บีบหัวใจแม่ ลูกถูกเพื่อนดึงแขน ล้มหัวฟาดพื้นจนกะโหลกร้าว เลือดคั่งในสมอง อาการหนักจนต้องผ่าตัดด่วน แต่ ผอ. จ่ายให้แค่ 2 หมื่น อ้างไม่มีเงิน เมินนัดไกล่เกลี่ย
![ลูกถูกดึงแขน ล้มหัวฟาดกะโหลกร้าว ลูกถูกดึงแขน ล้มหัวฟาดกะโหลกร้าว]()
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
จากกรณีเพจสายไหมต้องรอด โพสต์เรื่องราวการร้องทุกข์ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ลูกสาวชั้น ป.4 โดนเพื่อนกระชากแขนจนล้มหัวฟาดพื้น แต่ครูไม่แจ้งผู้ปกครอง และยังให้เด็กนั่งเรียนปกติ จนเด็กเริ่มมีอาการซึม นั่งเหม่อลอย กระทั่งแม่ไปรับลูกที่โรงเรียนสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ถามตอบไม่รู้เรื่อง จึงพาลูกสาวส่งโรงพยาบาล ก่อนรู้จากแพทย์ว่าลูกสาวมีเลือดคั่งในสมอง ต้องผ่าตัดด่วน ขณะที่ทางโรงเรียนเสนอเงินช่วยเหลือให้แค่ 2 หมื่นบาท อ้างว่าเรี่ยไรได้แค่นี้ ทางโรงเรียนไม่มีเงินนั้น
วานนี้ (5 สิงหาคม 2566) ข่าวช่อง 3 รายงานว่า จากการสอบถาม น.ส.ศิริลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี แม่ของเด็ก ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยวันที่เกิดเหตุนั้นตนกำลังทำงานอยู่ก่อนที่ครูประจำชั้นจะโทรศัพท์มาบอกให้ตนมารับลูกสาวด่วน แต่เมื่อถามว่าลูกสาวเป็นอะไร ครูก็ให้คำตอบไม่ได้ ตนจึงรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกสาวที่โรงเรียน
จากนั้นตนจึงรีบพาลูกสาวไปโรงพยาบาลตรัง ระหว่างรอหน้าห้องฉุกเฉินลูกก็ปัสสาวะรดตัวเอง อุจจาระไหล ตนจึงรีบบอกเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงได้เข้าเครื่อง MRI อย่างเร่งด่วน ก่อนที่แพทย์จะบอกว่าลูกสาวกะโหลกร้าว มีเลือดออกในสมองและเลือดเริ่มกระจาย ตอนนี้กำลังประสานแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้ทำการผ่าตัดด่วน โดยใช้เวลาผ่าตัด 1 ชั่วโมงครึ่ง
ระหว่างผ่าตัด ทาง ผอ.โรงเรียนและคณะครูมาดูอาการ สภาพตนตอนนั้นได้แต่นั่งทรุดกับพื้นและภาวนาให้สิ่งศักด์สิทธิ์คุ้มครองลูกสาว แพทย์ยังบอกให้ตนทำใจว่าหลังผ่าตัดลูกสาวอาจไม่เหมือนเดิม
ทั้งนี้ หลังการผ่าตัดลูกสาวถูกย้ายเข้าห้อง ICU เด็ก และวันต่อมาอาการดีขึ้นจึงย้ายมานอนห้องพิเศษเพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ ซึ่งตนก็ไม่ได้มีเงิน ขณะที่ ผอ. ให้เงินมาประมาณ 2 หมื่นบาท เป็นเงินที่เรี่ยไรมาเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น ตนจึงรับมาเพราะต้องนำมาจ่ายค่าโรงพยาบาล
จากนั้นตนเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง เพราะอยากทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว แต่จากการสอบสวนพบว่าตรงหน้าห้องเรียนไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ได้ทราบว่าช่วงพักเที่ยงขณะลูกสาวเล่นกับเพื่อน เพื่อนมาฉุดมือ แต่ลูกสาวไม่ทันตั้งตัวจึงล้มหัวกระแทกพื้นรุนแรง ลูกสาวปวดหัวและมึนหัวแต่ก็ยังทรงตัวได้ และไปเล่นกับเพื่อต่อ จนเวลา 13.00 น. ลูกได้บอกกับครูวิชาถัดไปว่า ล้มหัวกระแทกพื้นและมีอาการเจ็บที่บริเวณศีรษะ ครูจึงทายาให้และให้เด็กไปเรียนต่อโดยไม่โทร. แจ้งผู้ปกครอง จนถึงคาบสุดท้ายเวลา 15.15 น. ครูเห็นท่าทางน้องไม่สบาย จะหลับตลอดเวลา จึงโทร. บอกให้คุณแม่มารับเนื่องจากน้องไม่สบาย
