HILIGHT NEWS

อ.วรธนัท อัศกุลโกวิท ปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย

อ.วรธนัท อัศกุลโกวิท


อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท



อ.วรธนัท อัศกุลโกวิท


         เรียกได้ว่าถ้าเอ่ยชื่อ "มิสเตอร์หม่า" ผู้คนในแวดวงที่สนใจศาสตร์ของ "ฮวงจุ้ย" น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะ "มิสเตอร์หม่า" หรือ "อาจารย์วรธนัท (ณรงค์) อัศกุลโกวิท" คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มากว่า 30 ปี และได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาและทำฮวงจุ้ยให้แก่บริษัท ห้าง ร้าน ธนาคาร และสถานที่ราชการในต่างประเทศ ตั้งแต่ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย กระทั่งอังกฤษ และ แคนาดา แถมยังเป็นปรมาจารย์แห่งวิชาฮวงจุ้ย 1 ใน 3 ของโลกอีกด้วย และหลังจากรายการฟ้าเมืองไทย เชิญ อาจารย์วรธนัท มาร่วมพูดคุยสอนเทคนิคพื้นฐานในการดูฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัย พร้อมๆ กับเผยถึงสถานการณ์การเมือง ภัยธรรมชาติ และเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าให้ฟังกัน ทำเอาใครหลายๆ คนอยากรู้จัก อาจารย์วรธนัท ให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปสัมผัสตัวตนของ อาจารย์วรธนัท กันค่ะ...

         อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท หรือ มิสเตอร์หม่า มีชื่อเดิมว่า "ณรงค์" สาเหตุที่เปลี่ยนเพราะชีวิตจะดีกว่าเดิม เนื่องจากคำว่า วรธนัท แปลว่า ผู้ร่ำรวยมหาศาล อาจารย์วรธนัท เกิดวันที่ 15 พฤษภาคม 2484 ปัจจุบันอายุ 67 ปี เป็นคนจังหวัดเพชรบุรี เชื้อสายจีน มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน แต่เสียชีวิตหมดแล้ว ขณะนี้เหลือแต่ อาจารย์วรธนัท ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว โดยอาจารย์วรธนัทนั้นสำเร็จการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนวิชาฮวงจุ้ย อาจารย์วรธนัท ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อ

         "ตระกูลผมเป็นคนเซี่ยงไฮ้ ศึกษาวิชาฮวงจุ้ยแบบถ่ายทอดกันมา คือตอนสมัยสงครามที่จีนแดงบุก คุณปู่เป็นทหารในระดับจอมพลคนหนึ่งของเจียง ไค เช็ค คุณปู่เขาเป็นทหารเลยรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร ก็บอกให้ลูกหลานอพยพไปยังที่ต่างๆ บางคนไปอยู่อเมริกา บางคนไปอยู่อังกฤษ บางคนไปอยู่มาเลเซีย ส่วนสายของผมมาอยู่ที่เมืองไทย ผมจึงเกิดและเติบโตในประเทศไทย คุณปู่เป็นผู้ที่มีความรู้ในศาสตร์วิชาฮวงจุ้ยที่เรียกว่า "เต๋าหมวกดำ" เป็นอย่างดี ซึ่งศาสตร์ฮวงจุ้ยเต๋าหมวกดำนี้ถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง และจะถ่ายทอดเฉพาะจักรพรรดิและขุนนางจีนชั้นสูงเท่านั้น คุณปู่ถ่ายทอดวิชาให้คุณพ่อ ผมได้รับการถ่ายทอดจากคุณพ่ออีกที และตัวผมเองเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศจีนบ้าง ทิเบตบ้าง อินเดียบ้าง เป็นเวลานานกว่า 30 ปี และยังได้เดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมทั้งในพม่า มอญ เขมร รวมถึงศึกษาเรื่องราวของพุทธประวัติและพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ" ปรมาจารย์ แห่งวิชาฮวงจุ้ย กล่าว

         อาจารย์วรธนัท กล่าวอีกว่า ผมรู้สึกชอบและไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย เรื่องสมาธิก็เรียนมาตั้งแต่ 5 ขวบ เพราะลุงชอบพาไปวัด มีอยู่วันไปเห็นหลวงปู่ทวด (วัดช้างให้) ถ้าพูดไปจะหาว่าเว่อร์ ผมศรัทธาหลวงปู่ทวดมาก ก็เคยเลียนแบบท่านั่งสมาธิของท่านเวลาทำสมาธิ สักวันสองวันก็เกิดนิมิตว่าท่านมาสอนเรื่องสมาธิ ผมว่ามันมีเหตุที่ทำให้เชื่อเรื่องพวกนี้เยอะแยะ เช่นทุกครั้งที่นึกถึงจะมีกลิ่นหอมลอยมา กลิ่นหอมที่บอกไม่ถูก ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ธูปเทียนแน่นอน 

