
"ไพฑูรย์"ยังกั๊กโครงการแจก "ข้าวสาร" พร้อมยุติหากผิดกฎหมาย เดินหน้าถ้าเป็นประโยชน์ ปลัด"แรงงาน"ชี้ฝ่ายลูกจ้างเสนอเข้ามาเอง ดูข้อกฎหมายหลายครั้ง พบข้อดีเยอะจึงไฟเขียว ด้าน "นักวิชาการ-ลูกจ้าง"ค้านหนักลดเงินสมทบ 2.5% ชี้บรรเทาได้เล็กน้อย แต่ประโยชน์ตกกับนายจ้าง
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมยุติโครงการใช้เงินกองทุนประกันสังคม 1,000 ล้านบาท ซื้อข้าวสารแจกผู้ประกันตน 9.3 ล้านคน คนละ 5 กิโลกรัม ตามที่คณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ด สปส.มีมติ หากพิจารณาแล้วไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ หรือผิดกฎหมาย แต่พร้อมเดินหน้าต่อถ้าเป็นโครงการที่ดีและผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ นายไพฑูรย์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 มกราคมว่า บอร์ด สปส.มีมติเรื่องดังกล่าวสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว หากมีการเสนอขึ้นมา จะขอพิจารณาทั้งในแง่กฎหมาย ความเหมาะสม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ เนื่องจากหลายฝ่ายห่วงใยเรื่องความโปร่งใสและไม่ว่าจะตัดสินใจด้วยเหตุผลใด จะแถลงรายละเอียดให้สาธารณชนทราบ หากพิจารณาว่า โครงการเป็นผลดีกับผู้ประกันตนและไม่ผิดกฎหมาย ก็พร้อมเดินหน้า แต่หากการดำเนินการไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย จะไม่มีการดำเนินการ
ด้านนายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ด สปส. กล่าวว่า บอร์ด สปส.ฝ่ายลูกจ้างเป็นผู้เสนอโครงการนี้ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาในข้อกฎหมายหลายรอบ และพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียจึงมติเห็นชอบ ซึ่งโครงการนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอน โดยจะนำรายละเอียดเสนอนายไพฑูรย์ พิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หากนายไพฑูรย์ ไม่อนุมัติก็ไม่สามารถดำเนินการได้
"ผมเป็น 1 ใน 15 คน ของบอร์ด สปส.ยืนยันชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างโปร่งใส ถูกต้อง ตามระเบียบ ซึ่งผมได้พิจารณาในข้อกฎหมายหลายครั้งแล้วสามารถทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายได้พิจารณาล้อไปกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีการนำเงิน 2.8 พันล้านบาท ดำเนินโครงการติดตั้งระบบสารสนเทศด้านแรงงาน มาเทียบเคียงว่า สามารถทำได้เนื่องจากใช้เงินบริหารร้อยละ 10 และแจกให้กับผู้ประกันตนทุกราย ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ยืนยันว่าไม่มีการทุจริต หรือมีนอกมีใน เนื่องจากได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการเขียนเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) เป็นขั้นตอนรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction)" นายสมชาย กล่าวและว่า ที่หลายฝ่ายคัดค้านมองว่า เป็นเรื่องของความคิดเห็นและเป็นเรื่องของอนาคตซึ่งต้องรับฟัง แต่เมื่อเป็นมติของ บอร์ด สปส.แล้ว ก็ต้องให้กระบวนการนโยบายพิจารณาว่า จะเดินหน้าต่อไปหรือไม่
นายสมชาย กล่าวว่า ยอมรับว่าโครงการนี้ มีเรื่องน่าห่วง คือ การบริหารจัดการจะทำกันอย่างไร เนื่องจากขณะนี้ สปส.รับภาระใหญ่ 2 เรื่อง คือ เป็นฐานข้อมูลในการเบิกจ่ายเงินค่าครองชีพ 2,000 บาท ให้กับผู้ประกันตน และการแจกข้าวสารให้ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ สปส.ไม่เคยทำ
นายไพโรจน์ สุขสมฤทธิ์ อดีตเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และบอร์ด สปส.ต้องพิจารณาให้ดี เพราะเชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาแน่นอน เช่น ปัญหาในเรื่องคุณภาพของข้าวสาร หรือระบบแจกจ่ายให้กับผู้ประกันตน ที่มีจำนวนหลายล้านคนทั่วประเทศ หากต้องการช่วยเหลือผู้ประกันตนจริงก็ควรตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มสวัสดิการ ซึ่งควรเป็นกองทุนของรัฐบาลไม่ใช่ของ สปส.
"การนำเงิน สปส.ไปใช้เป็นเรื่องเสี่ยง และเงินที่จะนำมาใช้ในการซื้อข้าวสารก็เป็นเงินของงบบริหาร ซี่งผมคิดว่าการซื้อข้าวมาแจกไม่น่าจะเป็นภารกิจของกระทรวงแรงงาน" นายไพโรจน์ กล่าว
ขณะที่นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์กรลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้นำแรงงานจากสภาต่างๆ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากข้าวสาร 5 กิโลกรัม คิดเป็นเงินประมาณ 100 บาท ไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกันตนอยู่รอด แต่อยากให้นำเงินส่วนนี้ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้งบกว่า 1,000 ล้านบาท ไปช่วยเหลือลูกจ้างที่กำลังเดือดร้อน เช่น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง แต่ยังส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไม่ถึง 180 วัน ทำให้ไม่ได้รับเงินประกันจากการว่างงาน จะดีกว่า
"เรื่องการลดเงินสมทบให้นายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 2.5% ลูกจ้างไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะคิดแล้วลูกจ้างจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรายละประมาณ 200-300 ต่อเดือน แต่จะส่งผลกระทบกับเงินกองทุนชราภาพในอนาคต ที่เงินจะหายไปหลายหมื่นล้านบาท แต่หากรัฐบาลนำเงินมาจ่ายแทนส่วนนี้ ก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นวันที่ 26 มกราคมนี้ สมาชิกสภาองค์กรแรงงาน จะไปยื่นหนังสือทักท้วงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ทบทวนมติทั้ง 2 เรื่อง" นายมนัส กล่าว
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า หากมีการลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ร้อยละ 2.5 จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างได้เล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลประโยชน์จะไปตกอยู่กับนายจ้าง และจะส่งผลกระทบกับเงินกองทุนในอนาคต จึงขอให้มีการทบทวนและระมัดระวังไม่ให้กระทบกับสิทธิของผู้ประกันตนทั้ง 7 ประการ หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับเงินกองทุน รัฐบาลจะต้องนำเงินมาจ่ายแทนส่วนที่ขาดหายไป
ด้านศาสตราจารย์ภิชาญ แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การลดเงินสมทบให้นายจ้างและลูกจ้าง ร้อยละ 2.5 จะทำให้เกิดผลเสีย เพราะเป็นการลดเงินชราภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนในอนาคต แต่หากจะลดในส่วนนี้ รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินในส่วนที่หายไปแทนเพื่อไม่ให้กระทบกองทุน
ขอขอบคุณข้อมูและภาพประกอบจาก






