ฤทธิ์ภัยธรรมชาติ ถล่มโลกปี 51



          เมื่อพูดถึงภัยธรรมชาติที่โลกต้องผจญในรอบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีหลายประเทศร้องโอ๊ย เนื่องจากได้รับความเสียหายย่อยยับและรุนแรงขนาดไหนกันมั่ง ทีมข่าวต่างประเทศ เก็บเนื้อหามาร้อยเรียง ได้ความดังนี้.....



 ธรณีพิโรธถล่มมณฑลเสฉวน ประเทศจีน

          เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ของจีน เมื่อ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7.9 ริกเตอร์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในเมืองต่างๆที่ใกล้จุดแผ่นดินไหวพังทลายราบ โดยแรงสั่นสะเทือนยังรู้สึกไปไกลถึงกรุงปักกิ่ง นครหลวงของจีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม แม้แต่ไทยซึ่งอยู่ห่างหลายพันกิโลเมตรยังรับรู้ได้ แสดงว่าโลกได้เผชิญกับภัยพิบัติจากธรรมชาติมากและถี่ขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวในพื้นที่หลายแห่งของโลก แต่แรงสั่นสะเทือนไม่รุนแรงเท่ากรณีที่เกิดในมณฑลเสฉวน ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน 

          เหตุแผ่นดินไหวในจีนครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางการสั่นสะเทือนอยู่ลึกใต้ดิน 29 กม. ห่างจากเมือง เฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเฉสวน ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนยังได้ลามไปถึงนครเซี่ยงไฮ้ทางภาคตะวันออก ทำให้ตึกจินเหมา อาคารสูงที่สุดของประเทศสั่นไหวโงนเงน จนต้องมีการอพยพประชาชนลงจากตึกอย่างฉุกละหุก 

          ทั้งนี้ เมืองเฉิงตู อยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ถือเป็นที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของจีน ทั้งยังเป็นสถานที่ ตั้งของศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์หมีแพนด้า ตลอดจนเป็นที่ตั้งของเขื่อนสามหุบผา ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนขนาดยักษ์ 

          ธรณีพิโรธครานี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต, สูญหายและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเด็กนักเรียนประสบเคราะห์เสียชีวิตประมาณ 2 หมื่นศพ ก่อให้เกิดการประท้วงและความไม่พอใจของบรรดาผู้ปกครอง เนื่องจากมีรายงานว่า โรงเรียนหลายแห่งพังถล่มลงมาเพราะใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน 

          ด้านนายกรัฐมนตรี เหวิน เจียเป่าของจีน รับหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์อำนวยการปฏิบัติการกู้ภัย เพื่อช่วยผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากตึกทันควัน สั่งให้มีการค้นหาผู้รอดชีวิตหลายวันติดต่อกันหลังจากเกิดเหตุ โศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติเคยประสบมา


 พายุไซโคลนนาร์กีสกระหน่ำพม่า

          พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มประเทศสหภาพ พม่าเมื่อวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยแรงลมความเร็วถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดเข้าถล่มทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของพม่า ความเร็วของพายุรุนแรงระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับ สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดี ไปจนถึงนครย่างกุ้ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 78,000 ศพ จนทำให้บางคนเปรียบความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ว่า เลวร้ายยิ่งกว่าเหตุ ธรณีพิบัติภัยคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปี 2547 ซะอีกจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากใครจะจดจำปีเก่าที่กำลังผ่านพ้นไปในฐานะ "ปีที่ธรรมชาติลงโทษมนุษย์" อย่างหนักหน่วง เพราะนับตั้งแต่ต้นปีถึงท้ายปี บอกได้เลยว่าไม่มีเดือนไหนที่โลกว่างเว้นจาก "ภัยธรรมชาติ" ซึ่งแม้จะไม่หนักหนาเท่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าและจีน แต่ก็อ่วมอรทัยไม่แพ้กัน!!

          28 ม.ค. เกิดพายุหิมะกระหน่ำทางฝั่งตะวันออกและทางใต้ของจีน ทำคนหนาวตาย 24 ศพ และต้องอพยพชาวเมืองกว่า 827,000 คน ออกจากพื้นที่ ทั้งยังมีผู้โดยสารกว่า 600,000 คน ติดอยู่ในรถไฟเพราะเส้นทางถูกตัดขาดหลังหิมะกองสุมหนาเตอะ สายการบินหลักกว่า 15 แห่งต้องระงับเที่ยวบิน ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยประมาณอยู่ที่ 3.2 พันล้านดอลลาร์

          ก.พ.-เม.ย. พายุทอร์นาโดหลายลูกพัดกระหน่ำพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ นับตั้งแต่รัฐเทนเนสซี อาร์คันซอ อลาบามา เคนตักกี จอร์เจีย โอไฮโอ เมืองแอตแลนตา เวอร์จิเนีย รวมถึงเท็กซัส และเพนซิลเวเนีย ทั้งยังทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา มีผู้เสียชีวิต 70 ศพ 

          11 พ.ค. พายุทอร์นาโดบุกสหรัฐฯอีกครั้ง บริเวณรัฐมิสซูรี โอกลาโฮมา และจอร์เจีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ศพ และประชาชนกว่า 9,000 คน ติดอยู่ในเมืองโดยไม่มีไฟฟ้าใช้นานถึง 3 วัน

          17 มิ.ย. พื้นที่ใน 9 มณฑลทางภาคใต้ของจีนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ทำลายพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชนกว่า 5.4 ล้านเอเคอร์ ขณะที่แผ่นดินถล่มซ้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 60 ศพ และอีก 13 คนหายสาบสูญ 

          24 ก.ค. นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติรวม 90 คน ได้รับบาดเจ็บหลังเกิดแผ่นดิน ไหว 6.8 แมก นิจูด ที่เมืองอิวาเตะ ทำให้บ้านเรือนนับพันหลังได้รับความเสียหาย

          28 ส.ค. น้ำในแม่น้ำโกสีไหลท่วมเมืองทางตอนเหนือของรัฐพิหารในอินเดีย แม้รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนกว่า 2 ล้านคนออกจากพื้นที่แต่ยังมีผู้เสียชีวิตถึง 75 ศพ และอีก 5 แสนคนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ 

          1 ก.ย. พายุเฮอริเคน "กุสตาฟ" ก่อตัวแถวชายฝั่งกัลฟ์โคสต์ของสหรัฐฯ ซัดเข้าฝั่งเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา จอร์เจีย และมิสซิสซิปปี ทำให้ไฟฟ้าถูกตัดขาด และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 26 ศพ




          5 ก.ย. พายุโซนร้อน "ฮันนา" พัดกระหน่ำเมืองท่าโกนาอีฟส์ของเฮติ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนับร้อยคน 

          7-8 ก.ย. หมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน รวมถึงเฮติและคิวบา ถูกพายุเฮอริเคน "ไอค์" ถล่มราบ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเกาะเติร์กและไคคอส บ้านเรือนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เสียหายยับเยิน ส่วนที่เฮติมีผู้เสียชีวิต 61 ศพ และอีก 4 ศพในคิวบา

          13-14 ก.ย. พายุเฮอริเคนไอค์เคลื่อนตัวจาก ทะเลแคริบเบียนเข้ามาทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้รัฐเท็กซัสและเมืองฮิวส์ตันเผชิญกับพายุฝนกระหน่ำและลมพายุพัดรุนแรง ขณะที่เมืองกัลเวสตันเบย์ ซึ่งเป็นเมืองบนเกาะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ประชาชนกว่า 15,000 คน ตกค้างอยู่ในเมืองที่ถูกน้ำท่วมตัดขาดจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และรถโดยสาร ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ที่ 50 ศพ

          14-16 ก.ย. เฮอริเคนไอค์เคลื่อนตัวต่อไปยังรัฐหลุยเซียนา แคนซัส และมิสซูรี ตอนกลางของภาคตะวันตกในสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากฝนกระหน่ำและน้ำท่วมไหลบ่าเพิ่มอีก 17 ศพ 



          6 ต.ค. ชาวคีร์กีซสถาน 70 รายเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บอีกนับร้อย หลังเกิดแผ่นดินไหวแรง 6.6 แมกนิจูด ทำให้เมืองนูราในแคว้นออชพังราบ

          29 ต.ค. เกิดแผ่นดินไหวแรง 6.4 แมกนิจูด ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 170 ศพ และบ้านเรือนกว่า 15,000 หลังได้รับความเสียหาย

          22-23 พ.ย. ชาวบราซิลเสียชีวิตอย่างน้อย 119 ศพ และอีก 80,000 คนไร้ที่อยู่ หลังฝนกระหน่ำติดต่อกันอย่างรุนแรง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงในรัฐซานตาแคลิฟอร์เนีย ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม และดินถล่ม

          11 ธ.ค. ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ ประกาศภาวะฉุกเฉินบางพื้นที่ในรัฐแมสซาชูเสตต์และนิวแฮมป์เชียร์ พร้อมส่งทหารหน่วยกู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือ หลังมีพายุน้ำแข็งพัดกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน ทำให้ไฟฟ้าดับ บ้านเรือนกว่า 800,000 หลังตกอยู่ในความมืดและหนาวเย็น




 บริษัทสร้างภาพว่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

          บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสาเหตุ ที่ทำให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีความเกี่ยวพันกับ "ภาวะโลกร้อน" 

          ขณะที่สรุปผลรายงานการประชุมด้านสิ่ แวดล้อม และการรับมือปัญหาภาวะโลกร้อนครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองพอซนันในโปแลนด์ ระหว่าง 11-13 ธ.ค. ก็ระบุชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพอากาศในภูมิภาคต่างๆทั่วโลกแปรปรวน ก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงตามมาต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตมนุษย์ ทั้งยังทำให้ภัยธรรมชาติแต่ละครั้งร้ายแรงขึ้นด้วย

          เป้าหมายที่นานาชาติต้องร่วมมือกันจึงได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ การลดปริมาณการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานถ่านหิน ซึ่งจะว่าไปก็แทบไม่ต่างอะไรจากที่เคยประชุมที่บาหลีเมื่อปี 2550 ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ว่าผู้นำกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ รวมถึงสหภาพยุโรป และจีน ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ทำให้ประเทศเล็กๆ และประเทศกำลัง พัฒนาขาดความกระตือรือร้นในการรณรงค์ ด้านสิ่งแวดล้อมไปด้วย 

          ทว่า "กระแสสีเขียว" หรือ "การรณรงค์ ลดภาวะโลกร้อน" ในภาคธุรกิจกลับคึกคักสวนทางกับความเคลื่อนไหวจากภาครัฐอย่างมาก ถึงขนาดที่บริษัทหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ หันมาชูจุดขายว่าสินค้าหรือบริการของตนนั้น "สีเขียว" หรือ "เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก

          อย่างไรก็ดี "เอติคัล บิสเนส แมกกาซีน" นิตยสารเพื่อการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรมของอังกฤษ และองค์กรเอกชนเฝ้าระวังผู้ประกอบการธุรกิจของสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า "คอร์ปวอตช์" ออกมาเตือนประชาชนให้รู้ทัน "กระบวนการสร้างภาพ" ของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ว่ายังมีสินค้าและบริการอีกมากที่ใช้กลยุทธ์ฟอกเขียว (Greenwash) ซึ่ง "สร้างภาพ" หรือ "ให้ข้อมูลด้านเดียว" จนผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าเหล่านั้นไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม หรือไม่ก็โน้มน้าวให้ผู้บริโภคเชื่อว่า การซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจฟอกเขียวเป็นหนทางหนึ่งในการส่งเสริมธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

          สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษรายงานเพิ่มเติม ว่า ปีนี้กองทุนคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (WWF) มอบ รางวัล "สุดยอดนักฟอกเขียว" ให้กับบริษัทน้ำมันข้ามชาติรายหนึ่ง ซึ่งยกเลิกการสนับสนุนเงินรางวัลการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่า หลังช่างภาพบางคนถ่ายภาพสัตว์ที่ได้รับผลกระทบบริเวณแหล่งขุดเจาะ น้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทดังกล่าวและส่งเข้าประกวด ในขณะที่โฆษณาในปี 2551 ของบริษัทน้ำมันแห่งนี้อวดอ้างมาตลอดว่า "เป็นผู้สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

          ภารกิจรับมือภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติในปีหน้าฟ้าใหม่ 2552 จึงเป็นประเด็นสาธารณะที่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะดูท่าว่าการโบ้ยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานใดๆคงไม่พอ และที่สำคัญก็คือทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติ คนที่อ่วมหนักสุดก็ได้แก่ประชาชนตาดำๆ ทู้กทีสิน่า!



 คนดังที่รณรงค์ช่วยโลก

          หากพูดถึงดาราใจบุญชาวฮอลลีวูดที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีแซมเปิ้ลได้แก่......

          1. แบรด พิตต์ ดาราหนุ่มเซ็กซี่ของนิตยสารพีเพิล เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ เมค อิท ไรต์ หรือ "ทำในสิ่งที่ถูก" เพื่อ ช่วยสร้างที่พักอาศัยให้แก่ผู้ประสบภัยจากพายุเฮอริเคนที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว พิตต์กะว่าเป็นโครงการระยะยาว แถม แองเจลินา โจลี ศรีภรรยาสุดเลิฟ ยังมีรอยสักไว้เพื่อเตือนใจชาวโลก ให้ โนว์ ยัวร์ ไรต์ กรุณารู้ถึงสิทธิอันชอบธรรมของพวกคุณด้วยนะ อู้ย คู่สามีภรรยาคู่นี้นอกจากหน้าตาดีเลิศประเสริฐศรีแล้ว ยังใจบุญซะด้วยสิ มีการรับเด็กกำพร้านำมา เลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ของโจลี-พิตต์ตั้งหลายคน แถมยัง ช่วยปลอบขวัญผู้ลี้ภัย ซะด้วย

          2. ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ดาราหนุ่มจากหนังเรื่องไททานิค กลายเป็นศิษย์โปรดของอดีตรองประธา-นาธิบดี อัล กอร์ แห่งสหรัฐฯ หลังเขารณรงค์ชูธงช่วย "ลดภาวะโลกร้อน" กับท่านกอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอัล กอร์ คว้ารางวัลออสการ์หนังสารคดีเรื่อง ดิ อินคอนวีเนียนต์ ทรูธ มาแล้ว

          3. ชาร์ลีซ เธียรอน ดาราหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์จากเรื่องมอนสเตอร์'ส บอล ได้รับเลือกให้เป็น ผู้นำสารสันติภาพจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อเร็วๆนี้ หลังมีส่วนรณรงค์เรื่อง สิทธิสัตว์ และ ช่วยรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก เช่นเดียวกับที่ นิโคล คิดแมน ดาราหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์เรื่อง The Hours ก็ได้รับเลือกจากกองทุนพัฒนาสตรีของสหประชาชาติให้เป็นทูตสันถวไมตรี ไปหมาดๆ 

          4. คริส มาร์ติน นักแต่งเพลงและสมาชิกของวงดนตรีโคลด์เพลย์ รวมทั้งเป็นสามีของกวินเน็ท พัลโทรว์ ดาราหญิงที่มีรางวัลรับประกันคุณภาพของวงการบันเทิงอีกคน วงดนตรีวงนี้มีส่วนร่วมในการแสดงคอนเสิร์ตไลฟ์เอดส์ 

          5. อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ดาราหนุ่มใหญ่ที่กลายเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เข้าร่วมประชุมหาทางลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษเป็นประจำ เพราะเห็นความสำคัญในด้านนี้น่ะซี.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ทีมข่าวต่างประเทศ

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ฤทธิ์ภัยธรรมชาติ ถล่มโลกปี 51 อัปเดตล่าสุด 30 ธันวาคม 2551 เวลา 14:02:53 26,844 อ่าน
TOP
x close