         แต่กว่าที่ อาจารย์วรธนัท จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อาจารย์วรธนัท ต้องศึกษาค้นคว้าและตระเวนไปเรียนมาแล้วหลายประเทศ ซึ่ง อาจารย์วรธนัท เล่าว่า ผมเรียนเรื่องพลังตอนอายุ 13 ปี พอช่วงเวลาปิดเทอมแม่ก็จะพาไปเรียนที่ประเทศฮ่องกงกับจีน แต่หลังจากจบมหาวิทยาลัยก็ยาวเลย ไปอยู่ฮ่องกงไปเรียนวิชาฮวงจุ้ย จากนั้นไปต่อที่กวางตุ้ง แล้วไปปักกิ่ง เรียนวิชาต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของพลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกำลังภายใน รำมวย ฝังเข็ม อะไรที่เป็นศาสตร์เกี่ยวกับพลังเรียนหมด ตระเวนเรียนกับอาจารย์ที่ความรู้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามหาอาจารย์ไปเรื่อยๆ พออายุสัก 18-19 ค่อยเริ่มเดินทางไปประเทศทิเบต ในแวดวงเขาจะรู้กันว่าถ้าเรื่องจิตเรื่องพลัง เรื่องเวทมนตร์ต้องไปทิเบต เพราะสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่โน่นทำให้คนจิตเข้มแข็ง แต่วิชาพวกนี้เราต้องเรียนตลอด ปัจจุบันก็ยังเดินทางไปตามหาวิชา ตามหาที่เรียนอยู่ ถ้ามีที่ไหนก็ไปทดสอบดูว่าน่าสนใจไหม เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่ตายตัว ไม่ได้เป็นสถาบัน เราต้องสืบเองว่าที่ไหนมีคนเก่งก็ตามไปเรียน วิชาพวกนี้บางทีมันแปลกกว่าอย่างอื่น บางทีมันอยู่ในชาวบ้านธรรมดา บางทีอยู่กับพระ เราก็ไปสมัครไปขอเรียน ถ้าถูกอัธยาศัย เขาก็ให้

         ซึ่งหลังจากที่ อาจารย์วรธนัท สะสมประสบการณ์ และวิชาความรู้มากพอควรแล้ว อาจารย์วรธนัท ก็เริ่มดูฮวงจุ้ย รวมถึงดูเรื่องปราบผี เรื่องเจ็บป่วย คนหาย ฯลฯ ให้กับคนอื่นๆ จนกลายมาเป็นแบบปากต่อปาก คนก็เริ่มเข้ามาหาอาจารย์เรื่อยๆ ส่วนชื่อเสียงระดับอินเตอร์ในการทำฮวงจุ้ยนั้น อาจารย์วรธนัท เล่าว่า มันเริ่มจากญาติที่ฮ่องกงและที่จีนก่อน บรรดาญาติของผมเขาเป็นหมอฮวงจุ้ยที่อยู่ในวงการของดารา นักการเมือง เวลาเราไปเขาจะแนะนำให้เรารู้จัก ให้เราทำ พอทำสำเร็จก็บอกต่อๆ กัน แพร่ขยายมาถึงเมืองไทย มีดาราคนไทย นักการเมืองคนไทย มาขอความช่วยเหลือ แล้วพอทำสำเร็จได้ผลดี เขาก็เอาไปพูดต่อกันไป

         ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย อาจารย์วรธนัท บอกว่า ถ้าเป็นคนไทยไม่มีฟรีหมด การทำให้คนอื่นถือว่าทำบุญ คนมาขอความช่วยเหลือก็ช่วยไป ถือว่าทำบุญกับคนไทยด้วยกัน แต่ถ้าไปทำให้ต่างประเทศค่าตัวผมวันละล้าน คือมันเป็นค่าตัวมาตรฐานเมืองนอก อย่างฮ่องกงนี่มาตรฐานเขา 3 ชั่วโมง 80,000 เหรียญ หรือราว 400,000 บาท ถ้าผมอยู่ต่างประเทศก็ถือว่าทำเป็นอาชีพนะ แต่ถ้ามาทำในประเทศไทย เช่น ทำเนียบรัฐบาล สภา สนามม้า สนามบินสุวรรณภูมิ อันนี้ฟรีไม่ได้สักแดง เพราะถือว่าทำบุญ แต่ถ้าเป็นเอกชนไม่ฟรีนะครับ เพราะเราเอาเงินไปช่วยคนต่อ เอาเงินใส่ซองไปสร้างสะพาน สร้างวัด 

