












พระเทพฯ ทรงแสดงความห่วงพระทัยต่อประชาชนไทยในพม่า และประชาชนพม่าที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนนาร์กีส นักสมุทรศาสตร์ชี้ ไทยมีโอกาสเผชิญพายุลูกใหม่ เหตุอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าในชั้นบรรยากาศเกิดร้อนปะทะเย็นกลายเป็นพายุลูกใหญ่ได้
(7พ.ค.) นายวรเดช วีระเวคิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ให้ความช่วยเหลือกับประเทศพม่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทางรัฐบาลพม่าได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยกรณีเกิดพายุไซโคลนนาร์กีส
"ขณะที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงแสดงความห่วงพระทัยต่อประชาชนไทยในพม่า และประชาชนพม่าที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนนาร์กีส และทรงมีรับสั่งให้คุณหญิงอารยา พิบูลนครินทร์ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ตรวจสอบความต้องการของประชาชนพม่าเพื่อจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสิ่งของที่ขาดแคลน และให้ความช่วยเหลือต่อไป" นายวรเดชกล่าวและว่า
จากที่ได้รับรายงานจากนายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำย่างกุ้งนั้น สภาพแวดล้อมในย่างกุ้งได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก ห้างร้านปิดกิจการเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนชาวพม่าออกมาจับจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นซึ่งมีอย่างฝืดเคือง แถมราคายังสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว โดยความเป็นอยู่ของคนที่นั่นค่อนข้างลำบาก
ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของการให้ความช่วยเหลือกับทางพม่าจะดำเนินไปในรูปไหน นายวรเดชตอบว่าทางการไทยจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามลำดับความสำคัญ โดยจะมุ่งดูแลช่วยเหลือผู้รอดชีวิตก่อน โดยในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ เครื่องบินซี-130 เที่ยวที่ 2 ได้ขนพวกเครื่องเวชภัณฑ์ น้ำดื่ม และอุปกรณ์ก่อสร้างชนิดเบา อาทิ สังกะสี มาถึงที่สนามบินในกรุงย่างกุ้งแล้ว ส่วนเครื่องบินขนของเที่ยวที่ 3 จะเดินทางถึงพม่าในวันพฤหัสบดี เวลา 09.00 น.
ในส่วนภาคธุรกิจของไทยในพม่านั้นได้รับความเสียหายบ้างบางส่วน โดยในส่วนของโรงแรมนั้น โรงแรมชาเกี๊ยม และกันดอจีซึ่งมีคนไทยเป็นเจ้าของได้เปิดทำการมาตลอดหลังจากที่เกิดเหตุ ซึ่งก็ให้บริการที่พักอาศัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยทั่วไป ทั้งยังเปิดเป็นที่พักสำหรับคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนก็สามารถมาพักที่นี่ได้ด้วย และถึงแม้ว่าระบบสาธารณูปโภคน้ำกับไฟจะใช้การไม่ได้ แต่โดยปรกติที่พม่าไฟดับบ่อยๆอยู่แล้ว ทางโรงแรมจึงมีเครื่องปั่นไฟใช้เอง ขณะที่ธุรกิจอื่นๆของคนไทย อาทิ ร้านอาหาร ร้านทำผมก็ค่อยๆทยอยเปิดให้บริการแล้ว
นายวรเดชยังกล่าวด้วยว่าต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงปลูกไว้ที่มหาอาสนะคูหาไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขณะที่สถานทูตไทย รวมไปถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตในย่างกุ้งนั้นได้รับความเสียหายเป็นบางส่วน เสาไฟฟ้าหักโค่น สวนภายในทำเนียบทูตก็ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะต้นจำปีเก่าแก่อายุร้อยปีที่อยู่ในทำเนียบเอกอัครราชทูตซึ่งเจ้าหน้าที่ทูตเชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ได้โค่นล้มลงมาด้วย
