู้ว่าผลผลิตที่เขาขายได้เขาได้ราคาต่อกิโลกรัมเท่าไหร่แล้วราคาที่รัฐประกาศมันเท่าไหร่จะได้รู้ว่ามันต่างๆ กันแค่ไหน ทำไม่รัฐถึงไม่รับซื้อเองหละชาวนาชาวไร่เขาจะได้อยู่ดี กินดี หนี้สินจะได้ลดลงบ้างไม่ใช่ให้พ่อค้าคนกลางคอยโขกราคาเขาเปรียบกระดูกสันหลังของชาติอยู่ได้ ถ้าชาวไร่ชาวนาอยู่ได้ ประเทศชาติก็อยู่ได้ เพราะมีข้าวมาหล่อเลี้ยงชีวิต ขอผู้เกี่ยวข้องจงพิจารณาดูด้วย 