สาวสุดช้ำ ฝากทองร้านประจำ 140 บาท สุดท้ายได้คืนแค่ 80 บาท

          พี่เรียม หญิงชาวไร่สะสมทองทั้งชีวิตกว่า 140 บาท ฝากร้านทองเจ้าประจำ แต่เมื่อต้องการขอคืนกลับได้ไม่ครบ ได้ทองคืนเพียง 80 บาท พร้อมข้อกล่าวหาว่าร่วมทุจริตกับพนักงาน 

ทองหาย

          กรณี "พี่เรียม" หญิงสาวชาวไร่ชาวนา ทำงานสะสมทองมาทั้งชีวิตกว่า 140 บาท นำทองไปฝากร้านทอง พร้อมทำธุรกิจซื้อมาขายไป สุดท้ายขอทองคืน ถูกร้านทองเจ้าประจำบ่ายเบี่ยงไม่คืนทอง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทุจริตภายในร้าน และบิลไม่ตรง พี่เรียมถึงขั้นร่ำไห้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

          รายการโหนกระแส วันที่ 24 เมษายน 2569 ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 สัมภาษณ์ เรียม ผู้เสียหาย, เจริญ สามีเรียม, ปุ๊ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม

จุดเริ่มต้น : ทองครึ่งสลึงแรกสู่ 140 บาท

          "พี่เรียม" อายุ 53 ปี ชาวบุรีรัมย์ ปัจจุบันพักอาศัยและทำมาหากินอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่าตนเองชอบสะสมทองมาตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.6 โดยเริ่มจากการทำงานรับจ้างวันละ 25 บาท เก็บหอมรอมริบจนซื้อทองได้ครั้งแรกครึ่งสลึง ในราคา 650 บาท

          แรงบันดาลใจมาจากคำสอนของผู้เฒ่าที่บอกว่า "ให้ซื้อทองเก็บไว้ติดตัว ยามฉุกเฉินขายได้ทุกที่" พี่เรียมจึงยึดถือหลักนี้มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำงานในไต้หวัน 3 ปี หรือกลับมาขายของตลาดนัดที่บ้าน ก็สะสมทองทีละนิดทีละหน่อยอย่างสม่ำเสมอ สามียังซื้อทองมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดทุกปีอีกด้วย

          จนในที่สุดทองที่สะสมมาทั้งชีวิตรวมถึงที่ซื้อ-ขายเพื่อทำกำไรในช่วงปี 2567-2568 เหลืออยู่ทั้งหมด 140 บาท

ทองหาย

ความไว้ใจ : จากลิ้นชักบ้านสู่มือร้านทอง

          เดิมพี่เรียมเก็บทองไว้ในบ้าน แต่ร้านทองประจำซึ่งเป็นร้านใหญ่ที่สุดในอำเภอแนะนำให้นำทองมาฝากไว้กับทางร้านแทน โดยอ้างว่าปลอดภัยกว่า ไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จ และสะดวกในการซื้อ-ขาย พี่เรียมซึ่งไว้ใจร้านนี้มานานจึงยินยอมนำทอง 140 บาทมาฝากไว้ทั้งหมด โดยทุกครั้งที่มีการซื้อ-ขายจะมีการชั่งน้ำหนักและออกบิลให้ทุกครั้ง

วันที่ทุกอย่างพลิก เมื่อได้รับโทรศัพท์ขณะพักผ่อนที่กระบี่

          ขณะที่พี่เรียมกำลังพักผ่อนที่กระบี่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากพนักงานร้านทองแจ้งว่า "มีเงินหายไปจากระบบ" และกล่าวหาว่าพี่เรียมร่วมกับพนักงานในการทุจริตเงินจำนวน 276,000 บาท ซึ่งเป็นผลต่างจากการซื้อ-ขายทองในช่วงที่ราคาผันผวน

          พี่เรียมรีบเดินทางกลับมาเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่ทางร้านปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของรองผู้จัดการ (ซึ่งภายหลังทราบว่าแท้จริงคือผู้จัดการร้าน) ไม่เกี่ยวกับร้าน และกดดันให้พี่เรียมทำสัญญาเงินกู้กับพนักงานดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเป็น "ลูกหนี้" และพี่เรียมเป็น "เจ้าหนี้" แทน

          พี่เรียมซึ่งไม่รู้เรื่องกฎหมายก็ลงนามในสัญญาดังกล่าวโดยไม่ทันได้คิด ทำให้ร้านทองสะบัดมือออกจากปัญหา 276,000 บาทนั้นโดยสิ้นเชิง

ทอง 140 บาท : ได้คืนแค่ 80 บาท

          เมื่อพี่เรียมขอเบิกทองคืนทั้งหมด 140 บาท ทางร้านยอมคืนให้เพียง 80 บาทเท่านั้น โดยอ้างว่า 80 บาทดังกล่าวมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน ส่วนอีก 60 บาทที่เหลือซึ่งชำระด้วยเงินสดนั้น ทางร้านอ้างว่า "บิลไม่ตรง" "ไม่มีลายเซ็น" และต้องการตรวจสอบกล้องวงจรปิดก่อน

          ยิ่งกว่านั้นทางร้านยังกล่าวหาว่าพี่เรียมซื้อทอง 2 บาท โดยไม่มีการจ่ายเงิน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากกล้องวงจรปิด ทั้งที่พี่เรียมมีบิลซึ่งออกโดยร้านทอง พร้อมตรายางและลายเซ็นผู้จัดการอยู่ในมืออยู่แล้ว

          พี่เรียมเล่าว่าร่ำไห้อยู่เป็นเดือน นอนไม่หลับ กินไม่ได้ และไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แถมยังถูกขู่เรื่องภาษีย้อนหลังอีกด้วย

ทองหาย

ทองหาย

ทนายเข้าช่วย คดีพุ่งสู่ศาล

          พี่เรียมได้รับความช่วยเหลือจาก อนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ซึ่งยื่นโนติสขอเจรจา และเดินทางไปพบร้านทองที่พิมายโดยตรง ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายดังนี้

          - แจ้งความหมิ่นประมาท กรณีร้านกล่าวหาพี่เรียมร่วมฉ้อโกง (แจ้งความเมื่อวันที่ 20 เม.ย.)
          - แจ้งความยักยอกทรัพย์ กรณีไม่คืนทอง 60 บาท
          - ฟ้องศาลจังหวัดพิมาย เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท (เงินต้น 4 ล้านกว่าบาท + ค่าเสียหายเชิงธุรกิจ 1 ล้านบาทในฐานะคดีผู้บริโภค)

ทองหาย

เจ้าของร้าน เปิดใจในรายการโหนกระแส

          เจ้าของร้าน (หนึ่งในผู้ถือหุ้น) ยืนยันว่าตรวจสอบแล้วพบว่าเงินไม่เข้าระบบร้าน และขอให้การรายละเอียดในชั้นศาลแทน แต่ยอมรับว่าพี่เรียมน่าจะเป็นเหยื่อของผู้จัดการเช่นกัน พร้อมยืนยันว่ายินดีนำทอง 60 บาทที่เหลือไปวางไว้ที่ศาลตามที่รายการเสนอ

          อดีตผู้จัดการร้านโทรศัพท์เข้ามาในรายการพร้อมร้องไห้ ยืนยันว่า "พี่เรียมจ่ายเงินสดทุกครั้ง" และทุกครั้งที่มีการซื้อ-ขายจะมีการตัดยอดในระบบร้านเสมอ พร้อมยืนยันว่าพร้อมเป็นพยานในคดี แม้จะกลัว และปัจจุบันต้องดูแลพ่อที่โรงพยาบาลอยู่

          ทนายอนันต์ชัย ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการยักยอกเงินจริง ร้านทองซึ่งต้องตัดยอดสต็อกทุกวันตอนเย็นจะต้องพบความผิดปกติทันที จึงตั้งคำถามว่าผู้จัดการทุจริตจริงหรือเป็นเพียง "ตกกระไดพลอยโจน"

          คดีนี้สะท้อนความเสี่ยงของการ "ฝากทอง" กับร้านค้าโดยไม่มีหลักฐานการโอนเงิน และชี้ให้เห็นว่าเมื่อพนักงานยักยอกทรัพย์ภายในร้าน นายจ้างไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อลูกค้าได้ตามหลักกฎหมายแรงงานและสัญญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพิมาย และทางร้านได้ตกลงนำทองที่เหลือ 60 บาทไปวางไว้ที่ศาลเพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป 

ทองหาย

ทองหาย

ทองหาย









เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สาวสุดช้ำ ฝากทองร้านประจำ 140 บาท สุดท้ายได้คืนแค่ 80 บาท โพสต์เมื่อ 24 เมษายน 2569 เวลา 18:01:26 167,087 อ่าน
TOP
x close