
ต้นจามจุรี
ฮือฮา!ต้นจามจุรี โค่นล้มนับปีกลับยืนต้นเหมือนเดิม (ไทยรัฐ)
ชาวบ้านเมืองคอนแตกตื่น!! ต้น "จามจุรี" โดนพายุโค่นล้มนับปี วันดีคืนดีกลับยืนต้นเหมือนเดิม ชาวแห่กราบไหว้ขอหวยสุดคึกคัก ...
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (21ก.ค.) ว่า ชาวบ้าน จ.นครศรีธรรมราช พากันแตกตื่น เล่าลือกันว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ริมคลองลานบือ ซึ่งเป็นลำคลองเล็กๆ สาขาของคลองปากเนตร ในท้องที่หมู่ 4 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง ซึ่งโดนพายุฝนกระหน่ำหนักทำให้ต้นไม้ใหญ่ต้นดังกล่าวโค่นล้มลงมาชนิดถอน รากถอนโคน เมื่อเดือน ก.ค. 2551 และในช่วงฤดูฝนต้นไม้ที่หักโค่นถูกน้ำท่วมนานหลายเดือน จนกระทั้งในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2552 ต้นไม้ใหญ่ต้นดังกล่าวกลับมายืนต้นตรงเป็นปกติ และแตกกิ่งก้านสาขาเหมือนเดิม ไม่หลงเหลือร่องรอยที่เคยโค่นล้มให้เห็นแม้แต่น้อย แม้แต่รากที่ฉีกขาดโผล่พื้นดินก็กลับไปอยู่ใต้ดินเป็นปกติเหมือนเดิม
ทั้งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และแห่ เดินทางไปชมพร้อมนำดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องเซ่น เพื่อกราบไหว้ต้นไม้ใหญ่ ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าต้นไม้ต้นดังกล่าวเป็นต้น "จามจุรี" หรือที่ชาวบ้านเรียกภาษาถิ่นว่าต้น "ฉ่ำฉา" ขนาด 2 คนโอบ สูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะตั้งตรงเกือบ 90 องศา ขึ้นอยู่ริมลำคลอง 3 แพร่งหลังบ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านของนายจรัส ชุมจันทร์ อายุ 52 ปี โดยพบชาวบ้านนับสิบคนกำลังจุดธูปเทียน และตั้งเครื่องเซ่นไหว้กราบไหว้บูชา
นายจรัส ชุมจันทร์ เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของพ่อตาแม่ยาย โดยต้นฉ่ำฉา เดิมถูกลมพายุฝนที่ตกกระหน่ำหนักพัดจนโค่นล้มชนิดถอนรากถอนโคน เมื่อเดือน ก.ค.2551 ตนก็ไม่ได้สนใจ และทิ้งให้นอนราบอยู่กับพื้นดินมาตลอดโดยในช่วงฤดูฝนปลายปี 2551 เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ทำให้ต้นฉ่ำฉาอยู่ใต้น้ำเป็นเวลากว่า 2 เดือน จนเมื่อต้นเดือน มี.ค. 2552 เพื่อนพ้องของตนที่เป็นช่างเฟอร์นิเจอร์มาเห็นเข้าก็เลยขอไปทำเฟอร์นิเจอร์ ตนจึงอนุญาตให้ตัดท่อนปลายไปเหลือเพียงท่อนล่างประมาณ 5 เมตร แต่ขณะที่ใช้เลื่อยตัดอยู่นั้น พบว่า มีน้ำพุ่งออกมาจากรอยที่ ถูกตัดอย่างแรงเหมือนท่อประปาแตก สร้างความประหลาดใจอย่างมาก จึงไม่กล้าตัดท่อนโค่นอีก
"ผ่านไปกว่า 2 อาทิตย์ เมื่อตื่นนอนตอนเช้าพบว่าต้นฉ่ำฉากลับขึ้นมายืนต้นตรง และยังมีกิ่งก้านสาขาแตกเป็นพุ่มกว้างเขียวขจี รากที่ฉีกขาดโผล่ลอยพ้นพื้นดินก็มุดกลับลงไปอยู่ใต้ดินเป็นปกติทุกอย่าง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สร้างความตกใจอย่างมาก จึงเรียกภรรยาพร้อมพ่อตาแม่ยายมาดู ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างแปลกใจ" นายจรัส กล่าว
นางปลื้ม แสงแก้ว กล่าวว่า หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ได้มีญาติจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาเยี่ยมโดยนำบุตรชายวัย 16 ปีมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านของตนเด็กผู้ชายคนดังกล่าวกลับมีอาการแปลก หน้าขรึมไม่ยอมพูดกับใคร ก่อนจะตะโกนเสียงดังล้มหงายตึงกับพื้นดินทำท่าเลื้อยเหมือนงู ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และพยายามเข้าไปอุ้มเด็กเพื่อปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาล แต่เด็กกลับพูดออกมาเสียงดังเป็นเสียงคนชรา ระบุว่า "ไม่ต้องพากูไปไหน กูจะอยู่ที่นี่ เพราะกูอยู่ที่นี่มานานแล้ว" นายเบียบ สามีของนางปลื้ม จึงเข้ามาสอบถามว่าเป็นใคร ก็ได้รับคำตอบว่า "กูคือตาขุนดำ" นายเบียบ จึงถามว่าตาขุนดำอยู่ที่ไหน..? ได้รับคำตอบว่า "กูไม่มีที่อยู่ ต้องตากแดดตากฝนมาตลอด จึงตัดสินใจเข้าไปอยู่ในต้นฉ่ำฉา และยกต้นฉ่ำฉาที่โค่นล้มให้กระดกกลับขึ้นยืนต้นตรงเหมือนเดิม"
นายเบียบ แสงแก้ว กล่าวว่าสำหรับ "ตาขุนดำ" เป็นเทวดาที่ดูแลคุ้มครองรักษาพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่โบราณ มักจะปรากฎให้เห็นเป็นงูจงอางหรืองูบ้องหลา ขนาดใหญ่ 2 ตัว ในอดีตงูตาขุนดำจะเลื้อยไปมาพบเห็นกันบ่อย ๆ แต่ที่น่าแปลกคืองูตาขุนดำจะไม่ทำร้ายใคร และสังเกตได้คืองูตาขุนดำจะมีหงอนเล็ก ๆ ที่หัว ส่วนงูอีกตัวจะไม่มีหงอนเชื่อว่าเป็นคู่ของตาขุนดำ ตามปกติงูตาขุนดำจะอาศัยอยู่ในโพรงต้นโหมงต้นไม้ใหญ่ใน วัดเพหารงามหรือวัด วิหารงาม ในปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 1 กิโลเมตร ส่วนตำนานหรือเรื่องเล่าตาขุนดำ ก็ค่อยๆ เลือนหายไป
"ตนเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ตาขุนดำ เทวดาที่ดูแลคุ้มครองรักษาพื้นที่แสดงปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านทราบ และต้องการให้ชาวบ้านสร้างที่อยู่อาศัยให้ เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปจึงมีผู้คนทั้งในตัวเมืองนครศรีธรรมราชและใน พื้นที่แห่นำดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องเซ่นไหว้ มากราบไหว้บูชาและขอเลขเด็ดเป็นจำนวนมาก และสัญญาว่าหากถูกหวยรวยเบอร์ก็จะมาสร้างศาลทรงไทยให้ พร้อมจัดเครื่องเซ่นไหว้ และจัดมหรสพเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่" นายเบียบ กล่าว
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก![]()





