
ตำรวจ บุกสลายม็อบ ยิงแก๊สน้ำตา-สเปรย์พริกไทย ปะทะเดือดเจ็บกว่า 40 คน คล้อยหลังแค่ 4 ชม.พันธมิตรบุกยึดพื้นที่คืนสำเร็จ จี้นำตัว ตร.ที่สั่งการทำร้ายม็อบมาลงโทษ ก่อนฮือบุก บช.น.โดนแก๊สน้ำตายิงสวน ศาลแพ่งสั่งงดบังคับคดี พันธมิตรเฮอยู่ทำเนียบต่อ ขณะที่ศาลอาญายกคำร้องขอถอนหมายจับ 9 แกนนำ
เจ้าหน้าที่ตำรวจฉวยโอกาสเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงสายวันที่ 29 สิงหาคม ภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีนำคำสั่งศาลแพ่ง ที่ให้แกนนำพันธมิตรดำเนินการให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลและรื้อถอนเวทีปราศรัย ทั้งนี้ กำลังเจ้าหน้าที่นับพันนายบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลจนเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุมขึ้น เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ต่อมาภายหลังกลุ่มพันธมิตรได้รวมพลังบุกยึดพื้นที่ทำเนียบคืนและผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปได้
ก่อนหน้านี้ เวลา 04.00 น. เรือตรีแซมดิน เลิศบุตรี อายุ 55 ปี ตัวแทนกองทัพธรรม และนายกิตติชัย ใสสะอาด อายุ 45 ปี หัวหน้าการ์ดพันธมิตร เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ต.เอกพล ทวิวงศ์ไชยกุล สารวัตรเวร สน.ดุสิต ว่าพบอาวุธสงคราม ได้แก่ ปืนเอ็ม 16 จำนวน 17 กระบอก กระสุนจำนวน 6,000 นัด ปืนเอชเคจำนวน 13 กระบอก กระสุนจำนวน 440 นัด อาวุธปืนขนาด .38 และกระสุนจำนวน 2,400 นัด อยู่ในลัง 3 ลัง และถูกใช้ไปแล้วบางส่วน ซุกอยู่ภายในอาคารรักษาการณ์ตำรวจสันติบาล บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล

ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า การค้นพบอาวุธสงครามมีความเป็นไปได้ว่า ฝ่ายรัฐกำลังจะใช้ความรุนแรงกับประชาชน ขณะเดียวกันยังมองได้อีกว่า อาจจะเป็นการพยายามใส่ความพันธมิตรว่าซ่องสุมอาวุธ และทำให้เกิดความรุนแรง อย่างไรก็ตามหากตำรวจไม่ยอมมาดูอาวุธที่ตรวจพบ พันธมิตรจะติดต่อให้ทหารมารับอาวุธดังกล่าวไป เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม
อย่างไรก็ตาม ในเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ได้นำรถตู้พร้อมกำลังตำรวจ 10 นาย มารับอาวุธที่กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล โดยมี เรือตรีแซมดิน และการ์ดพันธมิตรคอยดูความเรียบร้อย
ร.ต.อ.ศักริน ไทยธานี เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่คลัง ทำเนียบรัฐบาล บก.ส.3 ระบุว่า อาวุธดังกล่าวมีมานานแล้ว เพื่อไว้ป้องกันดูแลทำเนียบและอารักขาบุคคลสำคัญ
เจ้าพนักงานบังคับคดีติดคำสั่งศาล
ต่อมาเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่พนักงานบังคับคดีนำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง คดีดำเลขที่ 5213/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม ที่มีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกที่เป็นแกนนำพันธมิตร ดำเนินการให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลและให้รื้อถอนเวทีปราศรัยและสิ่งกีดขวางอื่นๆ ออกไป โดยนำประกาศดังกล่าวมาติดไว้ 5 จุดหลัก คือ ที่สะพานชมัยมรุเชฐ สะพานอรทัย สี่แยกมัฆวานรังสรรค์ สี่แยกมิสกวัน และสี่แยกพระบรมรูปทรงม้า
ก่อนหน้านี้ เวลา 09.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมพันนายได้ฝ่าแนวรั้วของกลุ่มพันธมิตร ที่ตั้งด่านสกัดตรงบริเวณสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เข้ามาประชิดกับแนวรั้วของกลุ่มพันธมิตร ที่ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกมิสกวัน ห่างกันเพียง 100 เมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกระบอง ตีเกราะ พร้อมทั้งโห่ร้องและนำรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงเปิดเพลงมาร์ชตำรวจเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีรถขนผู้ต้องหาเคลื่อนตัวกระจายกำลังอยู่ที่บริเวณสี่แยก
ขณะที่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรเตรียมพร้อมโดยมารวมตัวกันและใส่หมวกกันน็อก พร้อมทั้งผูกผ้าพันคอ ผ้าปิดหน้า และนำผ้ายางรดน้ำมาปูไว้ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐเพื่อให้มีความลื่น นอกจากนี้ยังนำเสื้อยืดตัดเป็นชิ้นๆ ชุบน้ำแจกจ่ายให้ผู้ชุมนุมสำหรับปิดกันแก๊สน้ำตา

ตร.บุกสลายการชุมนุมยึดพื้นที่ทำเนียบ
สถานการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลตึงเครียดมากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายกองร้อยได้เดินแถวมาปิดล้อมทำเนียบทุกประตู พร้อมด้วยอาวุธครบมือ ทั้งโล่ แก๊สน้ำตา ไม้กระบอง โดยพันธมิตรต่างเกณฑ์ผู้ชุมนุมมายืนออหน้าบังเกอร์ และห้ามทุกคนถ่ายภาพ แม้แต่ผู้สื่อข่าวก็ห้ามเช่นกัน โดยอ้างว่าเกรงจะมีการปะทะเพราะยั่วยุ
ขณะที่บนเวทีพันธมิตร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำ ขึ้นเวทีปลุกระดมผู้ชุมนุมให้มารวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้ขึ้นข้อความหน้าจอโทรทัศน์ ปลุกระดมเชิญชวนมวลชนมาร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล โดยแนะนำให้เดินทางเข้าทางริมคลองหน้าวัดโสมนัส และเข้าทางสะพานอรทัยหน้า ธ.ก.ส.
กระทั่งเวลา 10.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ตำรวจปราบจลาจล และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) พร้อมโล่และกระบองนับพันนาย บุกเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลฝั่งประตู 5 ด้านตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ขณะเดียวกัน พบว่าเจ้าหน้าที่หน่วยปราบจลาจลจำนวนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนจ่อหัวผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคนคว้าสิ่งของใกล้มือ ทั้งเก้าอี้ ขวดน้ำ ก้อนหิน ขว้างใส่ตำรวจ ซึ่งตำรวจได้ตอบโต้โดยยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม และเข้ารื้อเต็นท์ โดยใช้กระบองและโล่ดันประชาชนที่แยกมิสกวัน เพื่อรุกคืบไปยังทำเนียบรัฐบาล จนเกิดการปะทะกันขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้สเปรย์พริกไทยฉีดพ่นใส่ผู้ชุมนุม และจับผู้ชุมนุมได้ 30 คน มามัดไขว้หลังด้วยเชือก พร้อมจดชื่อและบัตรประชาชน จากนั้นตำรวจได้กระจายกำลังไปยึดตามจุดต่างๆ บริเวณตึกสำนักงานเลขาธิการ ครม. หรือตึกแดง โดยใช้เวลาปฏิบัติการ 20 นาที ก็สามารถตรึงกำลังครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำเนียบได้ หลังจากนั้นได้ปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกจับ 30 คน
"ปฐมพงษ์-30 ส.ว.-อภิสิทธิ์" เยี่ยมม็อบ
ช่วงบ่ายวันที่ 29 สิงหาคม พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ เดินทางมาตรวจเยี่ยมความเสียหาย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมและรื้อเต็นท์เวที และขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ ต่อมาเวลา 14.00 น. ส.ว.สรรหา และ ส.ว.เลือกตั้งร่วม 30 คน นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.เลือกตั้ง นายคำนูณ สิทธิสมาน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา มาเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกันได้ขึ้นเวทีให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
หลังจากนั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ พร้อมด้วย ส.ว.อีกประมาณ 30 คน เข้าพบ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อให้เจ้าหน้าที่กำหนดท่าทีในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง และให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล
ต่อมาเวลา 14.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจ และตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในจุดยืนเดิมไม่เห็นด้วยต่อความรุนแรง และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ
เผยยอดผู้บาดเจ็บกว่า 40 คน
นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการเลขาธิการสำนักบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มีผู้บาดเจ็บจากการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรที่ได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์นเรนทร 22 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและได้รับการช่วยเหลือปฐมพยาบาล และให้การรักษาโดยกลุ่มแพทย์และพยาบาลอาสาในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรอีกประมาณ 10 กว่าคน แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บคนใดที่อาการน่าเป็นห่วง

ม็อบพันธมิตรยึดพื้นที่คืนสำเร็จ
กระทั่งเวลา 14.30 น. กลุ่มพันธมิตรประมาณ 5,000 คน ผนึกกำลังตั้งขบวนคล้องแขนเดินทางมาที่ประตู 7 ฝั่งด้านข้างทำเนียบ มาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พร้อมด้วยรถหกล้อติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยโจมตีรัฐบาล โห่ร้องและพูดปลุกขวัญว่าเราต้องไล่รัฐบาลออกไป และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทาง เพื่อให้ประชาชนที่รออยู่ด้านนอกจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ขณะที่ประชาชนที่อยู่ภายนอกก็ผลักดันเข้ามา ส่วนที่แยกต่างๆ ที่ตำรวจตรึงกำลังอยู่มีประชาชนทยอยเข้ามาร่วมด้วย โดยตรึงกำลังคู่ขนานไปกับตำรวจ เช่น ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แยกมิสกวัน สะพานชมัยมรุเชฐ ด้านวัดโสมนัส วัดมกุฏกษัตริยาราม จนตำรวจต้องวิ่งถอยร่นตลอดเวลา เพราะกำลังประชาชนมากกว่า จากที่ม็อบถูกปิดล้อมกลายเป็นตำรวจโดนม็อบปิดล้อม และถูกผลักดันออกมา สามารถฝ่าด่านตำรวจที่สกัดตามจุดต่างๆ ได้หมด จนตำรวจต้องถอยกลับสู่ที่ตั้ง
จากนั้นเวลา 15.00 น. พันธมิตรได้นำทัพกว่า 5,000 คน มารับประชาชนที่รวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้ากลับทำเนียบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาตรึงกำลังก่อนหน้านี้ได้ถอยกลับ บช.น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ภายหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมบุกยึดเวทีที่สะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว ก็ได้เข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้มีการโยกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาการณ์อยู่ตรงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ตึกแดง) ออกทั้งหมด และกลุ่มพันธมิตรพร้อมจะเปิดประตู 5 ให้ตำรวจโยกกำลัง โดยจะไม่ทำอันตรายแต่อย่างใด จากนั้นกลุ่มพันธมิตรเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกทางประตู 5
พันธมิตรขู่ทั่วประเทศลุกเป็นไฟ
เวลา 16.00 น. แกนนำกลุ่มพันธมิตร 5 คน ขึ้นเวทีปราศรัยบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายสนธิกล่าวว่า แกนนำพันธมิตรหารือและมีมติว่าให้ตำรวจส่งนายตำรวจที่สั่งการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมในการบุกยึดสถานที่การชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานฯ และพื้นที่รอบๆ ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ (29 ส.ค.) เวลา 19.00 น. หากไม่ส่งตัวมาให้ กลุ่มพันธมิตรจะนำกำลังไปล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ละไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน รวมทั้งจะไม่รับประกันความปลอดภัยหรือเหตุวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.
นอกจากนี้ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรยังส่งกำลังส่วนหนึ่งไปล้อมสนามม้านางเลิ้ง เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พักอยู่ในบริเวณดังกล่าวออกไปนอกพื้นที่ให้หมด รวมทั้งจะไปปิดล้อม สน.นางเลิ้งด้วย และเตือนว่า ต่อไปนี้ถ้ามีการทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมอีกทุก สน.ทั่วประเทศก็จะลุกเป็นไฟ
ม็อบกว่าพันฮือปิดล้อม บช.น.