เมื่อทางตำรวจนัด ผอ.โรงเรียนมาไกล่เกลี่ย ทาง ผอ. ได้ขอบคุณที่ตนช่วยปิดข่าวให้โรงเรียน อยากให้ช่วยเหลือทางไหนก็บอกได้เลย ตนจึงเรียกร้องเงินสดประมาณ 3 แสนบาท เพราะไม่รู้ว่าลูกสาวจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่ และค่ารักษาจะไปสิ้นสุดตรงไหน รวมถึงจะเรียกร้องจากผู้ปกครองของเด็กคู่กรณี 1 แสนบาท
เมื่อนัดไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 ตนได้ยิน ผอ. พูดว่า เด็กมีเป็นร้อยคน ถ้ามีปัญหาแล้วต้องจ่าย 3 แสนทุกคน ตัวเองไม่ตายเหรอ และวันนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และ ผอ. ก็บ่ายเบี่ยงการเจรจามาตลอดนับจากนั้น จนตำรวจแนะนำให้ตนไปฟ้องศาลเอง เนื่องจากสิ้นสุดกระบวนการของตำรวจแล้ว
ทั้งนี้ ตนยังสงสัยว่าเหตุใดตอนแจ้งกับโรงพยาบาลว่าขอใช้สิทธิประกันอุบัติเหตุที่ทางโรงเรียนทำให้ แต่โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่สามารถใช้ประกันภัยตัวดังกล่าวได้ เมื่อสอบถามไปทางโรงเรียนก็ไม่ได้รับคำตอบ และยังสงสัยว่าเหตุใดครูไม่แจ้งตั้งแต่แรกว่าเด็กล้มหัวฟาดพื้น ทำไมต้องปกปิด ให้ตนไปดูอาการลูกเอง ทางผู้บริหารเทศบาลก็นำกระเช้ามามอบให้ครั้งเดียวและไม่สอบถามติดต่อตามเรื่องให้เลย
สำหรับอาการของลูกสาว หลังออกจากโรงพยาบาลอาการก็ดีขึ้น มือซ้ายยังอ่อนแรงอยู่ มีการปวดบริเวณข้อมือ แพทย์บอกว่าให้น้องพยายามออกกำลังและคอยสังเกตอาการ รวมถึงให้ยากันชักมารับประทานต่อเนื่อง ตอนนี้ได้ย้ายโรงเรียนให้ลูกสาว
ขอบคุณข้อมูลจาก ช่อง 3, เฟซบุ๊ก สายไหมต้องรอด-เพจสำรอง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
จากกรณีเพจสายไหมต้องรอด โพสต์เรื่องราวการร้องทุกข์ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ลูกสาวชั้น ป.4 โดนเพื่อนกระชากแขนจนล้มหัวฟาดพื้น แต่ครูไม่แจ้งผู้ปกครอง และยังให้เด็กนั่งเรียนปกติ จนเด็กเริ่มมีอาการซึม นั่งเหม่อลอย กระทั่งแม่ไปรับลูกที่โรงเรียนสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ถามตอบไม่รู้เรื่อง จึงพาลูกสาวส่งโรงพยาบาล ก่อนรู้จากแพทย์ว่าลูกสาวมีเลือดคั่งในสมอง ต้องผ่าตัดด่วน ขณะที่ทางโรงเรียนเสนอเงินช่วยเหลือให้แค่ 2 หมื่นบาท อ้างว่าเรี่ยไรได้แค่นี้ ทางโรงเรียนไม่มีเงินนั้น
วานนี้ (5 สิงหาคม 2566) ข่าวช่อง 3 รายงานว่า จากการสอบถาม น.ส.ศิริลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี แม่ของเด็ก ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยวันที่เกิดเหตุนั้นตนกำลังทำงานอยู่ก่อนที่ครูประจำชั้นจะโทรศัพท์มาบอกให้ตนมารับลูกสาวด่วน แต่เมื่อถามว่าลูกสาวเป็นอะไร ครูก็ให้คำตอบไม่ได้ ตนจึงรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกสาวที่โรงเรียน
เมื่อไปถึงก็รีบไปหาลูกที่ห้องเรียน แต่ไม่เจอตัว
ตนจึงตัดสินใจออกไปเดินหาลูกสาวเอง จนพบลูกอยู่ใต้อาคาร
มีเพื่อนลูกจูงมือมา สภาพตอนนั้นลูกมีเหงื่อออกทั้งตัว ปากซีด
เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกก็ตอบว่าล้มหัวฟาดพื้นและปวดหัวมาก
