ตื่น! โรคหนังเน่าพุพอง รักษาช้าตายได้


ตื่น! โรคหนังเน่าพุพอง ถึงตัดขา รักษาช้าตายได้ สังเวยแล้ว 5 (คมชัดลึก)

          นพ.อดิเกียรติ เอี่ยมวรนิรันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยโสธร เปิดเผยว่า จากสถิติการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลยโสธรพบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคหนังเน่า หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า Necrotizing Fasciitis เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5 หมื่นบาทต่อคน และผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งอัตราการดำเนินของโรคค่อนข้างเร็ว จากเดือนตุลาคมปี 2551-2552 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย

          ทั้งนี้ โรคหนังเน่ามักเกิดในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ และผู้ที่รับประทานยาที่มีสเตียรอยด์ เช่น ยาชุด ยาลูกกลอนเป็นประจำ อาการที่สำคัญคือ มีแผล บวม แดง ร้อน แผลลุกลามเร็ว กินลึกเข้าไปถึงชั้นกระดูก หากรักษาไม่ทันจะติดเชื้อในกระแสโลหิตและเสียชีวิตในที่สุด

          ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนป้องกันตัวเอง ด้วยการรักษาความสะอาดของร่างกาย ตัดเล็บให้สั้นและล้างมือให้สะอาด เมื่อเกิดแผล เช่น หนามทิ่มตำ หรือบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ให้ล้างทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสบู่ หากมีการปวด บวม แดง ร้อน ให้รีบไปพบแพทย์ หรือสถานีอนามัยใกล้บ้านทันที ไม่รับประทานยาชุด ยาลูกกลอน หรือยาที่มีสารสเตียรอยด์ เสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเป็นประจำ

          ด้าน นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคหนังเน่าไม่มาก ประมาณปีละไม่ถึง 1 หมื่นราย ยกตัวอย่างเช่น ทั่วประเทศมีผู้ป่วยเบาหวาน 3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอัตราการเกิดโรคไม่ถึง 1% โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียหลายชนิดรวมกัน เมื่อผู้ป่วยเป็นแผล โดยเฉพาะบริเวณส่วนล่างของร่างกายและเท้า หากทำแผลไม่ดี จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางแผล ลุกลามต่อไปยังเนื้อเยื่อพังผืด และเข้าสู่กระแสเลือดจนทำให้เสียชีวิต

          "เชื้อแบคทีเรียนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกระจายตัวเร็วนับเวลาเป็นชั่วโมง หากติดเชื้อแล้วทิ้งไว้ข้ามวัน อาจทำให้ต้องตัดขาทิ้ง และหากได้รับการรักษาไม่ถูกต้องและทันเวลา โอกาสเสียชีวิตสูงและรวดเร็วนับเวลาเป็นวัน ส่วนจะกี่วันไม่สามารถระบุได้ แต่หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา โอกาสเสียชีวิตจะน้อย" นพ.เรวัต กล่าว

          อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกฤดูกาล แต่อาจเกิดขึ้นมากในช่วงฤดูฝน ที่เกษตรกรมีการทำสวน ทำไร่และทำนาเป็นจำนวนมาก จึงมีโอกาสโดนหนาม หรือเศษกระเบื้องตำที่เท้าจนเกิดเป็นแผลได้ง่าย กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโรคนี้เป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ร่างกายไม่แข็งแรง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน เลือดจะไปเลี้ยงไม่ดี ทำให้เท้าชา เมื่อเกิดแผลจะไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยจึงไม่ให้ความสนใจในการทำแผล เชื้อแบคทีเรียจึงเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย รวมถึงผู้ป่วยโรคตับแข็ง และผู้ที่รับประทานยาลูกกลอนที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ สำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรงก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ แต่อัตราน้อย

          นพ.เรวัต กล่าวด้วยว่า อาการของผู้ป่วยโรคนี้ ผิวหนังจะโป่งพองเหมือนน้ำร้อนลวก น้ำที่เจาะออกมาจะมีสีดำคล้ำ มีไข้สูง ในการรักษา แพทย์จะทำการผ่าระบายหนองออกตัดเนื้อเยื่อที่เน่า และให้ยาปฏิชีวนะชนิดเข้มข้น หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการของตนเองได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคที่มีความเสี่ยง หากผิวหนังปวด บวม แดง ร้อน และมีไข้สูง ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที ไม่ควรชะล่าใจว่า เป็นแผลธรรมดาไม่ช้าก็จะหาย ในการป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ ด้วยการใส่รองเท้าเมื่อต้องออกไปเดินนอกบ้าน หรือทำไร่ ทำสวน ทำนา เพื่อไม่ให้เกิดแผลบริเวณส่วนล่างของร่างกาย

          อนึ่ง จากรายงานการเฝ้าระวังโรคหนังเน่ารายใหม่ของจังหวัดยโสธร ในปี 2550 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-21 กันยายน 2550 พบผู้ป่วย 79 ราย มากที่สุดที่อำเภอเมือง 39 ราย รองลงมาคือ อำเภอคำเขื่อนแก้ว 10 ราย อำเภอเลิงนกทา 9 ราย อำเภอกุดชุม 8 ราย โดยพบมีการระบาดมากในระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการทำนาและเป็นฤดูฝน กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือกลุ่มอายุ 55-64 ปี และ 45-54 ปีตามลำดับ โดยพบผู้ป่วยอายุมากที่สุด 84 ปี อายุน้อยที่สุด 28 ปี เป็นผู้หญิงมากกว่าชาย 18 เท่า

          เมื่อวิเคราะห์ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนังเน่าแต่ละราย พบว่าเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว คือ เป็นโรคเบาหวาน มากที่สุดถึงร้อยละ 58 รองลงมาได้แก่ โรคอ้วน ร้อยละ 32 เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ถูกของมีคมบาด เหยียบตะปู หนามทิ่มตำ มีแผลพุพอง ฯลฯ ร้อยละ 25 เกิดจากการกินยาชุดเป็นประจำ ร้อยละ 23 โดยเฉพาะยาชุดนั้นมีอันตรายมาก ส่วนใหญ่มักจะมีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ยาต้านอักเสบและยาแก้ปวด ซึ่งชาวนาชาวไร่ เกษตรกรมักชอบกินแก้ปวดแก้เมื่อยหลังทำงาน รวมทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอาการปวดข้อ ปวดเมื่อย ยาประเภทนี้หากใช้ไปนานๆ ยาจะไปกดภูมิต้านทานในร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย ทำให้ผิวหนังบางลง และเกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน ชาวบ้านไม่ควรซื้อกินเองอย่างเด็ดขาด และการใช้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552


เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ตื่น! โรคหนังเน่าพุพอง รักษาช้าตายได้ อัปเดตล่าสุด 25 มิถุนายน 2552 เวลา 13:26:48 42,344 อ่าน
TOP
x close