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรกว่า 1,000 คน เดินเท้าจากทำเนียบรัฐบาลมาปิดล้อมด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมรถขยายเสียง เรียกร้องให้ ผบ.ตร.-ผบช.น.จับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สั่งการสลายม็อบและจับกุมตำรวจที่ทำร้ายประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาลงโทษให้ได้ ผู้ชุมนุมได้โห่ร้องตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจกว่า 200 นาย
ขณะที่ห้องประชุมชั้นบน อาคาร บช.น. ผบ.ตร.และ ผบช.น. รวมทั้งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ได้ประชุมหารือกำหนดท่าทีอย่างเคร่งเครียด

"ศิริชัย" นำม็อบกลับที่ตั้งทำเนียบ
เมื่อเวลา 20.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำรุ่น 2 พร้อมผู้ชุมนุมที่บริเวณด้านหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ทยอยเดินทางกลับไปร่วมชุมนุมที่แยกมิสกวัน โดยนายศิริชัย ระบุว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล โทรศัพท์มาบอกให้เดินทางกลับ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ร่วมชุมนุม ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มนายศิริชัยได้ถอยมาจากด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล
มีรายงานว่าหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบก.หัวหน้าสำนักงาน ผบช.น. เข้าไปเจรจากับนายศิริชัย หนึ่งในแกนนำ โดยตกลงกันว่ากลุ่มพันธมิตรยอมถอนกำลัง พร้อมกับประกาศว่าพื้นที่ บช.น.ไม่ใช่เป้าหมายหลัก ผู้ชุมนุมมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นแกนนำได้เคลื่อนรถเครื่องขยายเสียงกลับไปที่ทำเนียบ
ขู่ฟ้อง "ปปช.-ยูเอ็น" ตร.ทำเกินเหตุ
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุปะทะกันที่ บช.น. ทำให้ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรได้รับบาดเจ็บหลายคน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและข้อมูลการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตรมาร่วมปฏิบัติการด้วย ถือเป็นการปฏิบัติการโดยมิชอบ ดังนั้นพันธมิตรจะมีการรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. หรือหากเป็นไปได้ จะมีการฟ้ององค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพราะถือว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ
นายสุริยะใสกล่าวว่า แม้ขณะนี้พันธมิตรจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แต่ต้องเฝ้าจับตาเป็นพิเศษต่อกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ฉวยโอกาสและแฝงตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์
เชื่ออาทิตย์นี้รู้ผลรัฐบาลอยู่หรือไป
ส่วนการประเมินสถานการณ์การชุมนุมหลังเกิดความรุนแรงนั้น นายสุริยะใสกล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณหลายอย่างเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะจากศาลแพ่ง และเชื่อว่าหากพันธมิตรไปยื่นอุทธรณ์ยกเลิกคำสั่งออกหมายจับแกนนำในวันจันทร์ ก็น่าจะได้ตอบรับในทางที่ดี เชื่อว่าไม่น่าจะเกินวันอาทิตย์นี้ น่าจะเห็นผลว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไป
ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีควรลาออก ไม่ควรลากสถานการณ์ต่อไป เพราะจะทำให้เกิดความบอบช้ำต่อประเทศ เชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะใช้ทหารในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังจากที่แผนตำรวจล้มเหลวแล้ว แต่เชื่อว่ากองทัพก็อยู่ระหว่างการตัดสินใจ เพราะจากโผทหารที่ออกมาล่าสุด ทำให้ทหารไม่พอใจบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอจาก ผบ.เหล่าทัพ ให้มีการเจรจาหาทางออก นายสุริยะใสกล่าวว่า ขณะนี้เลยขั้นตอนการเจรจาแล้ว ทางออกทางเดียวคือ นายสมัครต้องลาออกเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย และไม่ให้เกิดความรุนแรง
ตร.ยันไม่ได้ยิงแก๊สน้ำตาโยนมือที่สาม
