









เกือบ 5 ปีที่ "ดวง อยู่บำรุง" ลูกชายคนเล็กของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 ต้องสูญเสียโอกาสในชีวิต เพื่อต่อสู้ข้อกล่าวหาในคดีที่ "ดาบยิ้ม" หรือดาบตำรวจสุวิชัย รอดวิมุต นายตำรวจกองปราบปรามถูกยิงเสียชีวิตในสถานบันเทิงที่เขาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย
จนกระทั่งวันนี้ ดวงเพิ่งมีโอกาส กลับมายืนจุดเดิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับเมื่อปลายปี 2544 ที่เขาได้กลับมาสวมเครื่องแบบนายทหารอีกครั้ง หลังจากที่ถูกปลดและถูกถอดยศ อันเป็นผลพวงจากคดีนี้
หลังจากศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี ความพยายามในการกลับมารับราชการ อาชีพในฝันของเขา เพิ่งจะมีผลในจังหวะที่ผู้เป็นพ่อ มีตำแหน่ง มท.1 จนกลายเป็นกระแสการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ครอบครัว "อยู่บำรุง" อีกระลอก
สองพ่อลูก เปิดใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้น รวมทั้งช่วงเวลาที่ยากลำบาก ด้วยกันเป็นครั้งแรก
ว่าที่ ร้อยตรีดวง เล่าว่า "การขอกลับเข้ารับราชการของผม ผมทำทุกอย่างตามระเบียบ เคยขอมาตั้งแต่พ้นคดีแล้ว ก็ยังไม่รับการพิจารณา ผมก็ยังทำเรื่องขออีก ไม่ใช่ขอ 2-3 วันแล้วตั้ง แต่พอพ่อออกมาชี้แจงแทน ก็ถูกกล่าวหาว่าปกป้อง ผมเหนื่อยแทนพ่อ มันไม่แฟร์สำหรับพ่อ ไม่ใช่สำหรับผม แต่ผมเจอข่าวจนชินแล้ว เพราะเจอหนักกว่านี้มาแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินผมก่อนที่จะรู้ความจริง และเรื่องนี้ผมมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ที่แสดงให้เห็นว่าผมทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง
หน้าที่ตอนนี้ ว่าที่ร้อยตรีดวง เป็นนายทหารประจำแผนกการเมือง ประจำกระทรวงกลาโหม ได้ทำงานอย่างที่เขาชอบและถนัด โดยได้รับมอบหมายให้ติดตามประสานงานระหว่างกระทรวง "ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากรับราชการเหมือนพ่อ แต่ไม่ได้มุ่งว่าอยากเป็นตำรวจเท่านั้น"
ร.ต.อ.เฉลิม เล่าต่อว่า "ผมถือว่า เป็นช่วงวิบากกรรม ครอบครัวผมอาจจะต้นทุนทางสังคมต่ำ ทำให้ถูกสงสัย เคลือบแคลง พอมีเรื่องคนก็เชื่อไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์"
สำหรับลูกๆ ร.ต.อ.เฉลิม ย้ำว่า "สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมจะเน้นเรื่องเรียนหนังสือ อย่างน้อยทุกต้องจบปริญญาตรี เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงมาก ไม่จบไม่ได้"
ขณะที่ลูกชายทั้งสามคนของเขา ก็ไปได้ไกลเกินมาตรฐาน ทุกคนเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ และปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เช่นเดียวกันทั้งหมด โดยน้องสุดท้อง อาจจะต่างออกไปบ้าง เพราะก้าวกระโดดด้วยการสอบเทียบ และเรียนจบปริญญาตรี ด้วยอายุเพียง 19 ปี 3 เดือน ซึ่งเจ้าตัวกำลังค้นหาสถิติว่า มีใครจบนิติศาสตร์ อายุน้อยกว่าเขาหรือไม่ และลูกชายคนเล็ก ยังมีแนวโน้มจะเดินตามรอยพ่อ ที่ตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาเอกด้านกฎหมาย
