
ครม.อนุมัติขึ้นภาษีดีเซล-เบนซิน- 5 บาทต่อลิตร ลดแก๊สโซฮอล์ 1ก.พ.เบนซินขึ้นทันที-ดีเซลทยอยขึ้น ขยายเงินว่างงานเป็น 8 ด. ครอบคลุมถึงผู้ตกงานสูงถึง 5.1 หมื่นคนเห็นชอบผ่านงบฯ 120 ล้านบาทเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน "ไพฑูรย์" ยันดินหน้าลดเงินสมทบสปส. ร้อยละ 2.5 ม็อบชาวนาเฮ อนุมัติ 600ล.ซื้อที่ดินคืนเกษตรกร
ขึ้นภาษี ดีเซล-เบนซิน-ลดแก๊สโซฮอล์
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันใหม่ หลังจากการดำเนิน 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิต และจะสิ้นสุดวันที่ 31 มกราคมนี้
โดยอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันใหม่ ประกอบด้วย เบนซิน 91 และ 95 ที่อัตราภาษีก่อนดำเนินมาตรการดังกล่าว อยู่ที่ 3.685 บาทต่อลิตร เป็น 5 บาทต่อลิตร ดีเซล ในส่วนของกำมะถันต่ำ เดิมอยู่ที่ 2.305 บาทต่อลิตร เป็น 3.305 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันกำมะถันสูง เดิม 2.405 บาทต่อลิตร เป็น 4 บาทต่อลิตร
ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ อี 10 เดิมอยู่ที่ 3.3165 บาทต่อลิตร เป็น 3.317 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ อี 85 เดิม 2.5795 บาทต่อลิตร เป็น 0.75 บาทต่อลิตร เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันประเภทนี้มากขึ้น ส่วนของไบโอดีเซล หรือบี 5 อัตราเดิม 2.1898 บาทต่อลิตร เป็น 2.190 บาทต่อลิตร

นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมครม.ว่า อัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ส่วนแก๊สโซฮอล์ อี 20 ที่ประชุมยังไม่มีการพิจารณารายละเอียด เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขอนำข้อมูลกลับไปศึกษารายละเอียดอีกครั้ง แต่คาดว่าจะมีการปรับลดราคาใกล้เคียงกับอี 85 ที่จัดเก็บลิตรละ 0.75 บาท เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันประเภทนี้มากขึ้น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในที่ประชุม หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันแต่ละประเภท ซึ่งในส่วนอี 20 จะปรับเพิ่มเป็นลิตรละ 3.317 บาท เท่ากับน้ำมันอี 10 แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ทักท้วงว่าอี 20 มีส่วนผสมเอทานอลจำนวนมาก และปัจจุบันมีรถที่หันมานิยมใช้รถยนต์ประเภทนี้แล้ว จึงไม่ควรเก็บภาษีในอัตราสูง จึงขอให้กระทรวงการคลังทบทวนเรื่องดังกล่าว นายกรณ์จึงแจ้งว่าจะหารือกับรัฐมนตรีพลังงานนอกรอบอีกครั้ง
1 ก.พ. เบนซินขึ้นทันที-ดีเซลขยักขึ้น
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันใหม่จะทำให้รัฐมีรายได้กลับเข้ามาภายในปี 2552 จำนวน 12,571 ล้านบาท ส่วนการควบคุมดูแลราคาสินค้าที่จะมีผลจากการปรับราคาน้ำมันนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแลต่อไป
สำหรับดีเซลหลังอัตราภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ คงจะไม่ปรับขึ้นราคาในครั้งเดียว อาจจะมีการทยอยปรับ เนื่องจากมีกองทุนน้ำมันพยุงราคาไว้ก่อน แต่ในส่วนของเบนซินคงจะปรับขึ้นในครั้งเดียว เพราะไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา
กบง.ถกราคาน้ำมันใหม่ 29 ม.ค.
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าหลังจากปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันแล้ว ราคาขายปลีกน้ำมัน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะเป็นเท่าไร เพราะราคาน้ำมันเกี่ยวข้องอยู่ 2 ส่วน คือภาษีสรรพสามิตและงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในส่วนภาษีสรรพสามิต กระทรวงการคลังคงเรียกเก็บเต็มที่เพื่อชดเชยรายได้รัฐบาล แต่เงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯนั้น เชื่อว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันที่ 29 มกราคมนี้ จะมีการพิจารณาอีกครั้ง เพราะต้องคำนึงถึงกระทบที่เกิดกับประชาชนด้วย และก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานก็เคยออกมาระบุว่าจะพยายามทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ให้ปรับขึ้นภายในครั้งเดียว
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินผลที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า จะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนปรับไปใช้พลังงานทดแทนที่มาจากพืชการเกษตรในประเทศมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างรายได้เกษตรกร และบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจในปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวได้ โดยรัฐบาลคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,572 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากเบนซิน 391 ล้านบาท และดีเซล 1,181 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมัน โดยให้มีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด และให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลป้องกันการกักตุนน้ำมัน เพื่อจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นด้วย
ขยายเงินว่างงานเป็น 8 เดือน
นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอให้มีการขยายระยะเวลาการจ่ายเงินทดแทนให้ผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างงาน จากเดิม 180 วัน หรือ 6 เดือน เป็น 240 วัน หรือ 8 เดือน ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงผู้ตกงานในช่วงเดือนธันวาคม 2551 ที่มีจำนวนตัวเลขสูงถึง 5.1 หมื่นคนด้วย และมีมติเห็นชอบในการอนุมัติงบฯ 120 ล้านบาท ในการดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการดำเนินการโครงการนี้
"ไพฑูรย์" ยันดินหน้าลดเงินสมทบสปส.
