
อาสาสมัครครอบจักรวาล (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์)
โดย : ผานิต ธนะสุข
"ทุกคนที่มารู้จักพี่ติ๋วหมด"
"พวกเราไว้ใจแก ยิ่งกว่าหมอ พยาบาล ยิ่งกว่าญาติ"
ความในใจของคนไข้ประจำตึกสุวรรณมาศ-ตึกประจำสำหรับผู้ป่วยเอดส์ ถึงความเอื้ออาทรของ "พี่ติ๋ว" หรือ "บรรจง ถาดทอง" อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่มีต่อเพื่อนร่วมชะตาเดียวกันกับเธอ
"พี่ติ๋ว" เป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานด้านจิตอาสานานนับสิบปี เป็นผู้ริเริ่มอาสาสมัครและกลุ่มบำบัดผู้ป่วยโรคเอดส์ในตึกสุวรรณมาศ เพียงเพราะเธอต้องการเห็นเพื่อนร่วมโรคมีชีวิตที่ดีขึ้น ยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ สังคมไม่รังเกียจ นั่นคือแรงจูงใจที่สำคัญในการทำงาน
เธออาสาเป็นผู้ช่วยพยาบาล ทำงานทุกอย่างเท่าที่เธอจะทำได้ ตั้งแต่ช่วยหยิบของเล็กๆ น้อยๆ พี่เลี้ยงกลุ่มบำบัด เจ้าหน้าที่ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย กระทั่งจัดยาตามคำสั่งของเภสัชกร จนเธอเรียกตัวเองว่า "อาสาสมัครครอบจักรวาล"

พี่ติ๋วมาทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 4 โมงเย็น หลังจากนั้นจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านและตื่นขึ้นมาประมาณห้าทุ่มเพื่อทำกุ่ยช่ายจนถึงหกโมงเช้า เสร็จแล้วจะมีญาติมารับไปขายที่ตลาด หากเป็นเสาร์ อาทิตย์ หรือปิดเทอม พี่ติ๋วก็จะไปขายเอง เสร็จแล้วจึงไปทำงานต่อที่โรงพยาบาลจนถึงสี่โมงเย็นจึงกลับบ้าน ชีวิตของพี่ติ๋ว
วนเวียนอยู่อย่างนี้มานานนับสิบปี
แม้จะต้องแบกรับภาระอันหนักหน่วง เธอก็ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
"สิ่งที่ทำผลคือน้องๆ ผู้ป่วยโรคเอดส์พึ่งพาตนเอง และยืนหยัดอยู่ในสังคมได้เพราะช่วงแรกที่มารักษาผู้ป่วยแต่ละคนต่างอายกันเอง ทั้งๆ ป่วยเหมือนกัน เลยคิดว่าเมื่อเป็นเหมือนกันก็ควรมาพูดคุยปรึกษากัน ไม่ใช่อายกัน"
การเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มบำบัดผู้ป่วยเอดส์ หากวันไหนมีกลุ่มบำบัดมาก พี่ติ๋วจะยิ่งเหนื่อยมาก เพราะจะมีคนไข้มารับยา ตรวจเลือด ติดตามอาการมาก มากจนบางครั้งก็เบียดบังเวลาอาหารเที่ยงให้ล่วงเลยไปถึงบ่ายสองโมงเป็นประจำ
"เธอไม่ใช่คนอ่อนหวาน เป็นคนปลอบใจคนไม่เป็น สมมุติมีผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่งรู้ว่าเป็นมารักษา ช่วงแรกพี่จะยังไม่คุยกับเขา เพราะเห็นคนร้องไห้แล้วทนไม่ได้จะร้องตาม จะส่งไปคุยกับพยาบาลก่อน แล้วพยาบาลก็จะยกพี่เป็นตัวอย่างในการดูแลตัวเอง"
"มาถึงตรงนี้แล้วเขาก็จะไม่ร้อง เขาอยากรู้ข้อมูลในการดูแลตัวเองกันแล้ว แต่ถ้าวันไหนพยาบาลไม่อยู่แล้วมีคนไข้ใหม่มาโวยวายก็จะบอกเขาไปว่า เมื่อก่อนพี่ก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา แต่พี่ก็ผ่านมาได้"
"พอเขาเข้าใจ เขาก็จะไปดูแลตัวเอง จนตอนนี้คนไข้บางคนมาเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ไปบอกใครว่าผมเป็นโรคนี้ ไม่มีใครเชื่อน่ะ" เราก็บอกเขาไปว่า "ดีแล้ว ให้ดูแลตัวเองต่อไป"
นอกจากความสำเร็จที่เห็นน้องๆ ผู้ป่วยใหม่ดูแลตัวเองได้แล้ว ความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งในการริเริ่มทำงานอาสาสมัครก็คือ กลุ่มคนไข้สามารถดูแลเพื่อนๆ ด้วยกันเองได้ พี่ติ๋วสามารถฝากฝังให้คนไข้บ้านใกล้กันดูแลกันเองได้

สมกับความตั้งใจของพี่ติ๋วเมื่อครั้งแรกเริ่มทำงานอาสาสมัครที่ต้องการให้ผู้ป่วยโรคเอดส์พึ่งพาตัวเองและใช้ชีวิตได้ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป
ถึงแม้พี่ติ๋วจะมีจิตอาสาและเป็นที่รักของคนรอบข้าง แต่ในขณะเดียวกันพี่ติ๋วก็เป็นที่เคารพนับถือของคนไข้และอาสาสมัครด้วยกันจากน้ำเสียงที่ดุและบุคลิกน่ายำเกรง
"คนไข้หลายคนเวลาพยาบาลเรียกจะไม่ค่อยลุก แต่พอพี่เรียกกลับรีบลุกกันเป็นแถว พอถามว่าทำไม เขาบอกว่ากลัวพี่ด่า (หัวเราะ) เพราะพี่เป็นคนเสียงแข็ง พูดห้าวๆ ห้วนๆ วันไหนที่พี่พูดเพราะ น้องๆ อาสาสมัครจะบอกว่าวันนั้นพี่แปลกไป"
ความมีจิตอาสาของเธอยังเผื่อแผ่ไปถึงน้องเม้งลูกชายวัย 15 ปี ที่ใช้เวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มาช่วยงานอาสาสมัครที่โรงพยาบาลด้วย
ทุกวันนี้พี่ติ๋วใช้ชีวิตอยู่กับลูก 2 คนและญาติฝั่งสามีที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไปแล้ว และด้วยความที่ทุกคนในละแวกบ้านรู้ว่าพี่ติ๋วทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาล พี่ติ๋วจึงต้องทำหน้าที่เป็นหมอไปโดยปริยาย
"คนแถวบ้านพี่ เวลาเจ็บป่วยหรือลูกหลานมีโรคแทรกซ้อนจากเอดส์ก็จะเรียกไปดู มาตะโกนหน้าบ้านว่า "หมอๆ" เราก็รีบปฏิเสธว่าไม่ใช่หมอ แต่เขาก็บอกว่าไม่สนใจจะเรียกซะอย่าง"
พี่ติ๋วจึงต้องรับหน้าที่หมอจำเป็นไปในที่สุด ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านไว้วางใจพี่ติ๋วนั้น เป็นเพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมา คนบ้านใกล้เรือนเคียงจะได้รับน้ำใจของพี่ติ๋วเสมอตั้งแต่ร่างกายยังไร้โรคจนถึงตอนนี้
ภาพที่ชาวบ้านรังเกียจ และโดดเดี่ยว ด้วยเพราะเป็นผู้ป่วยเอดส์จึงไม่เคยเกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว
ถึงแม้พี่ติ๋วเป็นผู้ป่วยเอดส์ที่แวดล้อมไปด้วยคนรอบข้างที่เข้าใจ แต่ทุกครั้งที่มีผู้ที่ติดเชื้อเอดส์จากสามีหรือคนรักเข้ามาปรึกษา เหตุการณ์ที่เกิดกับผู้ป่วยใหม่ก็เปรียบดังหนังชีวิตของพี่ติ๋วที่ถูกฉายซ้ำ รอบแล้วรอบเล่า
เพราะพี่ติ๋วคือหนึ่งในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากสามี และตอนนี้สามีก็จากไปเกือบสิบปีแล้ว เมื่อมีภรรยาที่ติดเชื้อเอดส์จากสามีมาระบายทุกข์ทีไร พี่ติ๋วจะอดน้ำตาไหลไม่ได้ และทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อวันแรกที่รู้ตัวว่าติดโรคร้าย
"คนไข้บางคนจะโวยวายมาก จะรู้สึกโกรธแค้นผู้ชาย บางคนอยากฆ่าผู้ชายเลย พี่ก็ปลอบเขาไปว่าเมื่อก่อนพี่ก็เป็นแบบเธอ แต่อยากจะให้คิดว่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราหายไหม ในเมื่อยังมีกันอยู่ก็ดูแลกันไป ทุกวันนี้พี่ยังเสียดายอยู่เลยว่า อยากให้สามียังมีชีวิตอยู่"
"ต่อให้เขาป่วยทำอะไรไม่ได้ ก็ยังอยากให้อยู่กับเรา พี่จะบอกให้น้องๆ คิดถึงตอนที่แต่งงานกันว่าเรารักกันแค่ไหน ไม่อยากให้คนอื่นต้องสูญเสียกันเพราะพี่สูญเสียมาแล้ว รู้ว่ามันทรมานขนาดไหน"
ความทรมานจากการสูญเสียสามีในช่วงแรก ส่งผลให้พี่ติ๋วเกือบตัดสินใจผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เมื่อเธอคิดฆ่าตัวตาย แต่โชคดีที่ยังไม่ได้ลงมือ และเรื่องนี้คือปมในใจที่ยังไม่คลายเงื่อนในใจพี่ติ๋ว เมื่อถามถึงเหตุการณ์ช่วงนั้น พี่ติ๋วตอบเพียงสั้นๆ ว่า
"หากทำจริงๆ ก็จะเสียดายมาก เพราะจะไม่ได้มาช่วยเหลือคนอย่างนี้ เพราะถ้าทำจริงคงไม่ทำแค่ตัวเองคนเดียว แต่จะเอาลูกไปด้วย"
สิ้นประโยค พี่ติ๋วก็ใช้น้ำตาบรรยายความเสียใจแทนคำพูดทั้งหมด
เมื่อถามถึงความคาดหวังในอนาคต พี่ติ๋วตอบว่า
"แค่อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดี ให้คนมีความรู้ดูแลตัวเองก็พอ และไม่อยากให้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่เมื่อคิดอีกแง่หนึ่งก็เข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากมนุษย์และมาพร้อมกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงยากที่จะควบคุม"
ขอเพียงแค่ให้ผู้ที่เคราะห์ร้ายเช่นเธอมีพื้นที่ยืนในสังคมได้เต็มภาคภูมิก็พอ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์






