
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ปัญหาการตะลุมบอนกันของม็อบ 2 ฝ่าย ระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับชมรมคนรักอุดร หลังกลุ่มพันธมิตรฯ ไปเปิดเวทีปราศรัยภายในหนองประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จนถึงขั้นเลือดตกยางออก ทั้งที่เป็นคนไทยร่วมชาติเดียวกันนั้น ล่าสุดวานนี้ (29 กรกฎาคม) นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ จังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยผู้บาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยกลุ่มชมรมคนรักอุดร เข้ายื่นเรื่องร้องต่อนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้ตรวจสอบผู้กระทำผิดและหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก
ทั้งนี้นายสมชาย กล่าวว่า การทำร้ายร่างกายเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ นอกจากคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ แล้ว ยังมีคณะกรรมาธิการอีก 2 คณะ ที่จะร่วมตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวร่วมกันคือ คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและตำรวจ และคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา โดยจะมีการลงพื้นที่เกิดเหตุในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ และจะเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี และผู้กำกับการตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ โดยจะดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ด้านนายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เหตุการณ์ที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มต่อต้านที่จังหวัดอุดรธานี ตนได้ตำหนินายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ว่าทำไมจึงไม่รู้ว่ามีการปลุกระดมในพื้นที่ จนเป็นเหตุให้มีการปะทะ และตนได้สั่งให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยในเขตพื้นที่ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับนายสุพจน์ว่ามีการแกล้งวางเฉย มีใบสั่ง หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่จริงหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจริงจะต้องมีการลงโทษ
นอกจากนี้นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงผลการประชุม ป.ป.ช. ว่าที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี และผู้กำกับการตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ได้ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งไปทำร้ายร่างกายประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้สิทธิแสดงความเห็นโดยสงบปราศจากอาวุธ เป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และบางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส





