









เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ความจำเป็นของชีวิตผลักไสให้เขาต้องไปขับรถแท็กซี่ แต่ชายคนนี้ขับแท็กซี่เพื่อหล่อเลี้ยงความมหัศจรรย์แห่งชีวิต นั่นคือการได้ทำกีตาร์
เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ศักดิ์ระพี พันธุ์ชาญวิทย์ นั่งชมการแสดงคอนเสิร์ต "ม่านไหมใยหมอก" ของศิลปินคนโปรด จรัล มโนเพ็ชร ทางช่อง 7 สี ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงเศษที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ นอกเหนือไปจากบทเพลงโฟล์กซองคำเมืองยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำของเขา สิ่งนั้นคือกีตาร์ในวงแขนของนักร้องชื่อดัง "ผมฟังเพลงของเขามาตั้งแต่เด็กๆ พอฟังมากๆ ก็ชอบเพลงของเขา อยากเล่นกีตาร์ให้ได้สไตล์เขา แม้แต่กีตาร์ที่ใช้เล่นในคอนเสิร์ต เราก็อยากได้โมเดลเดียวกัน... ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มต้นที่เขาทั้งหมด"
แม้จะปราถนาในกีตาร์ Martin D-45 เหมือนอย่างจรัล มโนเพ็ชร ฮีโร่ของเขา แต่ด้วยราคาของมันเมื่อยี่สิบปีก่อนตกเกือบหนึ่งแสนบาทที่ในยุคนั้นมีเพียง แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ จรัล มโนเพ็ชร และศิลปินอีกไม่กี่คนที่มีเจ้า Martin D-45 อยู่ในครอบครอง กีตาร์ตัวแรกของเขาจึงเป็น Maison รุ่น W-711C เพราะแม้จะไม่ได้มาซึ่งสุดยอดเครื่องดนตรีที่ใฝ่ฝัน แต่ด้วยราคา 3,750 บาท ในสมัยนั้นก็นับได้ว่าเป็นกีตาร์ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดีตัวหนึ่งสำหรับเด็กหนุ่มอายุแค่ 16 ปี ที่เพิ่งหัดเล่นเป็นครั้งแรก พร้อมกับความฝันว่าจะต้องทำกีตาร์ด้วยมือตนเองให้ได้
ความฝันของเขากลับต้องรอถึงสิบกว่าปีกว่าที่มันจะถูกสานต่อ ด้วยโชคชะตาชักพาและความจำเป็นบีบบังคับ เมื่อผู้เป็นพ่อรับงานแล้วโดนเบี้ยวค่าจ้าง เกิดวิกฤตการเงินของบ้าน เขาในฐานะลูกชายคนโตจึงแก้ปัญหาด้วยการตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัว ทำตั้งแต่ เป็นเด็กเสิร์ฟ เซลล์ขายไวน์ พนักงานขายซีการ์ จนถึงเป็นคนขับแท็กซี่
แม้ความจำเป็นของชีวิตจะทำให้เขาต้องห่างหายจากสิ่งที่รักไปนาน นั้นไม่ได้หมายความว่าฝันต้องสูญสลายไปด้วย เพราะตลอดเวลาชายหนุ่มยังคงคิดถึงและเฝ้ารอที่จะเป็นคนทำกีตาร์อยู่เสมอ
ศักดิ์ระพีเริ่มทำกีตาร์ด้วยมือของตัวเองครั้งแรกบนพื้นที่เล็กๆ หน้าบ้าน ด้วยความมุ่งมั่นและต้องการเอาชนะความท้าทาย ชายหนุ่มวัยเฉียดสามสิบทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำงานอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้เวลาหนึ่งเดือน กีตาร์ตัวแรกในชีวิตก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ทว่ามันเล่นไม่ได้ ทั้งที่วัสดุที่ใช้นั้นอยู่ในขั้นดีใช้ได้ เขาคิดหาวิธีการจนในที่สุดได้มีโอกาสร่ำเรียนกับ อาจารย์วิรุฬ ทรงบัณฑิต นักทำกีตาร์ชั้นหัวแถวของเมืองไทยทำให้ศักดิ์ระพีในวัยต้นเลขสามก็หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานที่ตัวเองรักอยู่กับบ้าน
นับจากวันนั้นเขาทำกีตาร์ขึ้นมาให้กับลูกค้าแล้วถึง 38 ตัว แม้ว่ามันจะไม่โด่งดังหรือเป็นที่ยอมรับเท่ากับกีตาร์เทพจากเมืองนอก แต่ก็มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง เพราะถูกหล่อหลอมขึ้นจากน้ำพักน้ำแรง จิตวิญญาณ และความรักของผู้ชายคนหนึ่ง โดยกีตาร์ยี่ห้อนี้มีชื่อว่า "พันธุ์ชาญวิทย์"
แต่น่าเสียดายที่ความสุขเหล่านั้นอยู่กับเขาได้ไม่นาน เมื่อไม่มีออเดอร์จากลูกค้า เขาจึงต้องหันมาขับแท็กซี่แทนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แม้ศักดิ์ระพีและกีตาร์พันธุ์ชาญวิทย์ของเขาอาจยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักกีตาร์ทั่วๆ ไป เพราะผู้บริโภคยังยึดติดกับแบรนด์ ราคา และคุณภาพของสินค้า ซึ่งทัศนคติเหล่านี้ทำให้เขาน้อยใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามการที่ศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง น้าหงา คาราวาน และนักดนตรีมีชื่ออย่าง บอมบ์ สินเจริญ บราเธอร์ส สั่งทำกีตาร์จากเขา ก็น่าจะเป็นการการันตีในด้านมาตรฐานทางคุณภาพและความคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย
และเมื่อถามว่าเขาจะเลิกทำกีตาร์หรือเปล่า เขาได้ทิ้งท้ายไว้ว่า "มันเลิกไม่ได้หรอก เพราะสำหรับผม... การทำกีตาร์คือความมหัศจรรย์ของชีวิต"
ที่มาและภาพประกอบจาก
นิตยสาร ฅ คน ฉบับประจำเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2551










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |



























































































































































ปลื้มจังมีเเฟนงี้รักตายเลย 



































พี่ทำขายที่ไหน อยากได้สักตัว เป็นกำลังใจให้พี่เต็มที่ เอาแบบหลังเตาท่าจะสวยดี








































































เกิ้ลแล้วค้นหา พันธุ์ชาญวิทย์ ครับ แล้วเลือกเข้าเว็บ acousticthai มันจะมีลิ้งไปหน้าสัมภาษพี่เขาอยู่ 





































































































































