พี่เรียม หญิงชาวไร่สะสมทองทั้งชีวิตกว่า 140 บาท ฝากร้านทองเจ้าประจำ แต่เมื่อต้องการขอคืนกลับได้ไม่ครบ ได้ทองคืนเพียง 80 บาท พร้อมข้อกล่าวหาว่าร่วมทุจริตกับพนักงาน
![ทองหาย ทองหาย]()
รายการโหนกระแส วันที่ 24 เมษายน 2569 ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 สัมภาษณ์ เรียม ผู้เสียหาย, เจริญ สามีเรียม, ปุ๊ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม
จุดเริ่มต้น : ทองครึ่งสลึงแรกสู่ 140 บาท
แรงบันดาลใจมาจากคำสอนของผู้เฒ่าที่บอกว่า "ให้ซื้อทองเก็บไว้ติดตัว ยามฉุกเฉินขายได้ทุกที่" พี่เรียมจึงยึดถือหลักนี้มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำงานในไต้หวัน 3 ปี หรือกลับมาขายของตลาดนัดที่บ้าน ก็สะสมทองทีละนิดทีละหน่อยอย่างสม่ำเสมอ สามียังซื้อทองมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดทุกปีอีกด้วย
จนในที่สุดทองที่สะสมมาทั้งชีวิตรวมถึงที่ซื้อ-ขายเพื่อทำกำไรในช่วงปี 2567-2568 เหลืออยู่ทั้งหมด 140 บาท
![ทองหาย ทองหาย]()
วันที่ทุกอย่างพลิก เมื่อได้รับโทรศัพท์ขณะพักผ่อนที่กระบี่
ขณะที่พี่เรียมกำลังพักผ่อนที่กระบี่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากพนักงานร้านทองแจ้งว่า "มีเงินหายไปจากระบบ" และกล่าวหาว่าพี่เรียมร่วมกับพนักงานในการทุจริตเงินจำนวน 276,000 บาท ซึ่งเป็นผลต่างจากการซื้อ-ขายทองในช่วงที่ราคาผันผวน
พี่เรียมรีบเดินทางกลับมาเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่ทางร้านปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของรองผู้จัดการ (ซึ่งภายหลังทราบว่าแท้จริงคือผู้จัดการร้าน) ไม่เกี่ยวกับร้าน และกดดันให้พี่เรียมทำสัญญาเงินกู้กับพนักงานดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเป็น "ลูกหนี้" และพี่เรียมเป็น "เจ้าหนี้" แทน
พี่เรียมซึ่งไม่รู้เรื่องกฎหมายก็ลงนามในสัญญาดังกล่าวโดยไม่ทันได้คิด ทำให้ร้านทองสะบัดมือออกจากปัญหา 276,000 บาทนั้นโดยสิ้นเชิง
ทอง 140 บาท : ได้คืนแค่ 80 บาท
ยิ่งกว่านั้นทางร้านยังกล่าวหาว่าพี่เรียมซื้อทอง 2 บาท โดยไม่มีการจ่ายเงิน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากกล้องวงจรปิด ทั้งที่พี่เรียมมีบิลซึ่งออกโดยร้านทอง พร้อมตรายางและลายเซ็นผู้จัดการอยู่ในมืออยู่แล้ว
พี่เรียมเล่าว่าร่ำไห้อยู่เป็นเดือน นอนไม่หลับ กินไม่ได้ และไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แถมยังถูกขู่เรื่องภาษีย้อนหลังอีกด้วย
![ทองหาย ทองหาย]()
![ทองหาย ทองหาย]()
พี่เรียมได้รับความช่วยเหลือจาก อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ซึ่งยื่นโนติสขอเจรจา และเดินทางไปพบร้านทองที่พิมายโดยตรง ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายดังนี้
![ทองหาย ทองหาย]()
เจ้าของร้าน (หนึ่งในผู้ถือหุ้น) ยืนยันว่าตรวจสอบแล้วพบว่าเงินไม่เข้าระบบร้าน และขอให้การรายละเอียดในชั้นศาลแทน แต่ยอมรับว่าพี่เรียมน่าจะเป็นเหยื่อของผู้จัดการเช่นกัน พร้อมยืนยันว่ายินดีนำทอง 60 บาทที่เหลือไปวางไว้ที่ศาลตามที่รายการเสนอ
อดีตผู้จัดการร้านโทรศัพท์เข้ามาในรายการพร้อมร้องไห้ ยืนยันว่า "พี่เรียมจ่ายเงินสดทุกครั้ง" และทุกครั้งที่มีการซื้อ-ขายจะมีการตัดยอดในระบบร้านเสมอ พร้อมยืนยันว่าพร้อมเป็นพยานในคดี แม้จะกลัว และปัจจุบันต้องดูแลพ่อที่โรงพยาบาลอยู่
ทนายอนันต์ชัย ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการยักยอกเงินจริง ร้านทองซึ่งต้องตัดยอดสต็อกทุกวันตอนเย็นจะต้องพบความผิดปกติทันที จึงตั้งคำถามว่าผู้จัดการทุจริตจริงหรือเป็นเพียง "ตกกระไดพลอยโจน"
คดีนี้สะท้อนความเสี่ยงของการ "ฝากทอง" กับร้านค้าโดยไม่มีหลักฐานการโอนเงิน และชี้ให้เห็นว่าเมื่อพนักงานยักยอกทรัพย์ภายในร้าน นายจ้างไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อลูกค้าได้ตามหลักกฎหมายแรงงานและสัญญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพิมาย และทางร้านได้ตกลงนำทองที่เหลือ 60 บาทไปวางไว้ที่ศาลเพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป
![ทองหาย ทองหาย]()
![ทองหาย ทองหาย]()
![ทองหาย ทองหาย]()

กรณี "พี่เรียม" หญิงสาวชาวไร่ชาวนา ทำงานสะสมทองมาทั้งชีวิตกว่า 140 บาท นำทองไปฝากร้านทอง พร้อมทำธุรกิจซื้อมาขายไป สุดท้ายขอทองคืน ถูกร้านทองเจ้าประจำบ่ายเบี่ยงไม่คืนทอง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทุจริตภายในร้าน และบิลไม่ตรง พี่เรียมถึงขั้นร่ำไห้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
รายการโหนกระแส วันที่ 24 เมษายน 2569 ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 สัมภาษณ์ เรียม ผู้เสียหาย, เจริญ สามีเรียม, ปุ๊ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม
จุดเริ่มต้น : ทองครึ่งสลึงแรกสู่ 140 บาท
"พี่เรียม" อายุ 53 ปี ชาวบุรีรัมย์ ปัจจุบันพักอาศัยและทำมาหากินอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่าตนเองชอบสะสมทองมาตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.6 โดยเริ่มจากการทำงานรับจ้างวันละ 25 บาท เก็บหอมรอมริบจนซื้อทองได้ครั้งแรกครึ่งสลึง ในราคา 650 บาท
แรงบันดาลใจมาจากคำสอนของผู้เฒ่าที่บอกว่า "ให้ซื้อทองเก็บไว้ติดตัว ยามฉุกเฉินขายได้ทุกที่" พี่เรียมจึงยึดถือหลักนี้มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำงานในไต้หวัน 3 ปี หรือกลับมาขายของตลาดนัดที่บ้าน ก็สะสมทองทีละนิดทีละหน่อยอย่างสม่ำเสมอ สามียังซื้อทองมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดทุกปีอีกด้วย
จนในที่สุดทองที่สะสมมาทั้งชีวิตรวมถึงที่ซื้อ-ขายเพื่อทำกำไรในช่วงปี 2567-2568 เหลืออยู่ทั้งหมด 140 บาท

ความไว้ใจ : จากลิ้นชักบ้านสู่มือร้านทอง
เดิมพี่เรียมเก็บทองไว้ในบ้าน แต่ร้านทองประจำซึ่งเป็นร้านใหญ่ที่สุดในอำเภอแนะนำให้นำทองมาฝากไว้กับทางร้านแทน โดยอ้างว่าปลอดภัยกว่า ไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จ และสะดวกในการซื้อ-ขาย พี่เรียมซึ่งไว้ใจร้านนี้มานานจึงยินยอมนำทอง 140 บาทมาฝากไว้ทั้งหมด โดยทุกครั้งที่มีการซื้อ-ขายจะมีการชั่งน้ำหนักและออกบิลให้ทุกครั้ง
วันที่ทุกอย่างพลิก เมื่อได้รับโทรศัพท์ขณะพักผ่อนที่กระบี่
ขณะที่พี่เรียมกำลังพักผ่อนที่กระบี่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากพนักงานร้านทองแจ้งว่า "มีเงินหายไปจากระบบ" และกล่าวหาว่าพี่เรียมร่วมกับพนักงานในการทุจริตเงินจำนวน 276,000 บาท ซึ่งเป็นผลต่างจากการซื้อ-ขายทองในช่วงที่ราคาผันผวน
พี่เรียมรีบเดินทางกลับมาเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่ทางร้านปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของรองผู้จัดการ (ซึ่งภายหลังทราบว่าแท้จริงคือผู้จัดการร้าน) ไม่เกี่ยวกับร้าน และกดดันให้พี่เรียมทำสัญญาเงินกู้กับพนักงานดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเป็น "ลูกหนี้" และพี่เรียมเป็น "เจ้าหนี้" แทน
พี่เรียมซึ่งไม่รู้เรื่องกฎหมายก็ลงนามในสัญญาดังกล่าวโดยไม่ทันได้คิด ทำให้ร้านทองสะบัดมือออกจากปัญหา 276,000 บาทนั้นโดยสิ้นเชิง
ทอง 140 บาท : ได้คืนแค่ 80 บาท
เมื่อพี่เรียมขอเบิกทองคืนทั้งหมด 140 บาท ทางร้านยอมคืนให้เพียง 80 บาทเท่านั้น โดยอ้างว่า 80 บาทดังกล่าวมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน ส่วนอีก 60 บาทที่เหลือซึ่งชำระด้วยเงินสดนั้น ทางร้านอ้างว่า "บิลไม่ตรง" "ไม่มีลายเซ็น" และต้องการตรวจสอบกล้องวงจรปิดก่อน
ยิ่งกว่านั้นทางร้านยังกล่าวหาว่าพี่เรียมซื้อทอง 2 บาท โดยไม่มีการจ่ายเงิน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากกล้องวงจรปิด ทั้งที่พี่เรียมมีบิลซึ่งออกโดยร้านทอง พร้อมตรายางและลายเซ็นผู้จัดการอยู่ในมืออยู่แล้ว
พี่เรียมเล่าว่าร่ำไห้อยู่เป็นเดือน นอนไม่หลับ กินไม่ได้ และไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แถมยังถูกขู่เรื่องภาษีย้อนหลังอีกด้วย


ทนายเข้าช่วย คดีพุ่งสู่ศาล
พี่เรียมได้รับความช่วยเหลือจาก อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ซึ่งยื่นโนติสขอเจรจา และเดินทางไปพบร้านทองที่พิมายโดยตรง ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายดังนี้
- แจ้งความหมิ่นประมาท กรณีร้านกล่าวหาพี่เรียมร่วมฉ้อโกง (แจ้งความเมื่อวันที่ 20 เม.ย.)
- แจ้งความยักยอกทรัพย์ กรณีไม่คืนทอง 60 บาท
- ฟ้องศาลจังหวัดพิมาย เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท (เงินต้น 4 ล้านกว่าบาท + ค่าเสียหายเชิงธุรกิจ 1 ล้านบาทในฐานะคดีผู้บริโภค)

เจ้าของร้าน เปิดใจในรายการโหนกระแส
เจ้าของร้าน (หนึ่งในผู้ถือหุ้น) ยืนยันว่าตรวจสอบแล้วพบว่าเงินไม่เข้าระบบร้าน และขอให้การรายละเอียดในชั้นศาลแทน แต่ยอมรับว่าพี่เรียมน่าจะเป็นเหยื่อของผู้จัดการเช่นกัน พร้อมยืนยันว่ายินดีนำทอง 60 บาทที่เหลือไปวางไว้ที่ศาลตามที่รายการเสนอ
อดีตผู้จัดการร้านโทรศัพท์เข้ามาในรายการพร้อมร้องไห้ ยืนยันว่า "พี่เรียมจ่ายเงินสดทุกครั้ง" และทุกครั้งที่มีการซื้อ-ขายจะมีการตัดยอดในระบบร้านเสมอ พร้อมยืนยันว่าพร้อมเป็นพยานในคดี แม้จะกลัว และปัจจุบันต้องดูแลพ่อที่โรงพยาบาลอยู่
ทนายอนันต์ชัย ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการยักยอกเงินจริง ร้านทองซึ่งต้องตัดยอดสต็อกทุกวันตอนเย็นจะต้องพบความผิดปกติทันที จึงตั้งคำถามว่าผู้จัดการทุจริตจริงหรือเป็นเพียง "ตกกระไดพลอยโจน"
คดีนี้สะท้อนความเสี่ยงของการ "ฝากทอง" กับร้านค้าโดยไม่มีหลักฐานการโอนเงิน และชี้ให้เห็นว่าเมื่อพนักงานยักยอกทรัพย์ภายในร้าน นายจ้างไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อลูกค้าได้ตามหลักกฎหมายแรงงานและสัญญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพิมาย และทางร้านได้ตกลงนำทองที่เหลือ 60 บาทไปวางไว้ที่ศาลเพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป








