หลัง พันธมิตร บุกสถานที่ราชการ จะเกิดอะไรขึ้น?

ม็อบพันธมิตร


คาดการณ์สถานการณ์การเมือง หลังพันธมิตรบุกสถานที่ราชการ

          สถานการณ์ด้านการเมือง ณ ปัจจุบัน สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ทาง SIU ได้ประเมินไว้ในจดหมายข่าวคาดการณ์เรื่องการเมืองระยะยาว ฉบับที่ 3 ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2551 (หมายเหตุ: จดหมายข่าวฉบับนี้ได้ลงพิมพ์ในประชาไทด้วย)

เปรียบเทียบการประเมินในจดหมายข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน

          1. กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ไม่ส่งผลดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพลังประชาชน : มีการฟ้องยึดทรัพย์ 

          2. พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกลี้ภัย : พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกเดินทางไปยังอังกฤษหลังจากเดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศจีน และส่งแถลงการณ์ว่าจะไม่กลับเข้าประเทศ 

          3. สมัครจะยังไม่เลือกยุบสภา : ยังไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

          4. ปราสาทพระวิหารจะลดความร้อนแรงลง : สถานการณ์ลดความตึงเครียดลง มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย 

          5. จะยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ : ยังไม่มีการรณรงค์แก้ไขจากรัฐบาล หรือยื่นเป็นกระทู้ 

          6. กระทรวงการคลังจะขัดแย้งกับธนาคารแห่งประเทศไทย : มีกระแสข่าวขัดแย้งกันเกิดขึ้นจริง แต่ภายหลังพระราชดำรัส ท่าทีของกระทรวงการคลังออกมาประนีประนอมมากขึ้น 

          7. มีความเสี่ยงแตกหัก การนัดหยุดงาน, ชุมนุมใหญ่, ระเบิด : พันธมิตรฯ ประกาศอารยขัดขืนขั้นสูงสุด ยึด NBT, ยึดทำเนียบ และเข้าไปยึดพื้นที่หน้ากระทรวงการคลัง
 


ม็อบพันธมิตร


          บทวิเคราะห์คาดการณ์ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงล่วงหน้า สะท้อนถึงทฤษฎีและข่าวกรองที่ถูกต้อง...คาดการณ์สถานการณ์ระยะต่อไปดังนี้

ยุทธศาสตร์ของพันธมิตรฯ

          1. พยายามยั่วยุให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงตอบโต้ + สร้างภาพให้เกิดความวุ่นวายและรัฐบาลปฏิบัติงานไม่ได้ 

          2. หากยั่วยุไม่สำเร็จจะชุมนุมยืดเยื้ออย่างต่ำ 3 วัน แต่ปัญหาคือ แกนหลักเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งจะเช้าไปเย็นกลับและไม่ทนการชุมนุมนานๆ (คนที่ชุมนุมนานๆ จะเป็นพวกสันติอโศก)

          ความเชื่อของพันธมิตร วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า หากรัฐบาลปฏิบัติภารกิจไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมกลไกราชการได้ ก็จะต้องลาออก หรือมีรัฐบาลชั่วคราว หากปราบก็จะพบกับการลุกฮือของฝูงชน ซึ่งเหมือนกรณี 14 ตุลา, พฤษภาทมิฬ แต่ตอนนี้เชื่อว่ายังเป็นไปได้ยากเพราะจำนวนคนน้อยเกินไป (1-2 หมื่นคน ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรอง) การกดดันให้ได้ผลมากกว่านี้ต้องใช้คนอย่างต่ำ 100,000 คนขึ้นไป และโฟกัสเป็นจุดมากกว่าดาวกระจาย 


ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

          1. รัฐบาลจะไม่ใช้กระบวนการรุนแรงในการจัดการกับพันธมิตรฯ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดการขยายผล 

          2. หากการชุมนุมยืดเยื้อ และคนยังเยอะ รัฐบาลอาจจะต้องตอบโต้ด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง 

          - รูปแบบแรง --> ประกาศ พรก. ฉุกเฉิน, จับกุมแกนนำ 
          - รูปแบบเบา --> สมัครลาออก หรืออาจจะยุบสภา 
          - แต่น่าจะเป็นยื้อไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอดทนไม่ได้มากกว่า รัฐบาลน่าจะใช้วิธีว่า ถ้าโดนยึดทางนี้ ก็ใช้ช่องทางอื่นปฏิบัติหน้าที่แทน ทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีผลกระทบ 

          ความเชื่อของรัฐบาลวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า พันธมิตรฯ หมดเงินทุนเคลื่อนไหว ซึ่งจะมีผลกระทบโดยเฉพาะ การออกอากาศของ ASTV ซึ่งเป็นอาวุธหลัก



พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา


ยุทธศาสตร์ของฝ่ายทหาร

          1. ทหารปีกอนุพงษ์จะไม่ออกมารัฐประหาร เนื่องจากไม่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล การรัฐประหารในช่วงนี้เสี่ยงเกินไป และไม่ได้รับผลประโยชน์ เทียบกับผลตอบแทนที่ได้งบจากทหาร เพิ่มขึ้น 11.9% และสมัครให้อิสระอนุพงษ์ในการจัดโผเต็มที่

ปฏิกิริยาของกลไกรัฐ

          1. การประปานครหลวง และการไฟฟ้านครหลวง เตรียมรับมือกรณีโดนตัดน้ำไฟ หากมีเหตุเกิดขึ้น จะแก้ไขภายใน 30 นาที 

          2. NBT เตรียมแผนรับมือกันการเชื่อมสัญญาณจาก ASTV ซึ่งหาก ASTV ทำได้จะเป็นสัญลักษณ์ว่าการรัฐประหารโดย uprising มีผลในเชิงจิตวิทยา

ปฏิกิริยาชนชั้นกลางและสื่อ

          1. สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ประณาม 80 พันธมิตรฯ ที่ใช้อาวุธ + เข้ายึด NBT ควรใช้วิธีและกลไกตามกฎหมาย 

          2. ชนชั้นกลางมีความเห็นว่าทำให้สังคมวุ่นวาย และตลาดหุ้นตก 

          สรุป: คาดการณ์ยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย จะออกมาเป็นชุมนุมยืดเยื้อ ตามจุดต่างๆ จนกว่าพันธมิตรฯ จะเปลี่ยนเกมอื่น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เขียนโดย isriya
ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
หลัง พันธมิตร บุกสถานที่ราชการ จะเกิดอะไรขึ้น? อัปเดตล่าสุด 28 สิงหาคม 2551 เวลา 10:31:13 58,779 อ่าน
TOP
x close