คนว่างงานไตรมาสแรก พุ่ง 7.8 แสน

ว่างงาน


ไตรมาสแรกพุ่ง ยอดเตะฝุ่น ว่างงาน7.8แสน (ไทยรัฐ)

        ที่ประชุม ครม. วันอังคารที่ 23 มิ.ย. รับทราบผลสำรวจภาวะว่างงาน ในไตรมาสแรก (ม.ค. - มี.ค. 2552) ตามที่ สสช. ทำการสำรวจ พบว่า มีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.1% มีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 780,000 คน 

        นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. ได้รับทราบผลสำรวจภาวะว่างงาน ในไตรมาสแรก (ม.ค. - มี.ค. 2552) ตามที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้ทำการสำรวจ พบว่า มีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.1% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 780,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 170,000 คน แยกเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 180,000 คน ที่เหลือเป็นผู้ที่เคยมีงานทำมาก่อนแล้ว 

        และส่วนใหญ่มาจากภาคการผลิตที่มีมากถึง 280,000 คน ภาคการบริการและการค้า 190,000 คน และภาคเกษตรกรรม 130,000 คน ผู้ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 300,000 คน รองลงมา คือ ภาคกลาง 170,000 คน ภาคใต้ 130,000 คน ภาคเหนือ 120,000 คน และ กทม. 60,000 คน โดยภาคใต้มีอัตราว่างงานสูงสุดถึง 2.6% ส่วนใน กทม. มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดเพียง 1.4% เท่านั้น  

        รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 52.57 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในวัยกำลังแรงงาน 37.53 ล้านคน คือ ผู้มีงานทำ 36.50 ล้านคน ผู้ว่างงาน 780,000 คน ผู้รอฤดูกาล 250,000 คน และผู้อยู่นอกกำลังแรงงานอีก 15.04 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อน ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 680,000 คน จาก 35.82 ล้านคน เป็น 36.50 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 1.9% โดยผู้มีงานทำนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 580,000 คน ขณะที่อีก 100,000 คน เป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตร ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในสาขาขายส่งและขายปลีก ที่มีมากถึง 320,000 คน ขณะที่สาขาการผลิตลดลง 220,000 คน

        นายวัชระ กล่าวต่ออีกว่า สาขาการผลิตที่มีผู้มีงานทำลดลง ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาการผลิตสิ่งทอลดลง 89,000 คน การผลิตไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ลดลง 68,000 คน การผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะลดลง 37,000 คน การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 33,000 คน ขณะที่การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 80,000 คน การผลิตผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากโลหะประดิษฐ์เพิ่มขึ้น 23,000 คน การผลิตเครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11,000 คน  

        รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมครม.วันเดียวกัน ยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้นำเสนอต่อที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ต่อไป โดยสาระสำคัญของกฎหมาย ต้องการปกป้องและดูแลแรงงานที่รับงานไปทำที่บ้าน 

        ปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น จะไม่ใช้บังคับกับราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นของรัฐและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย และห้ามไม่ให้หญิงมีครรภ์หรือเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานที่มีลักษณะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้าน และกำหนดให้มีคณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้านเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตราค่าตอบแทน กำหนดห้ามไม่ให้ผู้จ้างงานเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้ที่รับงานไปทำที่บ้าน เว้นแต่ประเภท ปริมาณ หรือมูลค่าของงานที่ทำนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างงานได้ เป็นต้น โดยในที่ประชุม นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีแรงงานที่รับงานไปทำที่บ้านมากถึง 400,000 คน

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
คนว่างงานไตรมาสแรก พุ่ง 7.8 แสน อัปเดตล่าสุด 24 มิถุนายน 2552 เวลา 13:31:37 2,981 อ่าน
TOP
x close