ตำรวจ 1,000 นาย ฝ่าด่านพันธมิตร เข้าทำเนียบฯ ได้แล้ว




ตำรวจสั่งปิดหมาย "บังคับคดี" รอบทำเนียบฯ 5 จุด ตรึงกำลังจุดละ 150 นาย ขู่ใครขวางเจอ "คุก" แน่ 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 29 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 1,000 นาย ได้ฝ่าแนวรั้วของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งด่านสกัดตรงบริเวณสำนักงาน สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้ามาประชิดกับแนวรั้วของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกมิสกวัน โดยตำรวจได้นำกระบองมาตีเกราะ และโห่ร้อง ซึ่งเป็นการสร้างความตกใจให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าราชการวิ่งกรูกันขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคาร สพฐ. เพื่อสังเกตการณ์และปรบมือโห่ร้อง และบอกว่าอย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้นำลังน้ำโพลาริส ที่มีผู้บริจาคมากองกั้นเป็นกำแพงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ห่างจากผู้ชุมนุมเพียง 100 เมตร

          จากนั้น เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝ่าด่านสกัดและเข้ารื้อข้าวของของพันธมิตรฯ สำเร็จ โดยใช้เวลานานร่วม 10 นาทีก็สามารถฝ่ากำแพงแนวรั้วของพันธมิตรฯได้ โดยเข้ามาตั้งหลักอยู่ที่แยกมิสกวัน และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

          ต่อมา 10.10 น. ตำรวจจำนวนหนึ่งได้บุกเข้าไปในทำเนียบฯ บริเวณประตู 5 ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาฯ ได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนกลุ่มนายตำรวจที่อยู่บริเวณแยกมิสกวัน ได้มีการตั้งแถวเตรียมที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่ทำเนียบฯด้านประตู 5 เช่นกัน ขณะที่พิธีกรบนเวทีได้มีการประกาศเป็นระยะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอย่าตื่นตกใจ ทั้งหมดเป็นเพียงการข่มขวัญ เพราะอย่างไร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถสลายการชุมนุมที่ทำเนียบฯ ได้

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ตำรวจนับพันนายได้เข้าไปในทำเนียบฯ จากนั้นมีนายตำรวจร่วม 300 นายได้มายืนติดประตู 5 ของทำเนียบฯฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการไม่ให้พันธมิตรฯ ผ่านเข้าออก

          ตำรวจสั่งปิดหมาย "บังคับคดี" รอบทำเนียบฯ ตรึงเจ้าหน้าที่ จุดละ 150 นาย รวม 750 นาย ขู่ใครขวางมีโทษ ศาลแพ่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จัดการให้แกนนำทำตามคำสั่งศาล นำม็อบออกจากทำเนียบ ทนายพันธมิตรยื่นอุทธรณ์ พร้อมขอทุเลาการบังคับคดีที่ยังไม่ทำตามคำสั่งศาล เตรียมฟ้องกลับคนกล่าวหาเป็นกบฏ 

          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะตัวแทนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติในการเข้าปิดประกาศหมายบังคับคดีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง ที่มีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล รื้อถอนสิ่งกีดขวางและเปิดการจราจรบน ถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนิน เพื่อให้ผู้ชุมนุมรับทราบโดยทั่วกัน 

          ภายหลังการประชุมได้มีข้อสรุปว่า จะนำหมายบังคับคดีไปติดที่ทำเนียบรัฐบาล สะพานชมัยมรุเชษฐ์ สะพานมัฆวานรังสรรค์ แยกมิสกวัน ลานพระบรมรูปทรงม้า และสะพานอรทัย โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสนับสนุนจุดละ 150 นาย รวมทั้งสิ้น 5 จุด 750 นาย และจะมีการอ่านประกาศให้ผู้ชุมนุมรับทราบในแต่ละจุดด้วย หากผู้ใดฝ่าฝืนเข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่หรือฉีกประกาศจะมีความผิดทางอาญา

          ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อวันที่ ว่า เวลา 08.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีที่แต่งตั้งโดยศาลแพ่ง จะไปแจ้งกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มผู้ชุมนุมที่บุกรุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อบังคับคดีตามคำสั่งศาล โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยื่นไว้ และสามารถเข้ารื้อถอนได้ทันที 

          พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่อว่า หากมีใครขัดขวางถือว่ามีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการต่อสู้ขัดขวางและไม่ออกจากพื้นที่ตามคำสั่งของศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดี มีโทษตามมาตรา 138 -140

          พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวว่า ในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 08.00 น. ตนมอบหมายให้ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รอง ผบช.น.ให้เป็นผู้บัญชาการควบคุมสถานการณ์ พร้อม พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 เดินทางไปพร้อมกับเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีนำหมายไปให้กับจำเลย ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามขั้นตอนของกฎหมาย 

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลไม่สามารถออกมาได้ พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า ไม่ได้ติด แต่ให้อยู่ข้างใน รวมทั้งสิ้น 8 กองร้อย หรือ 1,200 นาย

          พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงหลังศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้เป็นไปตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ว่า ถ้ามีผู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถขอความช่วยเหลือจากตำรวจเพื่อดำเนินการบังคับคดีจนได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม และมีคนมาขัดขวางถือว่ามีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน 

          "แกนนำพันธมิตรหรือจำเลย ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมท่านต้องให้บริวารมาถูกดำเนินคดีกับท่านด้วย ผมคิดว่าไม่ใช่ลักษณะของผู้นำ ที่ต้องปกป้องและแอ่นอกรับผิดชอบแทนบริวาร ไม่ใช่จะเข้ามาจับก็มาจับ แต่ขอให้ผ่านคนเหล่านี้มา ต้องให้บริวารเลือดตกยางออกก่อน ถ้าบอกว่าจะจับก็จับ ขอให้มายืนอยู่ข้างหน้าสิครับ ไม่ใช่ให้คนอื่นเขาเจ็บ ตาย เดือดร้อนก่อน จะจับต้องฝ่าด่านผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดงมากมายให้เจ็บให้ตายก่อน จึงจะถึงตัวได้ให้จับตัวท่านได้ พอถึงตัวก็กระโดดไปอยู่ข้างหลังอีก ท่านต้องตอบให้ได้ว่ามันถูกหรือผิด" พล.ต.ต.สุรพลกล่าว




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ตำรวจ 1,000 นาย ฝ่าด่านพันธมิตร เข้าทำเนียบฯ ได้แล้ว อัปเดตล่าสุด 29 สิงหาคม 2551 เวลา 11:12:08 14,646 อ่าน
TOP
x close