         ผลงานการดูฮวงจุ้ยของ อาจารย์วรธนัท ระดับประเทศมีมากมาย เช่น เอ็นเนอยี่ คอมเพล็กซ์ สนามม้านางเลิ้ง ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม ตึกใหม่ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ 

         "ผมเป็นคนขอเข้าไปทำฮวงจุ้ยให้ทำเนียบรัฐบาล ตอนที่ พล.อ.สนธิ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำการรัฐประหาร เพราะเห็นว่าเป็นปัญหามาก จากนั้นก็มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนามม้านางเลิ้ง กระทรวงการคลัง ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขาจะทำสนามบินให้เสร็จเพื่อประกาศความสำเร็จ แต่จะทำยังไงงานก็ไม่เดิน มีปัญหาในนั้นทุกหน่วยงาน ผมก็ไปแก้ให้ พอผ่านไป 3 วันงานทุกอย่างเป็นไปตามเป้า หรือเรื่องปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหม ผมก็ไปทำพิธีสลายให้ เราต้องหลบซ่อนทำพิธีเลยนะนั่น ยังมีอีก กองบัญชาการทหารสูงสุด สยามพารากอน โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช กาสิโนที่มาเก๊า ปอยเปต แม้แต่ที่มาเลเซีย ผมไปแก้ให้หมด ส่วนมากแล้วพวกนี้ผิดที่โครงสร้างซึ่งแต่ละที่ไม่เหมือนกัน หรือศาลหลักเมือง ที่สนามหลวง ในทางฮวงจุ้ยถือว่าสกปรก เพราะมีแต่คนไปกราบไหว้ ไปบนบาน ไม่มีใครไปทำความสะอาด ทั้งบ้านทั้งเมืองจึงเดือดร้อน เพราะศาลพระภูมิบ้านสกปรก เราก็ไปทำพิธีให้ เรื่องแบบนี้พูดไปคนไม่เข้าใจหรอก" อาจารย์วรธนัท

         อย่างไรก็ตามเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์นี้ อยู่ที่ความเชื่อและวิจารณญาณของแต่ละคน อาจารย์วรธนัท เองก็บอกว่า มันเป็นเรื่องบุญกรรมและวาสนาของแต่ละคน เคยมีคนหาว่าที่ผมทำเป็นการแหกตา ซึ่งผมก็คงไปว่าอะไรไม่ได้ ก็แล้วแต่จะคิด คนมีโอกาสที่จะเข้าใกล้หรือไม่เข้าใกล้ ได้เห็นหรือไม่ได้เห็น ก็ต้องแล้วแต่ เราไม่ยุ่ง เราไม่สนใจ ผมเองจะทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 12 ปีแล้วก็พัก ที่อยู่ทุกวันนี้อยู่เพื่อช่วยคน สวดมนต์ ไหว้พระ รักษาศีล ผมจะอยู่เท่าที่จะสามารถทำได้




ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- tv5.co.th
- fafonfai.org/post.html
- fafonfai.org/about.html
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  มติชนออนไลน์ และ fafonfai.org

 

 

เรื่องอื่นๆ
  1. Teeth : กลีบเขมือบ
  2. คิดเรื่องวิวาห์ ต๊อด-นุ่น รอเวลาอันเหมาะสม
  3. พันธมิตร ไม่ให้ตำรวจ ตรวจที่เกิดระเบิดในดอนเมือง
  4. เรื่องของการนอนละเมอ
  5. รูย์นี่ ยอมรับพุ่งล้ม เพื่อจะเอาจุดโทษ จากบียาร์รีล
  6. ณัฐวุฒิ จี้ตร.-ทหารเอา พธม.ออกจากสนามบิน
  7. ตาบวม..ตาช้ำ..ปวดตา ทำอย่างไรดี?
  8. เครื่องบินเข้าไทย ลงจอดดอนเมืองแทนสุวรรณภูมิ
  9. ดร.ฟู คัมแบ็ก...ส่ง ใจเหลือเหลือ การันตีคุณภาพเสียง
  10. โรส ศิรินทิพย์ เตรียมคลอดอัลบั้มใหม่!!

เรื่องน่าสนใจ