
โทษปรับ 400-1,000 บาท
เมื่อ 08.00 น. ที่ บช.น. พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 819 พ.ค. กฎหมายบังคับห้ามโทรศัพท์มือถือขณะขับขี่บังคับใช้ และ สตช.มีนโยบายให้ตำรวจจราจร จับผู้ฝ่าฝืนแล้วตักเตือนไม่ให้กระทำอีก ได้ดำเนินการจับกุมมาแล้ววันแรก 200 กว่าราย วันต่อๆ มาลดจำนวนลงเป็น 100 กว่าราย สรุปจับกุมแล้วตักเตือนจำนวนทั้งสิ้น 1,917 ราย
ตั้งแต่วันนี้ตำรวจจราจรทั่วประเทศจะเริ่มจับกุมผู้ที่โทร.มือถือแล้วขับรถ จะต้องถูกปรับอัตราโทษระหว่าง 400- 1,000 บาท ทางตำรวจเชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี การจับกุมน่าจะลดน้อยหรือไม่มีเลย กรณีที่ผู้ขับขี่แล้วโทร.อ้างว่าไม่ได้โทร.ก็จะเกิดการโต้แย้งกัน พิสูจน์ง่ายกว่าการจับผู้ขับขี่ฝ่าไฟแดงเสียอีก
เพราะตรวจหลักฐานการโทร.ของมือถือนั้นได้จากโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นเอง หรือจากบริษัทผู้ให้บริการ การโต้แย้งกันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องพาผู้ขับขี่ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบ ทำให้ต้องเสียเวลาในการพิสูจน์กัน ถ้าพิสูจน์ว่าโทร.จริงแล้วยังโต้แย้งอีกก็จะอาจจะถูกปรับหนักขึ้นแต่ก็ไม่เกิน 1,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด ถ้าเป็นการโต้เถียงธรรมดาไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าถึงขั้นด่าทอเจ้าพนักงานก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนในท้องที่นั้นๆ เป็นผู้พิจารณา
รอง ผบช.น.กล่าวว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพบเจอการผู้ขับขี่กระทำผิดขับแล้วโทร วิธีการปฏิบัติคือจะเรียกให้หยุด ยึดใบอนุญาตขับขี่ ออกใบสั่ง ที่ใช้แทนใบขับขี่ได้ 7 วัน ผู้ขับขี่จะต้องไปชำระค่าปรับ ณ สถานีตำรวจที่ระบุในใบสั่งนั้นๆ พนักงานสอบสวนจะปรับอัตราระหว่าง 400-1,000 บาท ถึงจะรับใบขับขี่คืนได้
ข้อมูลและภาพประกอบจาก






