
ฝนตกหนัก-ลมแรงติดต่อกันหลายวัน แทบไม่รู้ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน ท้องฟ้ามืดมิดมีเพียงสายฟ้าแลบแปล๊บๆ ส่งประกายสว่างเท่านั้น
ระดับ น้ำก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความลุ้นระทึกของชาวบ้านกอก หมู่ 7 ต.บ้านเป็ด ในเขตตัวเมืองขอนแก่น ที่ต้องผจญต่อน้ำท่วมทุกปี แต่ปีนี้ถือว่า สาหัส !!!!
ทุกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงฤดูฝน คนในชุมชนแห่งนี้ต้องขนย้ายสิ่งของขึ้นบนที่สูง กักตุนข้าวสารอาหารแห้ง ซึ่งนอกจากต้องเตรียมพร้อมเรื่องที่อยู่ที่กินแล้ว คนที่นี่ยังต้อง "ทำใจ" ไว้ให้มากๆ เพราะปีใดน้ำท่วมหนัก ย่อมหมายถึงการขาดรายได้นานนับสิบวัน และยังต้องเตรียมเงินส่วนหนึ่งไว้ซ่อมแซมบ้านเรือนจากที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ด้วย
ยายบัวเรียน เห็มมูล วัย 63 ปี เจ้าของร้านขายของชำคนเก่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ เล่าว่า น้ำเริ่มท่วมหมู่บ้านมาตั้งแต่ปี 2521 หลังจากความเจริญเข้ามามีถนนหนทาง ทำให้บ้านต่ำกว่าถนน ทุ่งนาที่เคยเป็นที่ว่างก็ปลูกสร้างบ้านเรือนขึ้นเป็นทิวแถว ผสมผสานหลายเหตุผลที่เป็นสาเหตุทำให้น้ำท่วมทุกครั้งที่มีฝนตกหนัก แต่พอฝนหยุดน้ำก็พอระบายไปได้ เป็นเช่นนี้มาตลอดยาวนานนับ 30 ปี แต่ระยะ 2-3 ปีมานี้ น้ำกลับท่วมสูงและลดช้า ซึ่งไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน โดยเฉพาะปีนี้ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ถือว่าหนักที่สุด ต้องปิดร้านหลายวัน สูญเสียรายได้ไปเยอะ แถมทรัพย์สินในบ้านก็เสียหาย
"สาหัสที่สุดคือ เรื่องห้องส้วม ต้องเดินไปขอเข้าบ้านที่น้ำไม่ท่วม คนแก่เดินก็ยาก ที่น่ากลัวอีกอย่างคือ เรื่องสัตว์มีพิษ พวกตะขาบ พวกงู ที่มันก็หนีน้ำมานอนบ้านเดียวกับเราเหมือนกัน" ยายบัวเรียนกล่าว
เช่น เดียวกับ ยายถิน โยมะบุตร อายุ 67 ปี ชาวบ้านกอก เล่าว่า ปีนี้น้ำท่วมมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้หนักสุด ธุรกิจหอพักของครอบครัวก็ได้รับผลกระทบด้วย พอถูกน้ำท่วมคนเช่าก็ขอย้ายออกเกือบหมด ส่วนลูกสะใภ้ที่ขายอาหารอยู่หน้าหอพักก็ต้องหยุดขาย ไก่ที่เลี้ยงไว้ขาย ก็ถูกน้ำท่วมตายไปประมาณ 30 ตัว ข้าวของในบ้านทั้งเครื่องซักผ้า โทรทัศน์ ก็เสียหายหมด แม้แต่ข้าวสารที่เพิ่งซื้อมา 3 กระสอบก็เก็บไม่ทัน จมน้ำขึ้นรา ต้องนำไปเลี้ยงไก่แทน
หันมาดูทุกข์ของชาวบ้านรอบนอก อย่างชาวบ้านหมู่บ้านหนองบัวดีหมี ต.ท่าพระ อ.เมือง และบ้านหนองโพธิ์ ต.หนองแวง อ.พระยืน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แบ่งเขตอำเภอด้วยแม่น้ำชี ชาวบ้านที่นี่ก็ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้เช่นกัน

ตลอดเส้นทาง หลวงชนบท ขอนแก่น หมายเลข 1011 ซึ่งเป็นถนนระหว่างบ้านหนองบัวดีหมี-พระยืน มีระยะทาง 16 กิโลเมตร ช่วง กม.ที่ 12-14 ถูกน้ำท่วมจนมองเห็นคุ้งน้ำขาวโพลนไปหมด ใต้ผืนน้ำมีต้นข้าวที่กำลังออกรวงจมอยู่ "สงวน ป้องมา" ชาวนาเจ้าของที่ วัย 50 ปี จึงได้แต่เฝ้ามองดูความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงหน้า และเฝ้ารอลุ้นให้น้ำลดเร็วๆ แต่ยิ่งวันเวลาคืบผ่าน ความหวังของเขาก็ลดน้อยลงไปทุกที
สงวน บอกว่า เมื่อประมาณปี 2521 และ 2523 เคยเกิดน้ำท่วมหนักมาแล้ว ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่น้ำชีไหลเข้าท่วมที่นาและบ้านเรือนประชาชน ด้วยความเร็วของกระแสน้ำบวกกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องหลายวัน ลำน้ำชีไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน จึงไหลเข้าท่วมไร่นาและบ้านเรือนประชาชน ครั้งนั้นน้ำท่วมนานนับเดือน ซึ่งถือว่าสาหัสที่สุด
หลังจากห่างหาย จากภาวะน้ำท่วมหนักๆ มานานกว่า 20 ปี มาปีนี้...กลับเกิดน้ำท่วมหนักกว่าที่ผ่านมา ระยะทางที่ท่วมยาวกว่า 4 กิโลเมตร พื้นที่ไร่นาเสียหายหนัก ชีวิตบั้นปลายที่คิดว่าจะอยู่อย่างพอเพียง แต่น้ำที่ท่วมนาครั้งนี้ทำให้ต้นข้าวเสียหายทั้งหมด เขาจึงกลับต้องมีหนี้สินจากความเสียหายครั้งนี้กว่า 2 หมื่นบาท
อีกพื้นที่หนึ่งในภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมปีนี้คือ ชาวบ้านกว่า 2 หมื่นคน ใน 25 ชุมชนเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ โดยเฉพาะในชุมชนหนองบ่อ ชุมชนโนนสมอ และชุมชนกุดแคน ที่อยู่ใกล้คลองห้วยเสวและคลองกุดแคน จุดรับน้ำจากเขื่อนลำปะทาวโดยตรง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกน้ำท่วม แต่ปีนี้หนักที่สุดเมื่อถูกน้ำทะลักจากเขื่อนลำปะทาวลงมา
ชั่วข้าม คืน...ระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ชาวบ้านที่กำลังหลับสบายในค่ำคืนฝนตก กลับต้องตื่นขึ้นมาพบกับสายน้ำที่พัดพาทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิตไป..
ครอบครัวของ สุรชัย แซ่เอง วัย 40 ปี ชาวชุมชนกุดแคนที่ตัวเองป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ส่วนภรรยาคือ ปภัทสร วัย 38 ปี ก็ป่วยเป็นมะเร็งมากว่า 5 ปีแล้ว ยังมีลูกสาว ลูกชาย วัย 14 และ 10 ปีที่ต้องเลี้ยงดู ภาวะการยังชีพในแต่ละวันก็ลำบากยากแค้นมากพออยู่แล้ว มาถูกกระหน่ำด้วยวิกฤติน้ำท่วมปีนี้ ทำให้ต้องตัดสินใจขายสามล้อเครื่อง...สมบัติชิ้นสุดท้าย เพื่อนำเงินไปใช้เป็นค่าฟอกไต
"ถือว่าหนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำไหลเข้าท่วมแบบไม่ได้ตั้งตัว ไม่กี่ชั่วโมงระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตรแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนน้ำจะค่อยๆ มา พอได้ตั้งตัวเก็บข้าวของขึ้นที่สูงทัน คราวนี้ครอบครัวถูกตัดขาดจากโลกภายนอกนานถึง 2 วัน กว่าจะมีคนเข้ามาช่วย เงินก็ไม่มี ข้าวของในบ้านก็เสียหายหมด โชคดีได้รับบริจาคอาหารให้ประทังชีวิต ทุกวันนี้อยู่อย่างหวาดผวา กลัวน้ำ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาดูแลใส่ใจหาทางป้องกันอย่างจริงจังเสียที อย่าปล่อยให้เราอยู่กับน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีอย่างนี้เลย" สุรชัย กล่าว
ชีวิตของหญิง-ชายวัยชราอีกคู่หนึ่ง ที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้คือ บุญถึง คำฉวน และ ประเสริฐ ภรรยาวัย 63 ปี ที่ป่วยเป็นต้อเนื้อที่ตาทั้งสองข้าง ทำให้มองไม่เห็น อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 472 ชุมชนกุดแคน ต้องหนีน้ำขึ้นไปอาศัยอยู่บนหลังคาบ้าน แม้ว่าจะเสี่ยงเพราะทั้งคู่มีอายุมากแล้ว แต่ก็ไม่มีทางเลือก กินนอนบนหลังคาบ้านนานนับสัปดาห์ กว่าจะได้ลงมาใช้ชีวิตตามปกติ
"พอน้ำท่วมบ้านที ก็อยู่อย่างลำบาก ต้องรอของแจกประทังชีวิตไปวันๆ ทั้งที่น้ำท่วมเป็นปัญหาซ้ำซาก แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันอย่างถาวร การสร้างผนังกั้นน้ำริมคลองกุดแคน ที่น่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะวางแผนร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านต้องผจญกับน้ำท่วมอย่างนี้ทุกปี" บุญถึง กล่าว
แม้ปีนี้ อุทกภัยจะผ่านพ้นไปแล้ว ชาวบ้านในภาคอีสาน ก็พอหายใจโล่งอกไปได้ ก็ต้องรอลุ้นกันใหม่ปีหน้าว่าจะเกิดภัยแล้ง หรือน้ำท่วม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า "อีสาน" กับ "ภัยธรรมชาติ" ต้องอยู่คู่กันอีกนาน...
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
ศูนย์ข่าวภาคอีสาน