ในส่วนของการซ่อมแซมนั้น ท่านทูตบรรสานรอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยซ่อมแซมต่อไป อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คนไทยสามารถมาติดต่อสอบถามหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา เพราะสถานทูตเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง
"บุชเสนอช่วยเหลือพม่า3.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯแล้ว
วันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) เวลา 14.00 น. นาย เอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ หน่วยงานด้านการพัฒนาความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (USAID) จะแถลงข่าวร่วมกันถึงแนวทางในการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติของประเทศพม่า หลังจากที่พายุ "นาร์กีส" ถล่มใส่ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน
ขณะนี้เดียวกันมีรายงานข่าวว่า จอร์ช ดับเบิล ยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เสนอช่วยเหลือกับรัฐบาลพม่า โดยเป็นเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จำนวน 3.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินจำนวนดังกล่าว จอร์ช ดับเบิล ยู บุช จะเสนอให้ผ่านทางองค์การระหว่างประเทศ หรือ ยูเอ็น นอกจากนี้จะยังมีอีกหลายโครงการที่สหรัฐอเมริกา และ USAID จะให้ความช่วยเหลือกับรัฐบาลพม่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางการพม่าหรือไม่ที่จะมีการร้องขอเข้ามายังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เบื้องต้นสหรัฐอเมริกาจะให้มอบสิ่งขอเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนพม่าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคก่อน
ชี้น้ำทะเลอุ่นปะทะเย็นไทยเสี่ยงเผชิญพายุลูกใหม่
นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ขณะนี้นักสมุทรศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับพายุว่าอาจจะมีความสัมพันธ์จากภาวะโลกร้อนหรือไม่ เพราะพายุไม่ได้ดูดพลังงานจากอากาศโดยตรงแต่ได้พลังงานจากมหาสมุทรที่จะส่งผลต่อระดับความรุนแรงของพายุ เนื่องจากการก่อตัวของพายุนั้นมาจากน้ำทะเล โดยอุณหภูมิและความชื้นจะเป็นตัวที่ทำให้พลังงานของพายุมีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นถ้ายิ่งอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล อุ่นขึ้นก็จะยิ่งมีการสะสมพลังงานกลายเป็นพายุลูกใหญ่ขึ้นได้
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า กรณีพายุไต้ฝุ่นนีโอกูรี และพายุไซโคลนาร์กีส ที่มาก่อนฤดูกาลอาจจะส่งสัญญาณถึงภาวะอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตามปกติพายุจะเข้ามาในช่วงเดือนตุลาคมแต่ปรากฎว่าทั้งสองลูกนี้กลับมาก่อนฤดู และมาในระยะที่ติดๆกัน ซึ่งพายุไซ โคลนนาร์กีส หากมองในแง่ของเส้นทางการเดินของพายุเดิมจะก่อตัวในอ่าวเบงกอล และพายุจะเดินทางขึ้นมาทางด้านตอนบน และประเทศที่อาจเจอพายุโดยตรงจะเป็นแถบบังคลาเทศ อินเดีย รวมทั้งพม่า และครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดความผิดพลาดจากระบบเตือนภัยหรือไม่เพราะทำให้มีคนเสียชีวิตค่อนข้างมาก ทั้งที่มีการประกาศเตือนภัยมาก่อนล่วงหน้าหลายวัน อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนั้นโอกาสที่จะเผชิญพายุลูกใหญ่นั้น จากการติดตามของดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นั้นพบแนวโน้มพายุทางอ่าวไทย ความถี่มากขึ้น