มท.1 เล่าว่า ทุกวันนี้ลูกชายทุกคนเลยวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทุกคนมีหน้าที่การงาน มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ และทุกคนเปลี่ยนแปลงไปมาก ตอนนี้ "อาจหาญ" หรือ "โต้ง" คนโต ก็หันไปทำธุรกิจ ส่วน "วัน" หรือ "หนุ่ม" ก็เข้ามาทำงานการเมืองเป็นเลขานุการ รมช.สาธารณสุข
"อนาคตของลูกๆ ผมไม่คาดหวัง เขาโตแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นกับบุญกับกรรม" ร.ต.อ.เฉลิมบอก
เมื่อถามย้อนถึงวันที่ชีวิตในเรือนจำ 1 ปีเต็ม ดวงเล่าว่า "ตั้งแต่ 2 พ.ค. 2545 ถึง 30 เม.ย. 2546 วันแรกที่เข้า ประตูเรือนจำปิดลง ใจผมหล่นไปอยู่ที่ตีน พ่อก็เป็นห่วงเพราะเป็นแดนแรกรับ ที่มีคนเข้ามาทุกวัน ทุกคนมานอนรวมกันห้องเดียวกัน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีคดีอะไร ผมคิดอย่างเดียวว่า ต้องอยู่ให้ได้ ผมพูดได้เต็มปากว่า อยู่ข้างใน 1 ปี ผมไม่เคยเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียวให้ใครเห็น ทั้งที่ใจอยากร้องไห้ เพราะผมกลัวพ่อกับแม่เสียใจ เพราะท่านเจ็บปวดกว่าเรา และผมอยู่ในนั้นไม่ได้มีอภิสิทธิ์กว่าผู้ต้องขังคนอื่นอย่างที่มีข่าว
ตอนเข้าไปผมหนัก 96-97 กก.พอออกมา น้ำหนักหายไป 20 กก.เหลือแค่ 71 ห้องนอนรวม 8 คูณ 8 เมตร อยู่อย่างแออัด ผมก็ซื้อผ้าห่มมาหลายผืนแล้วเอามาเย็บติดกันซ้อนหลายๆ ชั้นปูนอนกับพื้น
ทั้งที่ผมยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ศาลยังไม่ตัดสินคดี แต่ก็ถูกใส่ตรวนเหมือนนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ผมนับไว้ที่ถูกใส่ตรวน 29 ครั้ง ตลอด 1 ปี พ่อมาเยี่ยมทุกวัน ขาดวันเดียวคือ วันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล"
ดวง เล่าถึง ชีวิตที่เปลี่ยนไปของตัวเองว่า "หน้าที่การงาน ทำให้ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้น เรื่องเที่ยวก็เปลี่ยนไป เวลาไปดื่มกับเพื่อนๆ คือ ไปคุยเรื่องงาน เรื่องเที่ยวคงไปไม่ได้แล้ว เพราะมีภารกิจทุกวัน แต่ไปไหนมาไหน ก็ยังทำตัวปกติ ขับรถเอง และมีเพื่อนไปด้วยอีกคน มีน้องไปช่วยขับรถให้ กลับดึกก็ไม่ไหวแล้ว เพราะต้องทำงาน เดี๋ยวนี้คุยกับเพื่อนได้สักพัก แต่ละคนก็จะบอกว่าพรุ่งนี้มีงานเช้า ก็แยกย้ายกันไป แต่การไปไหนมาไหนก็ยังมีคนสนใจเป็นธรรมดา"
ว่าที่ร้อยตรีดวง ยังเล่าติดตลกว่า "บางทีเหมือนเป็นดาราหรือคนดัง สมัยยังวัยรุ่นอยู่ก็รู้สึกดี แต่ผมอายุ 27 ย่าง 28 ปีแล้ว ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเยอะถึงจะถูกคนมองเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิม บางคนเห็นผมเดินเข้าไปแล้วอึ้ง เหมือนโดนไฟดูด แล้วเขาอยากทักแต่ไม่กล้า คงคิดว่าผมหน้าดุ หรือติดภาพว่าเกเร ก็มีเห็นหลายๆ แบบ
