
สะพัด "หมัก" ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ลุ้นฟังผลชี้ชะตา "จำคุก" ด้วยตัวอง คดีหมิ่น "อดีตรองผู้ว่าฯกทม." ทนายเผยเตรียมหลักทรัพย์รอประกันตัวแล้ว "สามารถ" ขอร่วมฟังคำพิพากษาด้วย
เมื่อวันที่ 24 กันยายน เกิดกระแสข่าวแพร่สะพัดในบรรดา ส.ส. พรรคพลังประชาชน ว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเตรียมตัวรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ในวันที่ 25 กันยายนนี้
จากการสอบถามไปยัง นายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน ได้ยืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นคนจริง ซึ่งนายสมัครยังไม่ได้แจ้งความจำนงว่าจะขอลาออกจากหัวหน้าพรรค ทั้งทางวาจาและทางลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด และตามกฎระเบียบของพรรคสมาชิกภาพจะพ้นไปก็ต่อเมื่อถูกคำพิพากษาให้จำคุก แต่ถ้าคำพิพากษาไม่ถึงที่สุดหรือคำพิพากษาให้ต้องโทษจำคุกยังไม่เกิดขึ้นก็ถือว่ายังคงสมาชิกภาพอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (25 กันยายน) เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายดุสิต ศิริวรรณ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขณะที่ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินรายการ "สมัคร-ดุสิตคิดตามวัน" ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี และรายการ "เช้าวันนี้ที่ช่อง 5" สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เมื่อปี 2549 เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีระหว่างวันที่ 12 - 19 มกราคม 2549 ได้มีการกล่าวพาดพิงนายสามารถในการล็อคสเป็ค ผู้รับเหมา โครงการประมูลของกรุงเทพมหานคร 10 โครงการ
โดย นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปฟังคำพิพากษาด้วยอย่างแน่นอน ส่วนคำพิพากษาจะออกมาในแนวทางใดอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล ตนไม่ได้คาดหวังอะไรแต่ก็มีความเชื่อมั่นในศาลสถิตยุติธรรมว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างแน่นอน
ด้านนายประชุม ทองมี ทนายความนายสมัคร กล่าวยืนยันว่า นายสมัคร จะเดินทางไปฟังคำพิพากษาอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องประกันตัวนั้นได้เตรียมการไว้แล้วที่ยังจะคงใช้หลักเดิมที่เคยยื่นไว้ในศาลชั้นต้น
สำหรับคดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2550 เห็นว่า การกระทำของนายสมัคร และนายดุสิต เป็นการเสนอข่าวให้ประชาชนเชื่อว่า การก่อสร้างของกรุงเทพมหานครมีเงื่อนงำ ทุจริต ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งนายสมัครจำเลยที่ 1 ได้เคยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายครั้ง โดยศาลปรานีให้รอการลงโทษไว้เพื่อให้ปรับตัวเป็นคนดี แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมอีก จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสอง 4 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา
หากปรากฎว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยยังมีสิทธิ์ยื่นฎีกาได้ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยต้องขออนุญาตฎีกาโดยให้ผู้พิพากษาหรืออัยการสูงสุดลงนามรับรอง
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า จะมีการจับกุมคุมขังนายสมัคร ในระหว่างสมัยการประชุมไม่ได้ เพราะนายสมัครเป็น ส.ส. มีข้อกฎหมายให้ความคุ้มครองอยู่ และหากนายสมัครถูกตัดสินให้จำคุกจริงประธานรัฐสภามีสิทธิที่จะสั่งปล่อยได้
ด้านนายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า หากศาลให้การรับรองนายสมัครสามารถยื่นฎีกาต่อไปได้ แต่ถ้านายสมัครถูกพิพากษาให้จำคุกก็จะทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ทันที ส่วนจะพ้นจะตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของพรรคพลังประชาชน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต