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยให้สัมภาษณ์กรณีพายุเฮอริเคนแคทารินา ที่พัดถล่มเมืองนิวออร์ลีน ว่า อาจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนเนื่องจากมีความถี่และมีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้สาเหตุเพราะน้ำทะเลอุ่นขึ้น บวกกับภาวะน้ำทะเลที่มีความแปรปรวนกล่าวคือจะมีน้ำร้อนกับน้ำเย็นมาปะทะกันและเกิดความปั่นป่วนในน้ำตรงนั้น โดยความปั่นป่วนจะชักนำให้เกิดความปั่นป่วนในอากาศ เริ่มจากจะเป็นอะไรที่เล็กๆพอลมมาก็จะดูดพลังงานเข้ามากลายเป็นพายุใหญ่ได้
นักวิทย์ถกโลกร้อนทำพายุรุนแรงขึ้น
ปารีส - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคาร (6 พ.ค.) ว่า นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่า สภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดพายุมรณะมากขึ้นหรือไม่ หลังจากที่พายุจำนวนมากในช่วงหลายปีมานี้มีพลังทำลายล้างมากขึ้น ทั้งเฮอริเคนแคทรินาที่พัดถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ในสหรัฐ พายุซูเปอร์ไซโคลนโกนูพัดถล่มคาบสมุทรอาระเบีย และล่าสุด คือ พายุไซโคลนนาร์กีสที่พัดถล่มพม่าหลังเพิ่มพลังทำลายล้างจากระดับ 1 ไปเป็นระดับ 4 ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่า ความผิดปกติของสภาพอากาศเพียงแค่ครั้งเดียวนั้น ไม่สามารถโทษได้ว่าเป็นเพราะสภาวะโลกร้อน โดยนายเออร์เวอ เลอ เทรอ นักวิจัยชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ต้องใช้ระยะเวลานานเป็นทศวรรษ หรือศตวรรษจึงจะสามารถมองเห็นภาพรวมได้ว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุให้เกิดสภาพอากาศวิปริต ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกบางคนก็แย้งว่า หลักฐานในตอนนี้ถือว่าเพียงพอที่จะระบุได้แล้วว่าพายุรุนแรงขึ้นมีสาเหตุมาจากโลกร้อนที่เพิ่มอุณหภูมิให้มหาสมุทร
หนึ่งในรายงานที่หลายฝ่ายมองว่าน่าเชื่อถือคือของนายแคร์รีฟ เอ็มมานูเอล ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ที่คำนวณพลังของพายุไซโคลนเขตร้อนแล้วพบว่า พายุในเขตนี้มีความรุนแรงร้ายกาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนับแต่ช่วงทศวรรษที่ 2493 เป็นต้นมา โดยพายุที่มีพลังรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภัยจากสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
นักวิจัยอีกฝ่ายชี้ว่า การโทษสภาวะโลกร้อนเป็นการด่วนสรุปเกินไป โดยผลการศึกษาของนายโยฮัน ไนเบิร์ก แห่งสำนักงานสำรวจธรณีวิทยา ที่ศึกษาผลกระทบโดยใช้การเติบโตของปะการังในแถบทะเลแคริบเบียนเป็นตัวศึกษาการเกิดพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก สรุปว่า ช่วงระหว่างปี 2514-2537 อัตราการเกิดเฮอริเคนได้ลดลงอย่างผิดสังเกต แต่การที่พายุเพิ่มขึ้นอย่างมากนับแต่ปี 2538 นั้นไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะการเกิดพายุยังคงมาจากสาเหตุปกติ นั่นคือ การที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิอย่างน้อย 26-27 องศาเซลเซียส เกิดลมพัดในแนวตั้ง หรือเกิดการหักมุมของลมบนเหมือนเช่นเดิม
ปัจจุบันยังไม่แน่ชัดว่า โลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อการพัดของลมในแนวตั้งหรือไม่ แต่ทางทฤษฎี การพัดของลมระดับล่างและระดับน้ำทะเลอุ่น จะทำให้พายุก่อตัวได้นานขึ้น รวมทั้งร้ายแรงและเกิดบ่อยขึ้นด้วย
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















น่าสงสารประเทศพม่า

































































































































































ราชินีนาถทรงปลูกไว้ที่มหาอาสนะคูหาไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด














|