
กลับมากลายเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจกันอีกครั้งสำหรับกรณีเขาพระวิหาร หรือปราสาทเขาพระวิหาร ที่ประกอบไปด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมากเป็นบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองสมัยก่อน
มีบันไดทางขึ้นไปสู่ตัวปราสาททั้งหมด 162 ขั้น เป็นพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ของประเทศไทย แต่ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเขาพระวิหารนั้นต้องขอออกตัวก่อนว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการนำเสนอ ไม่ได้เป็นการปลุกระดมความเป็นชาตินิยมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ลุกขึ้นมาทะเลาะกันแต่อย่างใด

เดิมทีพื้นที่แห่งนี้อยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทยแต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ล่าสุดฝ่ายเขมรก็ได้ยื่นเรื่องขอเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยผ่านความเห็นชอบจาก นพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ของไทย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2550 จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้คนไทยบางส่วนเกิดความไม่พอใจการกระทำของ นพดล จึงลุกฮือประท้วงกัน ซึ่งความไม่สงบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ลองไปฟังความคิดเห็นของคนในวงการบันเทิงเกี่ยวกับเรื่องเขาพระวิหารกันบ้าง

เริ่มที่"จี๊ด" แสงทอง เกตุอู่ทอง บอกว่าเคยไปเที่ยวเขาพระวิหารเหมือนกัน ประทับใจในความสวยงามของโบราณสถานแห่งนี้ เพราะดูมีเอกลักษณ์และเป็นสถานที่ที่มีความเก่าแก่ ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก และอันที่จริงสถานที่แห่งนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อกันมานานแล้ว
"ถ้าลองคิดเล่นๆดู สมมติจี๊ดได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คงไม่ปล่อยปัญหาให้มันคาราคาซังมาถึงขนาดนี้ จะหาข้อยุติของเรื่องนี้ ตัดสินใจอย่างโปร่งใสชัดเจน ไม่ทำให้คนคลางแคลงใจ จี๊ดจะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้มีความเป็นกลางไม่เห็นแก่ประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสุดท้ายคนเราเกิดมามีแค่ชีวิตหนึ่ง ในเมื่อมีคนให้ความเคารพนับถือเราแล้ว ก็ถือว่าเป็นโชคดีแล้ว ฉะนั้นจึงควรจะใช้โอกาสตรงนั้นทำอะไรตอบแทนความไว้วางใจที่ได้มาบ้าง
หากเราต้องเสียดินแดนตรงนี้ไปจริงๆทุกคนย่อมมีความเสียดายเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนมานั่งทะเลาะกันเอง ไม่รู้จะทะเลาะกันไปทำไม อยากให้ทุกฝ่ายรักกันไว้เถิด" จี๊ดเสนอความคิดเห็น
ด้าน"ตั้ว" ศรัณยู วงษ์กระจ่าง บอกว่าถึงแม้ตัวเองจะไม่เคยไปเที่ยวเขาพระวิหารเลยสักครั้งแต่การกระทำของนพดลที่ยอมรับข้อตกลงของเขมรโดยง่าย ไม่คิดถึงผลที่จะตามมานั้น สงสัยได้ว่าเขามีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า มันเกิดข้อคลางแคลงใจเต็มไปหมด เพราะงุบงิบรีบทำ ไม่ปรึกษาประชาชนเลย อันที่จริงเรื่องนี้ควรนำเข้าสภาประชุมหารือร่วมกัน ทำประชาพิจารณ์ เพื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ไม่ใช่ตัดสินใจคนเดียว หรือทำงานเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ชาติไทยต้องมาเสียประเทศในรัฐบาลชุดนี้ ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษต่อสู้รักษาอาณาจักรมาด้วยเลือดเนื้อ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ยุให้คนตีกัน
"หากเปรียบสิ่งที่นพดลทำไปนั้นมันเหมือนว่าคนในบ้านแอบเอาของในบ้านไปขาย โดยที่ไม่บอกสมาชิกในบ้านให้รับรู้ แต่ตอนนี้ศาลปกครองกลาง ก็มีคำสั่งคุ้มครองเขาพระวิหารชั่วคราวแล้ว ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเป็นพวกบ้าคลั่งรักชาติหรอกนะ แค่มองว่าทำไมคนกันเองถึงทำกันเองอย่างนี้" ตั้วแจกแจง