เมื่อเวลา 20.20 น. พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ โฆษก บช.น. แถลงข่าวยืนยันว่าตำรวจไม่ได้เป็นคนใช้แก๊สน้ำตา ใครจะเป็นผู้ดำเนินการก็ไม่ทราบ แม้แต่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ยืนอยู่ด้วยยังแสบตาเลย ยังไม่ระบุว่ามีมือที่สามอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เราเพียงแต่รักษาที่ตั้ง ขอให้ผู้ชุมนุมกันอย่างปกติดีกว่า อย่ากดดันตำรวจ ขอวิงวอนและขอร้องผู้ชุมนุมด้วย ตำรวจจะรักษาที่ตั้งไว้สุดชีวิต จะทำเพียงกันผลักดันเท่านั้น
พร้อมกันนี้ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกระเบิดควันจากผู้ชุมนุมโยนใส่ จนชุดเครื่องแบบเลอะเทอะให้สื่อมวลชนดู ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวิน ซึ่งเดินมาสังเกตการณ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า "คุณดูเอาเองก็แล้วกันว่าใครทำ ขนาดผมไปยืนสังเกตการณ์ด้านล่างยังแสบตาเลย"
ขณะที่ผู้สื่อข่าวบางสำนักก็เชื่อว่าแก๊สน้ำตาถูกยิงมาจากด้านใน บช.น.พุ่งตรงมายังกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้สื่อข่าวอีกกลุ่มก็เชื่อว่าแก๊สน้ำตาออกมาจากด้านผู้ชุมนุม ไม่ได้ออกมาจาก บช.น. อย่างไรก็ตามไม่มีใครสามารถยืนยันได้เพราะช่วงเกิดเหตุนั้นเป็นช่วงชุลมุนวุ่นวาย
โกวิทบอก ตร.ปะทะม็อบ "ไม่มีอะไร"
เมื่อเวลา 20.25 น. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางกลับเข้ามายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล และเมื่อมาถึงผู้สื่อข่าวกรูกันเข้าไปสอบถามถึงเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรมาชุมนุมกันที่หน้า บช.น. แต่ถูกตำรวจยิงแก๊งน้ำตาใส่หลายลูก พล.ต.อ.โกวิท กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรนะ เราคนไทยด้วยกัน บ้านเมืองต้องไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอดทนจนถึงที่สุด"
จากนั้น พล.ต.อ.โกวิทเดินขึ้นไปประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.อัศวิน และนายตำรวจระดับสูงของ บช.น.ต่อ

กองสลากย้ายที่ออกลอตเตอรี่
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรายงานว่า จากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรที่อาจมีปัญหายืดเยื้อ ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 1 กันยายน 2551 ผู้บริหารจึงตัดสินใจย้ายสถานที่ออกรางวัลไปยังสโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อ ในเวลา 14.30 น. เป็นต้นไป
เปิดตัวนาย ตร.เด็กแม้วสั่งลุยม็อบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปฏิบัติการสลายม็อบครั้งนี้ สืบเนื่องจากคำสั่งแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูงที่ผ่านมา ที่มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น.ขยับขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. และให้ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รอง ผบช.น. เพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่งเก้าอี้ ผบช.น. แทน ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว ประกอบกับ พล.ต.ท.อัศวิน ถอดใจในที่ประชุม จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต.สุชาติ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์แทน กระทั่ง พล.ต.ต.สุชาติ ได้หารือแนวทางปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่บังคับคดี สั่งการนำกำลังตำรวจปิดล้อมทำเนียบ โดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาล จนเกิดภาพความรุนแรงขึ้น เนื่องจากตำรวจต้องการสลายการชุมนุมให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้
กระทั่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ออกคำสั่งใหม่อีกครั้ง ให้ พล.ต.ท.อัศวินกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามเดิม และสั่งให้ถอนกำลังในที่สุด
ปะทะอีกรอบช่วงค่ำ ตร.ยิงแก๊สน้ำตา
เวลา 18.45 น. กลุ่มพันธมิตรกว่าหนึ่งพันคน ยังคงรวมตัวกันเพื่อกดดันให้ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รอง ผบช.น.ออกมารับผิดชอบต่อการกระทำที่สั่งการให้เข้าสลายการชุมนุม พร้อมทั้งเรียกร้องให้นำเงินบริจาคและโทรศัพท์มือถือ ที่พันธมิตรอ้างว่าหายไประหว่างที่ตำรวจบุกสลายม็อบมาคืน แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้ปลุกระดมเป็นระยะๆ จากนั้นได้ส่งให้ผู้ชายที่เป็นการ์ดตั้งแถวตอนและนับถอยหลัง พร้อมๆ กันโดยเริ่มจาก 10 เมื่อถึงศูนย์ กลุ่มผู้ชุมนุมลุกขึ้นเฮเขย่าประตูเพื่อพังประตูเข้าไป
หลังจากนั้นประมาณ 10 นาทีต่อมา ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 10 กว่านัด ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้สื่อข่าวและกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ดวงตาแสบร้อนจากการถูกแก๊สน้ำตา ถูกหามส่งขึ้นรถพยาบาลจำนวนหนึ่งมาก
ช่วงที่ชุลมุนวุ่นวาย มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง ร้องโวยวายการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้ใช้ไม้ขนาดใหญ่ทุบตีรถยนต์ตำรวจ และรถผู้สื่อข่าวช่อง 3 ช่อง 7 ที่จอดอยู่รอบนอกของนครบาล แต่กลุ่มพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่งกล่าวว่า กลุ่มที่ทุบตี พังรถยนต์นั้นไม่ใช่กลุ่มของพวกตน เชื่อว่าเป็นมือที่สาม น่าจะเป็นพวก นปก.แฝงตัวเข้ามา
อย่างไรก็ตาม งตำรวจ บช.น.ยืนยันว่าแก๊สน้ำตาที่ยิงออกมานั้น ไม่ได้ออกมาจากฝ่ายตำรวจ เพราะพบว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาเข้ามาใน บช.น.ด้วยเช่นกัน คาดว่าน่าจะเป็นมือที่สามที่ต้องการให้สถานการณ์เกิดความรุนแรง
ม็อบบุกเอ็นบีที-พนง.เผ่นหนี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.00 น. พันธมิตรเดินขบวนไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์เอ็บบีที ถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลสั่งให้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรือ สวท. คลื่นเอฟเอ็ม 92.50 ซึ่งเป็นสถานีแม่ข่าย สวท.ทั่วประเทศ ให้รับสัญญาณการถ่ายทอดของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทำให้พนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีต้องรีบเดินทางออกจากสถานีทางประตูด้านหลัง และหยุดรายงานข่าวชั่วคราว โดยนำเทปบันทึกการแสดงดนตรีออกอากาศแทน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลุ่มพันธมิตรบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีจนทำให้พนักงานต้องหนีตายลงจากตึกเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากกลุ่มผู้ชุมนุมมาแล้ว
ศาลแพ่งรับอุทธรณ์พันธมิตรแล้ว
ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งมีคำสั่งรับคำอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และคำขอทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตร ยื่นต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โจทก์ ส่งคำคัดค้านอุทธรณ์ภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ทั้งนี้คำขอทุเลาการบังคับคดีในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ต้องรอจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่ง
ทั้งนี้คดีดังกล่าว สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นจำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด และขับไล่ พันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยศาลแพ่งไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ให้จำเลยทั้งหกกับพวกออกจากทำเนียบรัฐบาล รื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งขนย้ายสิ่งกีดขวางทั้งหมดในทำเนียบรัฐบาล และให้จำเลยทั้งหกกับพวกเปิดพื้นที่จรจาจรบน ถ.พิษณุโลก-ถ.ราชดำเนิน ทุกช่องจราจร
สั่งงดบังคับคดีให้พันธมิตรอยู่ต่อ
เมื่อช่วงบ่าย ศาลแพ่งมีคำสั่งงดการบังคับคดีการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่ให้กลุ่มพันธมิตรกับพวกออกจากทำเนียบรัฐบาลและเปิดถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินทุกช่องจราจร โดยคำสั่งงดการบังคับคดีดังกล่าวให้มีผลไปจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดี
ศาลแพ่งได้ไต่สวนนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตร จำเลย ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรื่องละเมิดขับไล่ออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วเห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งบังคับคดีเพื่อให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว ได้มีการบังคับคดีโดยไม่ถูกต้อง ขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งรับคำอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและคำขอทุเลาการบังคับคดีของพันธมิตร จำเลยทั้ง 6 แล้ว ดังนั้นหากให้การบังคับคดียังมีผลต่อไป เกรงว่าจะเกิดความเสียหาย จึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว
"พัลลภ" ลั่นไม่ใช้วิธีสันติ-อหิงสา
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตที่ปรึกษา กอ.รมน. กล่าวว่า เรื่องที่คนเกรงว่าหากตนเข้ามาจะเกิดความรุนแรงขึ้นนั้น ตนพยายามหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด แต่จะใช้ยุทธวิธีรุกมากกว่าการตั้งรับ หากวันใด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดนจับ ตนจะเข้าไปแทน และวันไหนถ้า พล.ต.จำลองจะใช้วิธีรุก ตนจะเข้าไปด้วย เพราะตอนนี้ พล.ต.จำลองใช้สันติ อหิงสาอยู่ ซึ่งตนไม่ชอบ เพราะไม่ตรงกับนิสัย คิดง่ายๆ อย่างเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ตำรวจบุกเข้ามาตีประชาชนมือเปล่า เจ็บไปหลายคน หากเป็นตนจะไม่ยอม จะตอบโต้กลับทันที ถ้าเราเป็นผู้นำ ปล่อยให้มวลชนถูกรังแก ก็ไม่ควรเป็นผู้นำ
ศาลสั่งยกคำร้องขอถอนหมายจับ 9 แกนนำ
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตร มายื่นคำขอเพิกถอนหมายจับนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตร ว่า กระทำความผิดตามมาตรา 113, 114, 215 และ 216 ในข้อหากบฏ ตระเตรียมการกบฏ มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก
ต่อมาเวลา 19.00 น. ศาลอาญา มีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การออกหมายจับของศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ร้องแล้ว เห็นว่าศาลมีเหตุที่จะออกหมายจับได้ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1) เพื่อให้ผู้ร้องได้ดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป ส่วนที่ผู้ต้องหาแต่ละคนจะมีความผิดตามที่ผู้ร้องระบุไว้หรือไม่ ขั้นตอนการดำเนินคดียังต้องผ่านการสั่งฟ้องและพิจารณาในชั้นศาล
ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำสั่งแล้ว ว่า เช้าวันจันทร์ที่ 1 กันยายน ตนที่จะเดินทางมายื่นอุทธรณ์เพิกถอนหมายจับต่อไป
เอ็นบีทีหยุดออกอากาศ2ชม.หนีม็อบบุกซ้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้นัดรวมตัวกัน และมีรายงานข่าวว่า ได้เตรียมเดินขบวนไปที่สถานีโทรทัศน์เอ็บบีที ถนนวิภาวดีรังสิต อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ได้บุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที มาแล้ว
ข่าวการกลับมายึดเอ็นบีทีอีกครั้งของกลุ่มพันธมิตร ทำให้กลุ่มพนักงานและผู้ดำเนินรายการช่วงเย็นของเอ็นบีทีหลายคนเดินทางกลับบ้าน เพื่อความปลอดภัย
นายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ยอมรับว่ามีกระแสข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรจะกลับมายึดเอ็นบีทีอีกครั้ง การมาครั้งนี้จะมีความรุนแรงกว่าครั้งแรก พร้อมกับมีข่าวออกมาว่า ตนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่ออกอากาศหลายรายทยอยกลับบ้าน ส่งผลให้เอ็นบีทีต้องนำเทปรายการมาออกอากาศ ตั้งแต่ 18.00-20.30 น.
"หลังจากผมทราบเรื่อง ก็ได้เดินทางมาที่เอ็นบีที ที่ถนนวิภาวดีฯ และเรียกเจ้าหน้าที่กลับมาทำงานอีกครั้ง และให้กลับมาจัดรายการพิเศษรายการสถานการณ์สดในเวลา 20.30 น." นายสุริยงค์ระบุ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
![]()





