
กรณีที่เกิดเหตุการณ์ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ 30 ตัว ว่ายเข้ามาเกยตื้นที่เกาะราชาใหญ่ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวานนี้(27 มิ.ย.) ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน บ้านแหลมพันวา จ.ภูเก็ต ได้มีการนำซากวาฬเพชฌฆาตดำเพศเมีย ขนาดตัวยาว 3.5 เมตร หนักกว่า 300 กิโลกรัม 1 ในวาฬเกยตื้นมาผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตาย รวมถึงหาสาเหตุการเกยตื้นครั้งใหญ่
น.ส.กาญจนา อดุลยานุโกศล นักวิชาการประมง 8 ว หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต เผยว่า หลังรับแจ้งว่ามีฝูงวาฬ ประมาณ 30 ตัว มาเกยตื้นที่อ่าวตะวันตกของเกาะราชาใหญ่เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ทางเจ้าหน้าที่ได้รีบเดินทางไปช่วยชีวิตฝูงวาฬดังกล่าว พบว่าวาฬที่มาเกยตื้นเป็นวาฬเพชฌ ฆาตดำ (False Killer Whale, Pseudorca cassidens) จึงร่วมกับชาวบ้านเคลื่อนย้ายฝูงวาฬราว 20 ตัวไปยังอ่าวฝั่งตะวันออก และช่วยกันส่งกลับออกสู่ทะเลสำเร็จ ส่วนที่ยังเหลือมีราว 10 ตัว
เบื้องต้น น.สพ.สนธยา มานะวัฒนา นายสัตวแพทย์กลุ่มสัตว์หายาก ได้ฉีดยาบำรุงและยาคลายเครียดให้กับวาฬทุกตัว มีคนช่วยดูแลช่วยให้หายใจ ตัวละ 4-5 คน ได้ทำการอนุบาลเบื้องต้นตั้งแต่เวลา 19.00 น. จนเวลาประมาณ 22.30 น. วาฬทั้งหมดมีอาการดีขึ้นมาก การหายใจเป็นปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปล่อยวาฬจำนวน 10 ตัว กลับลงทะเลในเวลาประมาณ 23.00-24.00 น. โดยทั้งหมดว่ายออกไปสู่ทะเลเปิดอย่างปลอดภัย จากการวัดขนาดความยาววาฬทั้งหมด 10 ตัว มีความยาวระหว่าง 2.6-4.2 เมตร
น.สพ.สนธยา กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทยที่พบวาฬขนาดใหญ่มาเกยตื้นฝูงใหญ่ขนาดนี้ แม้ในต่างประเทศจะเกิดเหตุเช่นนี้บ่อยๆ และจำนวนฝูงเกยตื้นมากหลายร้อยตัว ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการนำทางที่ผิดพลาดของจ่าฝูง การเกิดโรคระบาด เช่น เชื้อไวรัสอย่างรุนแรงในฝูง การเปลี่ยนแปลงทิศทางของสนามแม่เหล็กโลก การทดลองเรื่องเสียงใต้น้ำ หรือการใช้คลื่นเสียงในการสำรวจชั้นน้ำมันในทะเล เป็นต้น สำหรับกรณีนี้คาดว่าจ่าฝูงของกลุ่มนำทางมาผิด เข้าสู่ที่ตื้น ทำให้ระบบสื่อสารสับสนและประกอบกับคลื่นลมแรง น้ำหนักตัวที่มากและมีขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถช่วยตัวเองในการที่จะหาทิศทางที่ถูกต้องว่ายกลับทะเลลึกได้
หลังการผ่าพิสูจน์ซากวาฬที่ตาย น.สพ.สนธยา เปิดเผยเบื้องต้นว่า วาฬตัวดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากการจมน้ำ พบมีของเหลวที่ปอด คาดว่าเกิดจากการสำลักน้ำในช่วงเกยตื้น และถูกคลื่นซัดจนหงายท้อง ตามลำตัวพบมีแผลถลอกเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ จึงสรุปว่าไม่น่าเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย ในราว 2 สัปดาห์คงทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยมีการนำตับ ปอด ม้าม และเนื้อเยื่อไปส่องกล้องเพื่อตรวจสอบด้านจุลพยาธิวิทยาอีกครั้ง จะทราบแน่ชัดว่าตายด้วยเหตุใด เพื่อจะได้สรุปหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมฝูงวาฬนี้จึงเข้ามาเกยตื้นด้วย
ขณะที่ นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการประมง 7 ว ระบุว่า เชื่อว่าเกิดจากการที่จ่าฝูงนำทางผิด ไม่น่าเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพียงแต่ในบ้านเราโอกาสที่จะพบเห็นมีน้อยมาก เท่าที่ตรวจสอบไม่พบมีการติดเชื้อเหมือนกรณีที่ฝูงวาฬจำนวนมากเข้ามาเกยตื้นในต่างประเทศ ซึ่งในไทยมีรายงานการพบซากวาฬชนิดนี้เกยตื้นแล้ว 8 ตัว ได้แก่ ที่จ.ระยอง 1 ตัว สุราษฎร์ธานี 3 ตัว กระบี่ 2 ตัว และภูเก็ต 2 ตัว รายงานการพบเห็นฝูงใหญ่ในธรรมชาติ เคยมีรายงานว่าพบที่บริเวณเกาะสุรินทร์และสิมิลันเป็นประจำ ฝูงใหญ่ประมาณ 30-50 ตัว และนักท่องเที่ยวเคยรายงานมาบ้างว่ายังคงพบวาฬฝูงนี้เสมอๆ ในบริเวณนี้ อาหารส่วนใหญ่เป็นปลาและหมึก แต่บางครั้งอาจจู่โจมโลมาขนาดเล็ก
ข้อมูลและภาพประกอบจาก