ฟาก"จอย" ศิริลักษณ์ผ่องโชค ก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกับ "ตั้ว" ศรัณยู พร้อมกับบอกว่ารัฐบาลควรจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใส เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ตอนนี้กำลังรออยู่ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เพราะถึงแม้ตนเองจะไม่คิดอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งนั้น ก็อยากให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำงานเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง และอยากให้คนที่ทำผิดได้รับโทษ เรื่องนี้มันก็เหมือนโจรเอาของที่ขโมยไปแล้วนำมาคืนเจ้าของ ถึงอย่างไงก็ต้องได้รับโทษอยู่ดี
"จอยว่าเรื่องเขาพระวิหารนี้เป็นเรื่องที่ต้องถกกันให้เคลียร์ได้แล้ว เพราะตอนนี้เราได้เสียอำนาจอธิปไตยไปแล้ว ฉะนั้นจอยจึงอยากให้คนไทยลุกขึ้นมาปกป้องอำนาจอธิปไตยของเรา เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญ หวังว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายลงด้วยดี กระบวนการยุติธรรมทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ตกอยู่ในอาจของใคร ที่สำคัญอยากให้คนไทยรับข้อมูลจากทุกด้าน ไม่ใช่ทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากแต่ละฝั่งอาจมีการถ่ายทอดข้อมูลออกมาแตกต่างกัน" จอยกล่าวเสียงจริงจัง
ส่วน ลีโอ พุฒ กล่าวว่ากรณีของเขาพระวิหารนั้น ถือเป็นความเจ็บช้ำของไทยตั้งแต่อดีต เมื่อครั้งที่เราต้องเสียดินแดนให้แก่ประเทศกัมพูชาแล้ว และครั้งนี้ยังต้องมาเสียให้พวกเขาอีกหรือ
"จริงๆในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมก็อยากให้เราได้เขาพระวิหารอยู่แล้ว ตอนนี้ผมก็ใม่รู้ว่าท่านนพดล จะมีวิธีการแก้ปัญานี้อย่างไร ตัวผมก็ได้แต่หวังว่าท่านจะทำทุกอย่างให้โปร่งใส รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
หากลองคิดเล่นๆถ้าเกิดผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ ไหนๆ ประเทศกัมพูชา กับไทย ก็มีดินแดนก้ำกึ่งกัน เป็นบ้านพี่เมืองน้องกันอยู่แล้ว ผมจะแก้ปัญหานี้ด้วยการแบ่งเค้กกัน เพราะสถานที่ตรงนี้ผมว่ามันน่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นสัญลักษณ์ทางการทูตระหว่างประเทศได้ เพราะอันที่จริงตอนนี้รายได้จากการท่องเที่ยวจากที่ตรงนี้ก็ใช่ว่าจะเยอะมากมาย ถ้าเรามาร่วมมือกันมันน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่ามาทะเลาะกันอย่างนี้ เนื่องจากเขาพระวิหาร ก็ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอยู่แล้ว
สุดท้ายสิ่งสำคัญที่ผมอยากฝากถึงคนไทยและคนกัมพูชาคือเราไม่ใช่ศัตรูกัน ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นชาวพุทธเหมือกัน ศาสนาของเราไม่ได้สอนให้โกรธกัน เข่นฆ่ากัน อย่าไปหลงเชื่อคำโฆษณาของคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่มาใช้ให้เราตีกันเองเลย" ลีโอ พุฒกล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามขอให้เรื่องนี้จบลงอย่างสันติสุข