บางคนหันไปซุบซิบกับเพื่อนว่าหน้าคุ้นๆ บางคนก็เถียงกันเพื่อนว่าใช่หรือไม่ใช่ ผมก็ยิ้มๆ ขำๆ บางทีก็เลยเข้าไปบอกว่า เป็นผมเอง หรือบางทีก็บอกไปว่า ผมอยู่สภาโจ๊กครับ แล้วก็ยิ้มขำเขา
บางคนเขาชอบ ก็มาขอจับมือหน่อย คนไม่ชอบก็มาแซวเรา เราก็ย้ายที่ เดี๋ยวนี้ถ้าเจอใครเหยียบเท้า ผมยกมือไหว้เลย แต่พอถึงเวลาที่เราทำถูกต้อง ยังไง ภาพลักษณ์เก่าเรา ก็ทำให้คนคิดอย่างนั้น"
ดวง เล่าต่อว่า เวลามีการ์ดมาคอยกันให้ ด้วยความหวังดี ทำให้ภาพเขากลับเป็นขาใหญ่ ต้องมีคนเคลียร์ "เดี๋ยวนี้ผมต้องขอร้องเลย อย่ามาหวังดีกับผม เพราะทำอย่างนี้ ทำให้คนเกลียด สมัยเด็กๆ ผมอาจจะชอบ แต่สมัยนี้อย่ามายุ่งเลย มันไม่เท่หรอก"
แต่เขาก็ยังได้กำลังใจจากเพื่อนใหม่ในกลุ่มที่เล่น Hi 5 "ทุกวันนี้ ผมเล่น Hi 5 มีเพื่อนใหม่เยอะ มีคนมาแอดเป็นเพื่อนวันละเป็นร้อย จนผมตอบไม่ทัน ซึ่งก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะ ผมก็อ่านความเห็นในอินเทอร์เน็ต ถูกวิจารณ์ก็ไม่ได้โกรธ ธรรมดาแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นเจอคงไข้กิน เมื่อก่อนโดนด่าพอล้อแม่ บางคนไม่รู้ว่าคิดคำด่าได้ไง เขามีมุมมองอย่างนั้น ก็ห้ามกันไม่ได้ ผมไม่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์เท่าพ่อ ส่วนใหญ่จะอ่านในเน็ต บางคนรู้ประวัติผมมากกว่าตัวผมอีก เพราะบางเรื่องผมก็ลืมไปแล้ว"
การถูกโยงเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง ทำให้สองพ่อลูกถูกจับตาอย่างใกล้ชิด แม้แต่การทำงานที่อยู่กันคนละกระทรวง ผู้เป็นพ่อยืนยันว่า ลูกชายไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานของพ่อ มีแต่ช่วงกลางวัน บางวันลูกชายจะเดินข้ามคลองหลอด จากกระทรวงกลาโหมมากินข้าวกลางวันกับพ่อเท่านั้น
ว่าที่ร้อยตรีดวง บอกว่า "ตอนพ่อรับตำแหน่ง มท.1 ก็มีคนคิดว่า พ่อจะเอาลูกไปทำงานด้วย หรือตามไปวุ่นวาย แต่ผมไม่เคยไปยุ่ง อยากให้พ่อทำงานเต็มที่ ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเอาลูกไปวุ่นวาย แต่ครั้งที่ลงไปภาคใต้กับพ่อในวันที่พ่อไปราชการเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดสงขลา เพราะเป็นห่วงพ่อ ผมเลยขอลงไปด้วย"
เมื่อถามเรื่องงานการเมืองกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มาถึงความฝันบนเก้าอี้มท.1 เขาบอกว่า "สุดๆ แล้วทางการเมืองสำหรับผม ผมไม่คิดเป็นนายกฯ อย่างที่ถูกแซว ผมไม่เก่งเศรษฐกิจ แต่ตั้งใจทำหน้าที่ทุกวันนี้ให้ดีที่สุด"
ส่วนกระแสข่าวที่ยังถูกสื่อโจมตีเป็นระยะ มท.1 บอกว่า "เวลาดูข่าว ก็มีทั้งที่ชม ทั้งโดนด่า แต่เราเป็นนักการเมือง ต้องเสียภาษีสังคมบ้าง ผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และทุกเช้าจะต้องมีเวลา 1 ชั่วโมงสำหรับอ่านหนังสือพิมพ์เอง ถ้าให้คนมาบรีฟให้ฟัง มันไม่อิน ผมไม่ฟังวิทยุ โดยเฉพาะในรถ จะไม่เปิดทีวี ไม่เปิดวิทยุ เวลานั่งรถจะเป็นเวลาส่วนตัวที่ใช้คิดงาน จะคุยโทรศัพท์"
แต่มุมเบาๆ ผ่อนคลาย ของ มท.1 สไตล์ดุเดือด เสียงดัง ก็ทำเอาเซอร์ไพรส์ เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่า ติดละครช่อง 3 โดยเฉพาะสวรรค์เบี่ยงที่ฮิตกันทั้งบ้านทั้งเมือง "หนักมาแล้ว ก็ดูละครมั่ง เบาๆ"
เมื่อถามว่า ประวัติการทำงานการเมือง ประวัติส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญในบ้านเมืองยาวนาน ทำไมถึงไม่เขียนหนังสือบ้าง ร.ต.อ.เฉลิมให้เหตุผลว่า "ถ้าผมเขียน ก็ต้องเขียนเรื่องจริง แล้วเขียนเรื่องจริง คนอื่นก็จะเดือดร้อน ผมถึงไม่เขียนอย่างคนอื่นเขาเขียน เพราะดีชั่วอยู่กับใจ"
ประสบการณ์ฝันร้ายที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรีดวง ทิ้งท้ายว่า "ผมโตขึ้นกว่าเดิมมาก และโตกว่าคนอายุในวัย 27-28 ปีอย่างผม ผมผ่านอะไรมาเยอะ ผมคลุกคลีกับการเมืองมาตลอด ผ่านมาแล้วทั้งจุดสูงสุด จุดต่ำสุด ตอนที่พ่อไม่มีตำแหน่ง บ้านก็เงียบเหงา
สำหรับผม ยังไม่คิดเรื่องงานการเมือง ผมชอบรับราชการมากกว่า มาถึงจุดนี้อีกครั้ง ผมเหนื่อยใจ ทั้งที่ทำถูกต้อง ตามกฎระเบียบทุกครั้ง ผมเป็นแค่ ร้อยตรีตัวเล็กๆ แต่ก็ตกเป็นเป้าการเมือง กระทบถึงพ่อ แต่ผมไม่ซีเรียส เพราะนรกหรือสวรรค์ผมไปมาหมดแล้ว"
แต่เขาก็ยังเป็นลูกชายคนเล็กที่พ่อห่วงใยมากกว่าพี่ๆ เมื่อมีโอกาสอยู่ด้วยกันคำพูดจากพ่อคือ "ชีวิตหนูโดนอะไรมาเยอะ มันจะทำให้ลูกแกร่ง"
ข่าวเกี่ยวข้อง
- ข้าราชการกลาโหมวิจารณ์หนัก ลูกดวง คัมแบ็กเหมาะหรือไม่?
- ย้อนรอยคดี ดวงเฉลิม ก่อน สมัคร คืนยศให้รับราชการอีก









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |





























อีกหน่อยลูกจะตามลอยพ่อ สังคมคนดีก็หายาก 












































;วินัยข้าราชการ ทุกหน่วยงาน ต้องใช้อย่างเคร่งครัด ข้าราชการขาดราชการไปเกิน 15 วัน ความผิดชัดแจ้ง นี่ขาดไปเกือบ 100 วัน มีใบลาหรือเปล่า ใครอนุมัติให้ลา ความผิดนี้ ข้าราชการทุกคนรู้ดี ออกอย่างเดียวครับ ถ้ากลับมาเป็นใหม่ คนอื่น ๆที่ติดคุกพ้นโทษ ก็ทำเรื่องเข้ามาใหม่ละซิท่าน แล้วจะให้โอกาสเขาเหล่านั้น ดั่งเช่นน้องดวงเปล่า โอ้ พระเจ้าจอดกล้วยทอด


























































































ลอยู่บำรุงได้เหรอ

















































































ลเป รตทั้งเพ 


























ยังมีหน้ามารับใช้ชาติอีก ไอ้เลว


































































