จากนั้นตนจึงรีบพาลูกสาวไปโรงพยาบาลตรัง ระหว่างรอหน้าห้องฉุกเฉินลูกก็ปัสสาวะรดตัวเอง อุจจาระไหล ตนจึงรีบบอกเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงได้เข้าเครื่อง MRI อย่างเร่งด่วน ก่อนที่แพทย์จะบอกว่าลูกสาวกะโหลกร้าว มีเลือดออกในสมองและเลือดเริ่มกระจาย ตอนนี้กำลังประสานแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้ทำการผ่าตัดด่วน โดยใช้เวลาผ่าตัด 1 ชั่วโมงครึ่ง
ระหว่างผ่าตัด ทาง ผอ.โรงเรียนและคณะครูมาดูอาการ สภาพตนตอนนั้นได้แต่นั่งทรุดกับพื้นและภาวนาให้สิ่งศักด์สิทธิ์คุ้มครองลูกสาว แพทย์ยังบอกให้ตนทำใจว่าหลังผ่าตัดลูกสาวอาจไม่เหมือนเดิม
ทั้งนี้ หลังการผ่าตัดลูกสาวถูกย้ายเข้าห้อง ICU เด็ก และวันต่อมาอาการดีขึ้นจึงย้ายมานอนห้องพิเศษเพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ ซึ่งตนก็ไม่ได้มีเงิน ขณะที่ ผอ. ให้เงินมาประมาณ 2 หมื่นบาท เป็นเงินที่เรี่ยไรมาเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น ตนจึงรับมาเพราะต้องนำมาจ่ายค่าโรงพยาบาล
จากนั้นตนเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง เพราะอยากทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว แต่จากการสอบสวนพบว่าตรงหน้าห้องเรียนไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ได้ทราบว่าช่วงพักเที่ยงขณะลูกสาวเล่นกับเพื่อน เพื่อนมาฉุดมือ แต่ลูกสาวไม่ทันตั้งตัวจึงล้มหัวกระแทกพื้นรุนแรง ลูกสาวปวดหัวและมึนหัวแต่ก็ยังทรงตัวได้ และไปเล่นกับเพื่อต่อ จนเวลา 13.00 น. ลูกได้บอกกับครูวิชาถัดไปว่า ล้มหัวกระแทกพื้นและมีอาการเจ็บที่บริเวณศีรษะ ครูจึงทายาให้และให้เด็กไปเรียนต่อโดยไม่โทร. แจ้งผู้ปกครอง จนถึงคาบสุดท้ายเวลา 15.15 น. ครูเห็นท่าทางน้องไม่สบาย จะหลับตลอดเวลา จึงโทร. บอกให้คุณแม่มารับเนื่องจากน้องไม่สบาย
เมื่อทางตำรวจนัด ผอ.โรงเรียนมาไกล่เกลี่ย ทาง ผอ. ได้ขอบคุณที่ตนช่วยปิดข่าวให้โรงเรียน อยากให้ช่วยเหลือทางไหนก็บอกได้เลย ตนจึงเรียกร้องเงินสดประมาณ 3 แสนบาท เพราะไม่รู้ว่าลูกสาวจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่ และค่ารักษาจะไปสิ้นสุดตรงไหน รวมถึงจะเรียกร้องจากผู้ปกครองของเด็กคู่กรณี 1 แสนบาท
เมื่อนัดไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 ตนได้ยิน ผอ. พูดว่า เด็กมีเป็นร้อยคน ถ้ามีปัญหาแล้วต้องจ่าย 3 แสนทุกคน ตัวเองไม่ตายเหรอ และวันนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และ ผอ. ก็บ่ายเบี่ยงการเจรจามาตลอดนับจากนั้น จนตำรวจแนะนำให้ตนไปฟ้องศาลเอง เนื่องจากสิ้นสุดกระบวนการของตำรวจแล้ว
ทั้งนี้ ตนยังสงสัยว่าเหตุใดตอนแจ้งกับโรงพยาบาลว่าขอใช้สิทธิประกันอุบัติเหตุที่ทางโรงเรียนทำให้ แต่โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่สามารถใช้ประกันภัยตัวดังกล่าวได้ เมื่อสอบถามไปทางโรงเรียนก็ไม่ได้รับคำตอบ และยังสงสัยว่าเหตุใดครูไม่แจ้งตั้งแต่แรกว่าเด็กล้มหัวฟาดพื้น ทำไมต้องปกปิด ให้ตนไปดูอาการลูกเอง ทางผู้บริหารเทศบาลก็นำกระเช้ามามอบให้ครั้งเดียวและไม่สอบถามติดต่อตามเรื่องให้เลย
สำหรับอาการของลูกสาว หลังออกจากโรงพยาบาลอาการก็ดีขึ้น มือซ้ายยังอ่อนแรงอยู่ มีการปวดบริเวณข้อมือ แพทย์บอกว่าให้น้องพยายามออกกำลังและคอยสังเกตอาการ รวมถึงให้ยากันชักมารับประทานต่อเนื่อง ตอนนี้ได้ย้ายโรงเรียนให้ลูกสาว
ขอบคุณข้อมูลจาก ช่อง 3, เฟซบุ๊ก สายไหมต้องรอด-เพจสำรอง





