
ศาลฎีกาชี้ชะตา "ยุทธ ตู้เย็น" 8 ก.ค. ระวัง "สึนามิ" ถล่มพรรคพลังประชาชน
วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เป็นอีกวันหนึ่งที่คอการเมืองไทยและประชาชนไทยกลั้นหายใจลุ้น เพราะเป็นวันที่ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งจะ "เคาะ" คดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้วินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือให้ "ใบแดง" แก่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชนเนื่องจากทุจริตการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย
ที่ต้องลุ้น เพราะนายยงยุทธยังพ่วงตำแหน่ง "รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน" หากศาลฎีกาชี้ขาดตามมติของ กกต. ย่อมเป็นการโหมเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุแล้วอยู่ในขณะนี้ ให้ร้อนฉ่าขึ้นอีก เพราะนั่นหมายความว่า ...พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอาจถูกยุบ.... ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 103 วรรคสอง ที่กำหนดไว้ว่า
"ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว ไม่ได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิถีทางซึ่งมิได้เป็นไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้กกต. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (มาตรา 94 (1) ) ที่กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น!
ส.ส. ที่เหลือของพรรคพลังประชาชนต้องแตกกระซานส่านเซ็น..... หาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน !!
แต่ถ้าศาลพิพากษาออกมาอีกทาง ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน ซึ่งกำลัง "ฮึ่มๆ" ตอนนี้ จะงัดยุทธวิธีใดออกมาขัดขาพรรคพลังประชาชนสะดุดล้มคว่ำคะมำหงาย เพื่อพลิกให้ "โอกาส" มาเป็นของตนเอง หลังจากที่เคยชูประเด็นรัฐบาลพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อเป็นทางรอดจากการถูกยุบพรรค ออกมาชุมนุมกันใหญ่โต จนป่านนี้ยังไม่ยอมเลิกรา
หากจะย้อนอดีตเรื่องการให้ใบแดงนายยงยุทธกลับไปนั้น นับว่าเป็นหนังเรื่องยาว มีหลายตัวละคร เริ่มจาก "ชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ" กำนันตำบลจันจว้า อ.แม่จัน จ.เชี่ยงราย ออกมาปูดว่า นายยงยุทธได้นัดกำนัน 10 คนไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เพื่อ "มอบเงิน" ให้คนละ 20,000 บาท เพื่อทุจริตการเลือกตั้ง
ด้านนายยงยุทธออกมาโต้ว่า นายชัยวัฒน์เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือและยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พร้อมระบุว่าถูกกระบวนการจากพรรคการเมืองหนึ่งเล่นงาน และยอมรับว่าได้ไปพบ 10 กำนันที่โรงแรมจริง แต่ไม่ใช่เพื่อการทุจริต เพราะเป็นการพบเพื่อหารือการขุดคลอง!
กกต. ได้สืบสวนสอบสวนพยานและหลักฐาน มีการเปลี่ยนประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน 2 ครั้ง จาก พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ซึ่งถูกนายยงยุทธโจมตีว่าไม่เป็นกลาง มาเป็นนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
การสอบสวนลากยาวมาตั้งแต่ก่อนที่ กกต. จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. จนเมื่อถึงเวลาต้องประกาศรับรองแล้วก็ยังทำสำนวนไม่เสร็จ กกต. จึงมีมติรับรองผลการเลือกตั้งให้นายยงยุทธไปก่อน พร้อมกับพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นว่า "หากพบว่านายยงยุทธทำผิดจริง กกต. ยังให้ใบแดงได้ แต่ศาลฎีกาฯ จะเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย ทำให้นายยงยุทธได้นั่งในตำแหน่ง "ทั่นประธานสภาฯ" อยู่ชั่วระยะหนึ่ง
ภายหลังการพยายามเตะถ่วง ทั้งการขอให้สอบพยานเพิ่ม ทั้งอ้างว่าไม่ว่างเข้าให้ปากคำครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 กกต. เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาสำนวนนี้ โดยพิจารณานานกว่า 2 ชั่วโมง
นายสมชัย จึงประเสรฐ กกต. เดินออกจากห้องประชุมและบอกนักข่าวว่า "กกต. พิจารณาสำนวนเสร็จแล้ว ที่ประชุมมีมติให้ส่งความเห็นให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ มติ 3 ต่อ 2" ซึ่งภายหลังก็ทราบกันดีว่า มติ 3 ต่อ 2 นั้นคือใคร เสียงข้างมาก คือ กกต. ที่พันธมิตรฯ นำดอกไม้ไปฝาก "อภิชาต-ประพันธ์-สุเมธ" ส่วนเสียงข้างน้อย คือ "สมชัย-สดศรี"
นายสมชัยเห็นว่า การกระทำของนายยงยุทธไม่ผิดกฎหมาย ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม เห็นว่าควรรวมสำนวนนี้เข้ากับสำนวนปราศรัยใส่ร้ายกองทัพแล้วพิจารณาร่วมกันครั้งเดียว
อย่างไรก็ตามการให้ใบแดงครั้งนี้ ทำให้นายยงยุทธกระเด็นตกจากเก้าอี้ "ทั่นประธาน." และหยุดการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อศาลฎีกามีคำสี่งรับคำร้องดังกล่าวนายยงยุทธได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภา
เมื่อเข้ามาถึงชั้นของศาลฎีกา ก็เกิดเรื่องร้อนๆ ขึ้นภายในกกต. อีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาซัดว่า กกต. มี "หนอนบ่อนไส้" เข้าไปเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง ส่งผลให้กกต. เรียงแถวกันออกมายืนยันว่า "ไม่เป็นความจริง" สืบเนืองจากการที่ "นายสาคร ศิริชัย" ทนายความของนายยงยุทธ ขอให้กกต. ตรวจสอบว่านายชัยวัฒน์เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พลังประชาชน หรือพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีของศาลฎีกา ....
.... วันที่ 8 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่กกต. ได้ตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรค ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์! โดยได้สมัครเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547
เมื่อทราบข่าว นายไชยวัฒน์ควบม้าเร็วเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมประธานกกต. พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า "ไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" เพราะเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย และต่อมาได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าสามารถเป็นสมาชิกพรรคได้เพียงพรรคเดียวเท่านั้น ร้องขอให้กกต. ตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะกำลังถูกใส่ร้าย และถูกนายยงยุทธฟ้องร้องว่าเบิกความเท็จ!!
นางสาวรัศมี เพ็ญสุข ทนายความจากสภาทนายความ ร่วมตั้งข้อสงสัยอีก 1 เสียงว่า ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักงานกกต. ระบุว่า นายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2548 และเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ซึ่งไม่ตรงกับหนังสือของสำนักงานกกต. ที่ระบุว่านายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว มีความน่าสงสัยว่าการจัดทำเอกสารของเจ้าหน้าที่กกต. มีข้อพิรุธน่าสงสัยและอาจมีการปกปิดข้อมูลบางส่วน เพื่อเอื้อประโยชน์กับอีกฝ่าย
....วันที่ 15 พฤษภาคม กกต. ตรวจสอบพบว่านายชัยวัฒน์เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยจริง โดยสมัครเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2548 จริง! แต่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ และพ้นสภาพไปเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550
อย่างไรก็ตามในคำแถลงการณ์ปิดคดีของกกต. ที่ยื่นต่อศาลฎีกายอมรับว่า มีการปลอมแปลงลายมือชื่อในหนังสือที่ยื่นถึงศาลฎีกาเรื่องที่อ้างว่าทนายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกัน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนซึ่งเป็นผู้ลงนามในหนังสือที่ยื่นต่อศาลยอมรับแล้วว่าเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว
ผลการตัดสินของศาลฎีกาจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นอีกไม่นานเกินรอ วันที่ 8 กรกฎาคม จึงเป็นวันที่อาจแรงสะเทือนระดับ "สึนามิ" ให้กับการเมืองไทยเพราะมีผลถึงสถานะของพรรคพลังประชาชนด้วย