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปพิจารณารายละเอียดการลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ร้อยละ 2.5 ให้กับนายจ้างและลูกจ้างผู้ประกันตนอีกครั้งว่า เป็นเพียงสั่งการให้อนุคณะกรรมการ สปส.พิจารณาในรายละเอียด และจะนำกลับเข้ามาพิจาณาอีกครั้ง ส่วนที่หลายฝ่ายคัดค้านก็พร้อมรับฟังความคิดเห็น แต่ขอให้รับฟังเหตุผลของฝ่ายรัฐบาลด้วย เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยจะมีคนตกงานกว่า 1 ล้านคน สปส.ก็ต้องเสียเงินกองทุนไปฟรีๆ ปีละ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้าดำเนินการโครงการนี้ เบื้องต้นจะรักษาไม่ให้คนตกงานกว่า 500,000 คน และประหยัดเงินในกองทุนประกันสังคมกว่า 20,000 ล้านบาท
นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม กล่าวว่า ต้องการพิจารณารายละเอียดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนเสียหาย โดยขั้นตอนคือ บอร์ด สปส.มีมติเมื่อวันที่ 20 มกราคม ในหลักการใหญ่ ส่วนวันที่ 27 มกราคม มีมติให้อนุกรรมการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินการพิจารราลดเงินสมทบ สปส.ไปพิจารณา พร้อมวิเคราะห์ตัวเลขการช่วยนายจ้างและลูกจ้างผู้ประกันตนว่าหากมีการลดเงินสมทบร้อยละ 2.5 จะกระทบกับเงินกองทุนเท่าไหร่ และกระทบต่อสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนทั้ง 7 กรณี เช่น ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ว่างงาน มากน้อยเพียงไร รวมทั้งศึกษาผลดีและผลเสียที่ชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ และนำกลับมาเสนอที่ประชุมบอร์ด สปส.อีกครั้งวันที่ 10 กุมภาพันธ์
ขณะที่นางอัมพร นิติศิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงสถานการณ์การเลิกจ้าง ระหว่างวันที่ 1-26 มกราคมที่ผ่านมาว่า มีสถานประกอบการปิดกิจการแล้ว 50 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 2,863 คน จังหวัดที่มีการเลิกจ้างสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และตาก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากสถานประกอบการขาดสภาพคล่อง และคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง ขณะที่แนวโน้มมีสถานประกอบการจะเลิกจ้าง 102 แห่ง ลูกจ้างจะได้รับผลกระทบ 68,122 คน แบ่ง 2 ส่วน คือ ลูกจ้างที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้างสูง 23,296 คน และลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบในลักษณะถูกลดเงินโบนัส ลดเวลาในการทำงาน 44,826 คน
อนุมัติ 600 ล้าน ซื้อที่ดินคืนเกษตรกร
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้งบประมาณของกองทุนฟื้นฟูฯจำนวน 607.5 ล้านบาท เข้าไปซื้อทรัพย์สินของเกษตรกรจำนวน 1,187 ราย ซึ่งเป็นหนี้ที่ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว จากนั้นรัฐบาลจะตั้งงบฯชดเชยคืนกลับให้กองทุนภายหลัง โดยจะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงและจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรเท่านั้น และก่อนจะโอนทรัพย์สินให้กับเกษตรกร จะมีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกองทุนฟื้นฟูฯกับเกษตรกรคนละครึ่ง
นายสังศิตกล่าวว่า สำหรับหนี้ที่เหลืออีกกว่า 17,500 ล้านบาท คงนำเข้าที่ประชุมครม.วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา ผลการประชุมครั้งนี้เชื่อว่ากลุ่มเกษตรกรที่มาปักหลักบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลคงจะพอใจและยอมสลายการชุมนุม
ม็อบเฮ-กลับมาใหม่ 9 กพ.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยกว่า 1,000 คน เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ตรงข้ามสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อกดดันให้รัฐบาลนำข้อเสนอรับซื้อที่ดินของเกษตรกรที่กำลังจะถูกขายทอดตลาดวงเวิน 600 ล้านบาท ตามที่เคยให้คำสัญญาไว้ ซึ่งการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเพื่อรอคอยมติ ครม.
จากนั้น นายสังศิตได้ไปพบกลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่ชุมนุมรอฟังคำตอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ตรงข้ามสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยนายสังศิตขึ้นกล่าวบนเวทีถึงผลประชุม ครม.ที่อนุมัติเงิน 607 ล้านบาทดังกล่าว รวมทั้งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะพิจารณาให้งบฯเพิ่มเติมอีก 17,500 ล้านบาท เพื่อปลดหนี้ชาวนา
ทั้งนี้ นายสังศิตได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ยังไม่มั่นใจว่ามติ ครม.ดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ จึงอยากให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินออกมาให้คำมั่นสัญญาด้วยตัวเองหรือนำเอกสารบันทึกผลการประชุมมาให้แกนนำดู จากนั้นนายสังศิตได้นำแกนนำ 10 คน เข้าไปดูเอกสารการประชุม ครม. ทำให้แกนนำผู้ชุมนุมพอใจ และสลายการชุมนุม โดยให้ผู้ร่วมชุมนุมมาพร้อมกันอีกครั้งในเวลา 17.00 น.ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพื่อมารอฟังมติ ครม.วันที่ 10 กุมภาพันธ์
นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครื่อข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ชุมนุมจะแยกย้ายกลับบ้านกันไปก่อน และจะเดินทางมาร่วมชุมนุมกันอีกครั้งในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพื่อเรียกร้องเงินช่วยเหลืออีก 17,500 ล้านบาท ตามที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก





