สัลมา ชูอ่อน เพราะความใส่ใจ... ไม่ใช่แค่หน้ากระดาษ

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สัลมา ชูอ่อน เพราะความใส่ใจ... ไม่ใช่แค่หน้ากระดาษ (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์)

โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

        "การรักษาไม่ได้หมายถึงดูแลคนไข้แค่เพียงร่างกาย แต่เราต้องดูแลให้ลึกลงไปถึงจิตใจของเขาด้วย" สัลมา ชูอ่อน

        ภาพม้านั่งยาวเรียงแถวว่างเปล่า ใต้ชายคาของอาคารผู้ป่วยนอก ทำให้ยามบ่ายของวันนี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไอแดดระอุจนใครบางคนต้องเบือนหน้าหนีเข้ามาหาความเย็นจากสายลมระหว่างทางเดินเข้า-ออก และพัดลมตั้งพื้นที่กำลังทำงานอยู่ ถนนใหญ่ด้านหน้ายังพอมีผู้คนเดินทางผ่านบ้าง หากไม่ได้เห็นปฏิทินตั้งโต๊ะบอกตำแหน่งวันทำงาน อาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าวันนี้เป็นวันหยุดเอาเสียด้วยซ้ำ

        ไม่นานนัก รถกระบะสีขาวบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันก็วิ่งขึ้นมาจอดตรงจุดรับ-ส่งคนไข้ เสียงเครื่องยนต์  และเสียงโหวกเหวกของผู้คนทำลายภาพอ้อยอิ่งก่อนหน้าไปจนหมด หลายคนกำลังวุ่นวายกับการเคลื่อนย้ายตัวคนเจ็บที่นอนครวญครางอยู่บนท้ายกระบะ 

        "โอ้ย... เจ็บ... ฮือ..." สีหน้าและเสียงร้องทำให้หลายมือที่ล้อมวงอยู่ไม่กล้าที่จะทำอะไรมาก เพราะหากเกิดเคลื่อนย้ายผิดท่าอาจพลอยทำให้เจ้าตัวเจ็บหนักกว่านี้ก็ได้ 

        ระหว่างนั้น ร่างบอบบางในชุดฟอร์มพยาบาลที่ตรวจอาการเบื้องต้น ค่อย ๆ ปลอบประโลมจนเสียงร้องไห้เริ่มเบาลง 

        "ขอให้อัลลอฮฺทรงคุ้มครอง" ประโยคให้กำลังใจเมื่อเห็นคนไข้เริ่มตั้งสติได้แล้ว ก่อนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะช่วยกันกับญาติพยุงร่างนั่นขึ้นเตียงคนไข้แล้วรีบพาเข้าห้องฉุกเฉิน

        "มอเตอร์ไซค์ล้มค่ะ" พยาบาลสาวหันกลับมาตอบด้วยรอยยิ้ม

        นอกจากอาการเจ็บป่วยทั่วไปที่จะทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาหาหมอถึงโรงพยาบาลได้ อุบัติเหตุคราวหนึ่งจึงถือว่าเป็น "เรื่องใหญ่" สำหรับโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงอย่างนี้ 

        ลำพังการดูแลด้านสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล การขาดแคลนทั้งคนทั้งเครื่องมือกลายเป็นปัญหาที่ "ทรง" มาตลอด และยิ่ง "ทรุด" ลงเมื่อบริเวณนั้นถูกขีดเส้น "สีแดง" จากสถานการณ์ความไม่สงบ การเข้าถึงจึงมักถูกชะลอด้วยข้ออ้างด้านความปลอดภัย 

        แม้เหตุการณ์จะยัง "ลูกผีลูกคน" อยู่ ขณะที่คนทำงานในท้องถิ่นเองนับวันยิ่งกำลังใจถดถอย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของชาวบ้านนั้นจะเป็นเรื่องที่ต้องถูก "เว้นวรรค" ไว้ตามไปด้วย

        สัลมา ชูอ่อน หัวหน้างานจิตเวชชุมชน ประจำโรงพยาบาลกะพ้อ อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ยังคงนำทีมเวชศาสตร์ลงทำงานในหมู่บ้านเพื่อดูแลสุขภาพกาย และรักษาแผลใจของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ 

        ด้วยความหวังและตั้งใจ

        บนเส้นถนนสายหลักตัดผ่านชุมชน เรือนบ้านแซมป่า มีไร่นา และทิวเขาขนาบข้างอาจทำให้ใครหลายคนตกหลุมรักชุมชนในอำเภอเล็ก ๆ อย่างนี้ได้ไม่ยาก แต่บนเส้นทางระหว่างรอยต่อของ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอรามัญ จังหวัดยะลา ที่ถูกขนานนามว่า "ดงโจร" ทำให้กะพ้อกลายเป็น "ไข่แดง" ที่อยู่นอกสายตาจากหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาพัฒนาไปโดยปริยาย 

        อย่าว่าแต่จะย่างกรายเข้าพื้นที่เลย แค่คิด ยังยาก...

        "เมื่อก่อนรถวิ่งผ่านวันละเที่ยวเองนะ" รอยยิ้มเธอเปรียบเทียบภาพเมื่อวันวาน 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...



        สัลมา เกิดในครอบครัวมุสลิมที่อำเภอยะหริ่ง แม่ค้าขาย พ่อรับจ้างทั่วไป เธอผ่านกระบวนการเรียนรู้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากโรงเรียนสอนศาสนา (ปอเนาะ) ก่อนจะเลือกเส้นทางสายพยาบาลเพื่อดูแลเพื่อนมนุษย์ตามความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

        "จริง ๆ เราสอบได้ทุนของโรงเรียนในมาเลเซีย ใจเราก็อยากเรียนภาษาอังกฤษนะ แต่ที่บ้านพ่อแม่เราอยากให้เรียนสายพยาบาลมากกว่า ตามประสาชาวบ้านทั่วไปที่ถ้าลูกรับราชการก็จะดีกว่า แล้วเราเป็นลูก พ่อแม่อยากให้เราเรียนอะไรก็ได้ ไม่เป็นไร พอเข้าไปเรียนถึงได้รู้ว่าพยาบาลเป็นวิชาชีพหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่สุขสบายได้ พอเราเรียนที่วิทยาลัย เขาก็สอดแทรกว่าต้องใช้วิชาความรู้ควบคู่ไปกับความเอื้ออาทรต่อคนไข้ ถึงจะดูแลได้" 

        ในรั้ววิทยาลัยค่อนข้างแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจาก "วิถี" ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ จากโลกในกรอบศาสนามาสู่โลกในชีวิตจริง ในแต่ละวันจึงเหมือนบททดสอบศรัทธาในตัวตนที่ต้องก้าวผ่าน 

        "เรียนยากไหม ก็ไม่ถึงกับยากนะ (หัวเราะ) พื้นฐานเราเป็นคนที่อ่านหนังสือ ก็เรียนได้ ถ้าถามว่าต้องปรับตัวเยอะไหม ปรับเยอะ เพราะเมื่อก่อนเรียนโรงเรียนปอเนาะ เขาจะสอนกันคนละแบบ มีสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ก็มีบางจุดที่เชื่อมต่อได้ เช่น ปอเนาะสอนให้มีพื้นฐานด้านจิตใจที่ค่อนข้างจะดี สอนให้เชื่อถือในพระเจ้า ครึ่งวันเช้าจะเรียนศาสนา บ่ายจะเรียนสายสามัญ แต่วิทยาลัยจะไม่ใช่อย่างนั้น เราเรียนวิชาการเต็มวัน จุดที่เหมือนกันก็คือ วิทยาลัยพยาบาลเขาจะสอนเรื่องการขัดเกลาจิตใจเหมือนกัน การดูแลคนไข้ แต่สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนที่ปอเนาะเลย มันเปิดกว้างไปหมด ในกลุ่มเราก็มีเพื่อนไทยพุทธ 8 คน มีแค่ 2 คนที่เป็นมุสลิม"

          อาจมีบ้าง บางครั้งที่เผลอเดินออกนอกลู่ แต่ก็ไม่ได้หลุดออกนอกทาง เธอยอมรับว่าถึงเนื้อนอกจะดูเปลี่ยนไป แต่แก่นในก็ยังคงไว้เหมือนเดิม

          "เข้าผับ เที่ยวกลางคืนเราก็ไปกับเขานะ เหล้าก็มีลองบ้างนิดหน่อย แต่มันเหมือนเพื่อเรียนรู้มากกว่า ว่าสังคมภายนอกเขาเป็นยังไง แต่เราไม่เคยขาดละหมาดนะ มีบ้างที่เราไม่ได้คลุมฮีญาบ แต่ใจเรานึกถึงพระองค์อยู่ตลอด"

          ข้อพิสูจน์หนึ่งในความเชื่อดังกล่าวก็คือ การคว้าใบประกาศนียบัตรพยาบาลวิชาชีพได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอจึงหันหลังกลับบ้าน ด้วยความตั้งใจว่าอยากอยู่ใกล้ ๆ พ่อแม่ พร้อมกับการทำงานในสายวิชาชีพพยาบาลที่ได้เรียนมาอย่างเต็มที่ 

          "จบมาใหม่ ๆ  ปี พ.ศ. 2540 ตอนนั้นแบบ กำลังเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงเลย (หัวเราะ) สิ่งแรกที่คิดเอาไว้ก็คือ ต้องอยู่โรงพยาบาล เพราะเราได้ทุน สสจ. (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) หมายถึงว่า คนที่ต้องลงไปอยู่ที่โรงพยาบาลชุมชน ตอนที่เราถูกคัดมาเขาจะเรียงคะแนน คนได้คะแนนลำดับต้น ๆ จะต้องไปอยู่โรงพยาบาลชุมชน จุดแรกที่เขาเลือกคือตามพื้นที่ ภูมิลำเนา จริง ๆ อยากลงยะหริ่ง แต่ที่บ้านเราไม่มีโควต้า กับเพื่อนที่หนองจิกก็ไม่มี เลยจับมือกันมาที่กะพ้อดีกว่า เมื่อไม่ได้ก็ยังไงก็ได้แล้ว ถึงลำบากก็อยู่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวเลือกที่ตัวเองคาดหวังแล้ว และตัวเลือกอื่น ๆ ก็ถูกเลือกไปหมดแล้ว โอเค ไม่เป็นไรเราอยู่ 2 คน ได้ "

          ประตูบานแรกในวิชาชีพของเธอจึงถูกเปิดขึ้นที่นี่ 

        "เต็มที่" แต่ไม่ "เต็มทาง" 

        ม่านสีเขียวทึบถูกคลี่ออก ร่างของหญิงสาวนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง เสียงสะอื้นยังพอแว่วมาให้ได้ยินอยู่ หลังเข้าไปดูความเรียบร้อยของคนไข้ที่พยาบาล 3 - 4 คนกำลังช่วยกันทำความสะอาดแผล และดูอาการได้พักหนึ่ง สัลมาจึงเดินออกมาบริเวณเคาน์เตอร์จ่ายยาด้านหน้า เพื่อพูดคุยกับคนไข้อีกคนหนึ่งที่นั่งรอทำทะเบียนประวัติอยู่ 

        "ไม่สบายตรงไหนเหรอคะคุณลุง..." รอยยิ้มใต้ผ้าคลุมสีขาวเผยขึ้นระหว่างการถามไถ่

        ท่าทางร่าเริง และดูมีชีวิตชีวาของ "เอ็มม่า" เป็นที่รู้กันดีในหมู่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วยกันว่า ทำให้บรรยากาศในการทำงานดูครึกครื้นขนาดไหน พอ ๆ กับการเดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้เพื่อดูแลความเรียบร้อย และตรวจดูคนไข้ระหว่างรอคุณหมอมาทำการรักษา

        "ชื่อนี้เพื่อน ๆ ตั้งให้น่ะค่ะ" เธอตอบ 

        แค่เจอบรรยากาศป่วยไข้ทั้งวันก็แย่พออยู่แล้ว ถ้ามัวมานั่งเครียดปั้นหน้าใส่คนไข้คงยิ่งไปกันใหญ่ เพราะหน้าที่พยาบาลเบื้องต้นคือการเยียวยา ไม่ว่าคนไข้จะเป็นใครมาจากไหน เธอในบทบาทหน้าที่ก็คือต้องทำการรักษา ไม่ต่างจาก 20 ปีที่แล้ว 

        "เมื่อก่อนเราอยากอยู่โรงพยาบาลใหญ่ เพราะคิดว่าจะได้เจอคนไข้เยอะกว่าโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนไข้ แต่พอได้มาทำงานจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า โรงพยาบาลเล็ก ๆ นี่แหละ ของจริง"

        "ของจริง" ที่พยาบาลใหม่ถอดด้ามเจอก็คือ ภาพโรงพยาบาลชุมชนที่ไม่ต่างจากสถานีอนามัย ไม่มีแพทย์ประจำ รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างที่ไม่มี 

        "เห็นโรงพยาบาลครั้งแรกคิดว่า นี่เป็นโรงพยาบาลหรือว่าสถานีอนามัยนะ (ยิ้ม) เมื่อก่อน กะพ้อเป็นโรงพยาบาลสาขาของสายบุรี ซึ่งเล็ก และไม่มีเตียงนอนคนไข้ ก็เอ๊ะ เรามาผิดโรงพยาบาลหรือเปล่า พอมาอยู่ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ ไม่ผิดหวังนะ เพราะเป้าหมายเราคือได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาดูแลผู้ป่วย แต่แวบแรก อาจจะคิดว่า โรงพยาบาลเล็กอย่างนี้จะมีคนไข้มาไหม แต่จริง ๆ มันต้องใช้ความรู้จริง ๆ หมอมาอาทิตย์ละวัน ต้องใช้ความรู้ที่เรามีอยู่ทำทุกอย่างเลยนะ เราต้องเช็คคนไข้เอง ต้องมั่นใจ แม่นทฤษฏี ทำตัวเป็นหมอกับพยาบาลในร่างเดียวเลย (หัวเราะ)"

        นอกจากปัญหาเรื่องบุคลากรขาดแคลน ในพื้นที่ ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของศาสนิกชน เธอก็ยังต้องหาจุดสมดุลให้ตัวเองด้วยเช่นกัน 

        "ปัญหามันก็มีเหมือนกัน อย่างหลักคำสอนของอิสลาม เมื่อก่อนเป็นมุสลิม จะจับผู้ชายไม่ได้ แต่พยาบาลจะเลือกเพศไม่ได้ เชื้อชาติไหน ต้องดูแลหมด แต่ถ้าเราเชื่อในคำสอนของหลักศาสนา เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาสอนให้เราช่วยเหลือคนอื่น อยู่บนพื้นฐานของความมีเมตตา การให้คนอื่น เรามองว่ามันขึ้นอยู่ที่การเนียต (ตั้งปณิธาน) ของแต่ละคน เราทำด้วยจิตประสงค์ที่ดี การทำอะไรเพื่อพระเจ้า มันผ่อนปรนให้เราข้ามเส้นตรงนั้นมาได้" 

        กายพร้อมใจพร้อม การปรับตัวจึงไม่ได้เป็นปัญหา ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ทำงานทุกวัน อยู่เวร เช้า บ่าย ดึก อยู่กับคนไข้ตลอด 5 ปีแรกของการทำงาน ก่อนที่เธอจะรู้สึกว่าแม้ร่างกายจะทุ่มเท แต่จิตใจยังเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นหาย ทั้งกับตัวเอง และกับตัวคนไข้ 

        "เมื่อก่อน เวลาอยู่เวร 24 ชั่วโมง เช้าบ่ายดึก คนเดียว คนไข้จะมาเรียก ได้เวรละ 80 บาท ก็พออยู่ได้นะ เพราะที่บ้านก็ไม่ได้คาดหวังในตัวเงิน พ่อกับแม่หวังแค่ว่าเราจะดูแลเขาได้ และมีหน้าที่การงานที่มั่นคง เราไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตเลย นอกจากเรื่องงาน เพราะงานเยอะมาก ตั้งแต่เช้าจดค่ำทุกวัน ขึ้นเวร ตรวจคนไข้ กลับบ้าน ทำอย่างนี้ตลอด ก็เหนื่อยนะ แต่เราอยากให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี จนบางทีเหมือนเราละเลยอะไรบางอย่างไปน่ะ เพราะเราจะมีปัญหาเรื่องผู้ป่วยไม่ยอมมาหาหมอ ทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง ก็คอยเคี่ยวเข็ญให้เขากินยา บอกให้เขามารักษาอย่างต่อเนื่อง หงุดหงิดเหมือนกันนะ ไม่เข้าใจว่าเราอยากให้เขาหาย อยากให้เขาแข็งแรง แล้วทำไมเขาถึงไม่สนใจตัวเองเลย"

        ความรู้สึกนั้นทำให้เธอเกิดคำถาม ก่อนจะพบว่า แผ่นกระดาษที่เธอเขียนรายงานเกี่ยวกับตัวคนไข้ในแต่ละวัน เกิดขึ้นจากความ "ตั้งใจ" เพียงอย่างเดียว แต่หากความ "ใส่ใจ" กลับหล่นหายไป

        "เริ่มรู้สึกว่าเราทำงานแบบพยาบาลกับคนไข้ ถามอาการ ตรวจอาการ เขียนใบสั่งยาแล้วก็จบ ไม่ได้ทำงานในฐานะเพื่อนมนุษย์ดูแลกัน"

        ตรงนี้เอง กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่ "คุณค่า" ที่ตัวเธอพยายามค้นหามาตลอดการทำงาน  

        จาก "กระดาษ" สู่ "หัวใจ"

        "การดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ดูแลเฉพาะร่างกาย มันคือการดูแลทั้งภายนอก และภายใน" สายตาเธอหมายความว่าอย่างนั้นทุกครั้งที่มองคนไข้ 

        สัลมายอมรับว่ากว่าที่ตัวเองจะเข้าใจ และสัมผัสได้ถึงความหมายที่แท้จริงของ "ผู้ให้การรักษา" และ "ผู้รับการรักษา" นั้นต้องใช้เวลาเพาะบ่มอยู่พอสมควร การลงไปเยี่ยมบ้านคนไข้ตามชุมชนนี่เอง ทำให้เธอพบโลกอีกด้านของผู้ป่วยที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นคำตอบสำคัญที่เปลี่ยน "มุมมอง" ในการทำงานของเธออย่างสิ้นเชิง

        "เราอยากให้เขาได้รับการรักษาก็ดุญาติเขาว่าทำไมไม่พาคนป่วยมา โดยที่เราไม่ได้รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วมันมีสาเหตุมากกว่านั้น" สัลมาชี้จุดอ่อนสำคัญของตัวเอง ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงเมื่อปี พ.ศ. 2545 ทางโรงพยาบาลมีนโยบายให้พยาบาลวิชาชีพไปประจำที่สถานีอนามัย

        "ทางผู้ใหญ่อยากได้คนที่พูดภาษายาวีได้ เราจึงได้มีโอกาสลงพื้นที่กับน้องอีกคนหนึ่งก็ไปทำงานที่อนามัยสลับกันคนละเดือน ทำทุกอย่างตั้งแต่ตรวจรับคนไข้ ลงเยี่ยมบ้าน ไปกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานี กลัวก็กลัวนะ แต่เราก็ไปน่ะ (หัวเราะ)  ตอนนั้น คิดว่า ต้องดูคนไข้ ต้องดูประชาชนที่ต้องเองรับผิดชอบ เมื่อก่อนเราอยู่โรงพยาบาลเคยแต่เหมือนกิจวัตร เช้ารับเวร รับออเดอร์หมอ ดูแลคนไข้ก็จบไปวัน ๆ แต่เวลาเราลงชุมชน เราจะเห็นข้อมูลของคนไข้นอกเหนือจากเวลาที่เราอยู่โรงพยาบาล เราเห็นแค่เสี้ยว เยี่ยมบ้านได้เห็นเต็ม ๆ อย่างคนไข้เป็นโรคจิต เวลาญาติมาโรงพยาบาลแล้วบอกว่ามาเอายา แต่ไม่พาคนไข้มา เราก็จะบ่น ทำไมไม่พาคนไข้มา ถ้าไม่มาแล้วหมอจะติดตามผลการรักษายังไง ไม่เห็นอาการแล้วจะจ่ายยาได้ยังไง ลูกตัวเองทำไมพามาไม่ได้ แต่พอลงมาเราก็รู้ว่า เพราะอะไรเขาถึงพามาไม่ได้ เพราะครอบครัวเขา คนหนึ่งติดยา พ่อเป็นโรคเรื้อรัง แม่ก็ต้องออกไปทำงาน แล้วไหนเป็นคนที่จะพอพึ่งพิงได้ ไม่มี มีปัจจัยตัวแปรเยอะที่มากระทบกับคนไข้ ไม่ใช่คนไข้คนเดียว มันยังรวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่" สัลมาอธิบาย                 

        แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างในการเข้าถึงคนไข้ แต่ด้วยความจริงใจ และความอดทนทำให้เธอสามารถก้าวข้ามกำแพงนั้นมาได้

        "ส่วนใหญ่คนไข้โรคจิตจะปฏิสัมพันธ์ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้า ที่เราทำได้คือ ลงไปเยี่ยมทุกวัน จนคนไข้ยอมรับกว่าจะสร้างสัมพันธ์ ทรีคยาคนไข้ได้ เป็นอาทิตย์เลย ต้องใช้ลูกล่อ สารพัดกว่าคนไข้จะยอมกินยา" 

        บทเรียนสำคัญในการลงพื้นที่อยู่กับชุมชนครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่า การรักษานั้นมีอะไรมากกว่าที่เธอเข้าใจมาโดยตลอด

        "การรักษาผู้ป่วยสักคนคือการดูแลสุขภาพเขา ไม่ใช่ดูแลร่างกายอย่างเดียวนะ แต่เราต้องดูแลให้ลึกลงไปถึงจิตใจของเขาด้วย เพราะจิตใจมีส่วนสำคัญมาก เหมือนคนไข้อยู่ที่โรงพยาบาล เราดูแลแค่ร่างกาย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือ เราดูแลได้เฉพาะสิ่งที่เราเห็น แต่พอลงไปทำงานจริง ๆ จะพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น มันมีจิตใจ มีสิ่งแวดล้อม มีความเชื่ออีกเยอะแยะ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องไป ไม่ใช่เราไม่รู้นะ เวลาเรียนเขาก็สอนตลอด เวลาดูแลคนไข้ต้องดูแลร่างกาย ดูแลจิตใจ แต่จะไม่รู้หรอกว่าอย่างหลังมันเป็นยังไง เราดูแลแค่สิ่งที่เราเห็น แต่พอลองไปทำงานจริง ๆ ถึงได้รู้ว่านี่แหละคือการดูแลจิตใจ"

        มุมมองใหม่ที่ถูกเปิดออก ก็เหมือนได้เห็นจุดหมายที่แท้จริงของชีวิตการทำงาน เมื่อมีโอกาสสัลมาจึงได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านเวชศาสตร์ชุมชน ก่อนจะกลับมาเปิดแผนกจิตเวชชุมชน ตั้งทีมลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และการรักษาตัวเองให้กับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โครงการต่าง ๆ อาทิ พลังครอบครัวช่วยฟื้นฟูให้เดินได้ การสร้างหมอนวดแผนโบราณ การสร้างเครือข่ายชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นดีขึ้นจึงค่อย ๆ เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา 

        "เราอยากให้ให้คนในชุมชนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองได้ และถ้าเราอยากเข้าใจผู้ป่วยเราก็ต้องเข้าไปทำความเข้าใจชีวิตเขาให้ครบทุกมิติ จากที่เราไปเรียนมาก็รู้ว่า ต้องมีกระบวนการอะไรเข้าไปหาคนไข้ เราต้องรู้ว่าปัญหาอะไร ใช้การทำประชาคมกับชาวบ้าน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ไม่ใช่ทำบนสมมติฐานของตัวเอง ถึงบางประเด็นจะหลุดกรอบสุขภาพไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว เขาจะรู้ว่าในชุมชนนั้นมีปัญหาอะไร"

        ข้อมูลในพื้นที่ประกอบกับข้อมูลจากโรงพยาบาล และนโยบายจากส่วนกลางกลายเป็นส่วนผสมทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

        "จากข้อมูลหลาย ๆ ส่วนที่มาประกอบกันทำให้เรารู้ว่า โรคที่มักพบทั่วไปในละแวกนี้จะเป็นโรคจำพวก ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม แก้ไขได้ยากอยู่แล้ว วิธีแก้ปัญหาที่ผ่านมาของเราก็คือ จัดกระบวนการต่าง ๆ เข้าไป อย่าง การจัดคลินิก สอนสุขศึกษาให้ความรู้เป็นรายคน รายกลุ่ม จัดค่าย ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านคนไข้ ด้วยการแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ป่วย กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน และกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มประชาชนทั่วไป จากนั้นก็สร้างเครือข่ายให้อาสาสมัครในพื้นที่เข้าไปดูแลผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ เป็นการสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยในเบื้องต้น จะเน้นไปที่ชาวบ้านเพราะมีความรู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาเรื้อรังต่าง ๆ ได้หลายโรค" สัลมาบอก

        เกราะป้องกันคือ กำลังใจ

        การได้ทบทวนบทบาทหน้าที่ในการทำงาน ลงพื้นที่เรียนรู้ชาวบ้านชนิดถึงเรือนชาน นอกจากทำให้เธอเข้าใจคนไข้มากขึ้นแล้ว พฤติกรรมละเลยเรื่องเล็กน้อยต่าง ๆ ก็ค่อยถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วยในที่สุด แฟ้มรายงานไม่ต่ำกว่าร้อยเล่มถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบภายในแผนกเวชศาสตร์ชุมชน แสดงให้เห็นถึงดอกผลของความตั้งใจของทีมงานได้เป็นอย่างดี จากโครงการหนึ่งสู่อีกโครงการหนึ่ง จากชุมชนหนึ่งสู่ชุมชนหนึ่ง ความต่อเนื่องที่เกิดขึ้นเป็นการ "จูน"  กันระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนที่มีประสิทธิภาพ และชัดเจน

        "เราได้วัดผลจากคนในชุมชนเองด้วย อย่างตอนที่เราทำเรื่องการคลอดที่โรงพยาบาล เพราะในพื้นที่ตอนนั้นชาวบ้านมักจะไปคลอดกับผดุงครรภ์โบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ เราก็ใช้วิธีการประชาคม ให้คนที่เคยคลอดที่โรงพยาบาล อบต. ผดุงครรภ์ อสม. ชาวบ้านมาล้อมวงคุยกัน สิ่งที่เราพบก็คือ บางทีมันมีจุดเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไป เวลาเขามาคลอดที่โรงพยาบาล มีคนหนึ่งท้องที่ 6 แล้วมาฝากครรภ์ ก็จะโดนเจ้าหน้าที่ว่า อะไรท้อง 6 แล้วมาคลอดอีกเหรอ ประโยคหยอกล้อเล่นแบบนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับคนไข้ มาครั้งเดียวเลิก อะไรแบบนี้ พอรู้ปัญหาก็นำไปสู่การปรับระบบการทำงานในโรงพยาบาลใหม่ เปลี่ยนพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ จัดคอร์สทัวร์ห้องคลอดเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคุณแม่ ปรับเรื่องของวิถีชีวิตของมุสลิม โดยใช้น้ำมันมะกอกล้างตัวให้สะอาดหลังคลอด ก่อนทำอาซาน อะไรแบบนี้ มันกลายเป็นจุดเชื่อมให้เราได้คุยกัน"

        ถึงวันนี้ ใบหน้ายิ้มแย้มของผู้คนในโรงพยาบาลถูกเติมแต้มแทนความคร่ำเครียดเอาจริงเอาจังกับคนไข้ มีระบบการดูแลช่วยเหลือของผู้คนในหมู่บ้านที่เป็นเครือข่าย และค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้นทุกวัน แต่เธอยังต้องไม่ลืม "สีแดง" ที่ถูกตีตราเอาไว้ในพื้นที่ด้วย เพราะแม้จะเป็นคนพื้นที่ เชื่อ และศรัทธาในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าในฐานะอิสลามิกชนอย่างเต็มเปี่ยม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เกราะป้องกันที่ทำให้เธอ หรือเพื่อน ๆ ในโรงพยาบาลปลอดภัยกว่าคนอื่น ๆ เพราะคำว่า "เจ้าหน้าที่รัฐ" ที่เป็น "เป้า" อันดับต้น ๆ ในการจู่โจมของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่แล้ว

        สัลมาไม่ปฏิเสธว่า กระสุนที่คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และผู้คนที่รู้จักมักคุ้นกันในเวลาที่ผ่านมาจะไม่ส่งผลกระทบทางใจให้กับคนในรั้วโรงพยาบาลเลย แม้จะมีลวดหนามมาติดอยู่รอบนอกกำแพง มีเจ้าหน้าที่แวะเวียนมาตรวจอยู่เป็นระยะ มีระบบการตรวจวัตถุระเบิดโดยคนของโรงพยาบาลเอง รวมทั้งการจัดรถรับ-ส่ง สำหรับพนักงานที่หวั่นใจในการเดินทาง เป็นการประกันความรู้สึกเบื้องต้นก็ตาม ความวิตกกังวลก็ยังซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าของคนทำงานทุกคนอยู่ดี ตัวเธอเองก็เหมือนกัน

        "ถามว่ากลัวไหม ก็กลัวนะ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็หลายคน อย่างเราเองก็ขับรถมาทำงานทุกวัน เวลาขับรถทีนึง ถ้ามีมอเตอร์ไซด์วัยรุ่นขับตามมานี่ใจไปอยู่ตาตุ่มแล้ว (ยิ้ม) เราก็เลยคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่าถ้าอยู่อย่างนี้ไม่ไหวนะ โรงพยาบาลก็จัดรถไปรับไปส่งอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายจ้างคนในพื้นที่ไปรับ-ส่งเจ้าหน้าที่ เวลาลงพื้นที่ก็คิดว่าเราก็มีแต่ไปให้สิ่งดี ๆ กับเขา ไปช่วยรักษาเขา มันคงไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเราหรอก (ยิ้ม)"

        ของขวัญวันเกิด กิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เท่าที่จะพอทำได้ถูกจัดสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเพื่อเติม "ขวัญ"และ "กำลังใจ" ให้แก่กันและกัน ขณะที่ภายนอก ผลพวงอย่างหนึ่งที่ทีมจิตเวชชุมชน และโครงการต่าง ๆ ของเธอได้รับมาจากการทำงานอย่างเข้าถึง และเข้าใจกับชาวบ้านก็คือการให้ข่าวสารซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตอย่างนี้

        "ชาวบ้านก็คอยให้กำลังใจทีมงานเหมือนกัน เขาจะคอยบอกอยู่เสมอ หมอ วันนี้ลงมาได้แค่นี้นะ ถึงบ้านนี้ก็พอนะ อยู่อย่าเกินบ่ายสามนะ จะมีการดูแลกันและกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เรามีความสุข เป็นความสุขที่เงินทองไม่สามารถซื้อได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ใจซื้อใจเท่านั้น" สัลมาบอก

        แต่ถึงจะต้องแบกรับ "ความเสี่ยง" จากสถานการณ์ในฐานะ "เป้าหมาย" อย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้เธอเกิดความคิดที่จะย้ายออกจากพื้นที่แม้แต่น้อย

        "เราอยู่มานานแล้วนะ (ยิ้ม) เขาเรียกรุ่นปักเสาเข็มมั้ง (หัวเราะ) เราเป็นรุ่นบุกเบิกไง ต้องมีเหตุผลหนัก ๆ จริง ๆ ถึงจะย้ายสำหรับตัวเองนะ แล้วแฟนเราก็เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานในพื้นที่ด้วยเหมือนกัน ถึงจะมีอุปสรรค แต่เราก็มีการให้กำลังใจกันอยู่ตลอดเวลา เรามีผู้คนรอบข้าง เห็นรอยยิ้ม ได้ยินคำพูดดี ๆ ทำให้เรารู้ว่ายังมีหลาย ๆ คนอยู่เคียงข้าง"

        งานก็เรื่องหนึ่งที่ต้องทุ่มเท ครอบครัวยังถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สัลมาไม่เคยมองข้าม เธอพยายามสร้างสมดุลให้กับชีวิต 2 ด้านนี้อยู่ตลอด สามีกับลูกอีก 2 คนคือหมายเลขหนึ่งเมื่อก้าวเท้าเข้าบ้าน  เอาใจใส่ และเต็มที่กับงานทุกครั้งเมื่อถึงโรงพยาบาล

        "สำคัญมากทั้ง 2 อย่าง ครอบครัวคือชีวิต การงานคืออนาคต เพราะฉะนั้นครอบครัวละทิ้งไม่ได้ เวลาทำงานก็คือทำงาน อยู่บ้านจะไม่แตะงาน ยกเว้นจำเป็นจริง ๆ เวลามีงานติดพัน ก็คุยกับแฟน เขาก็เข้าใจนะ แต่ช่วงนี้ต้องเอาใจหนักหน่อยเพราะเราไปประชุมทุกเดือน (หัวเราะ)"

        ด้วยทัศนคติแบบนี้ ทำให้ใครต่อใครมองว่า เธอได้เดินถึงประตูของความสำเร็จในชีวิตแล้ว สำหรับสัลมาเอง ถือว่าวันนี้เป็นเพียงก้าวหนึ่งที่เป็นพลังสำคัญให้ตัวเองทำงานดี ๆ ต่อไปสำหรับวันพรุ่งนี้เท่านั้น

        "ไม่ได้มองว่าประสบความสำเร็จคืออะไรนะ น้อง ๆ หลายคนก็บอกเหมือนกัน ได้รางวัลเยอะ หน้าที่การงานมั่นคงถือว่าประสบความสำเร็จแล้วสิ แต่สำหรับเราก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง แว็บนึงมันอาจจะรู้สึกดี แต่เดี๋ยวมันก็จางหายไป แต่จริง ๆ ถ้าเราทำให้แต่ละวันดีที่สุด เราถูกสอนให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ความสำเร็จสำหรับเราคือ อยู่อย่างมีความสุข และมีคุณค่า มีเกียรติในตัวเองก็พอแล้ว"

        เมื่อชีวิตเริ่มออกเดินทาง หลักไมล์ของการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มหมุนตามไปด้วย หากลองย้อนภาพกลับไปทบทวน ตลอดระยะเวลา 12 ปีของการทำงาน เธอยอมรับว่า ทั้งมิติมุมมอง ชีวิต ความคิด และจิตใจเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะพอสมควร

        "อย่างแรก ๆ ที่เรารู้สึกก็คือเปลี่ยนความคิด คือเห็นชุมชน การทำงานก็เปลี่ยนสายงานเลย ได้เรียนรู้ว่าชีวิตจริงมันเป็นยังไง เมื่อก่อนนี่ ตอนจบใหม่ ๆ เอาแต่อยู่เวร อยู่กับเพื่อน อยู่เวร ลงเวร เที่ยว ไม่ค่อยได้สร้างความหมายให้กับชีวิตเท่าไหร่ หมดไปวัน ๆ พอเราเริ่มรู้ว่า จริง ๆ ถ้าเราได้ทำอะไรให้คนที่เราต้องดูแล เราจะรู้ว่าเรามีคุณค่า แทนที่เราจะทำงานวัน ๆ แล้วจบ ก็กลายเป็น พรุ่งนี้เราจะทำอะไร มีปัญหาอย่างนี้จะแก้ยังไง จะชวนใครมาทำบ้าง ก็มีท้อบ้างนะ เพราะงานเวช รับศึกหลายด้าน ทั้งงานประจำ งานจร เราก็รันไม่ได้ทั้งหมด แต่พักหน่อยเดี๋ยวมันก็หาย มันอยู่ที่กระบวนการคิดเรามากกว่า ถ้าบอกว่าเหนื่อยมันก็เหนื่อยอยู่นั่นแหละ ปัญหาก็ไม่ถูกแก้สักที" เธอมองอย่างนั้น 

        ปัจจุบัน แม้ว่าภาระหน้าที่จะมากขึ้นตามระดับของการทำงาน ทั้งการประชุม และงานเอกสาร ทำให้บางครั้งตัวสัลมาเองไม่ได้อยู่ช่วยทีมงานทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมายอย่างเมื่อก่อน แต่เธอก็คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าลืมเอาหัวใจใส่ไว้ในทำงานทุกครั้ง 

        เพราะการทำให้ผู้ป่วยเกิดรอยยิ้มได้แม้เพียงชั่วครู่ แต่มันคือโมเลกุลเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจแล้ว

        สีหน้าหญิงสาวดูดีขึ้นหลังจากได้รับการปฐมพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดาญาติ ๆ จึงพากันทยอยเดินทางกลับ ความวุ่นวายชั่วครู่กลับเข้ามาสู่บรรยากาศความเงียบสงบเหมือนเดิม ม้านั่งที่วางเรียงรายยังมีคนไข้บางตา รอยยิ้มผุดขึ้นใต้ฮิญาบสีขาวอีกครั้ง สีหน้าดูแช่มชื่นขึ้นหลังส่งผู้ป่วยกลับบ้าน 

        "คิดว่ามันเป็นโชคชะตาของเราหรือเปล่า" ใครบางคนป้อนคำถามด้วยความสงสัย

        "ส่วนหนึ่ง เราเป็นมุสลิมะ เชื่อในสิ่งที่พระเจ้ากำหนดมา ว่าตัวเองเกิดมาต้องทำวิชาชีพนี้ ความเจริญก้าวหน้าอยู่ที่การเพียรพยายาม เวลาเราทำงานวันหนึ่งต้องตั้งปฏิญาณกับตัวเองก่อน..."

        เสียงจากความคิดของเธอดูเหมือนจะขาดช่วงไป ก่อนจะหันมามองหน้าคนถามอีกครั้ง

        "วันนี้ทำงานเพื่อพระเจ้า ได้บุญนะคะ" คำตอบนั้นคืนกลับมาพร้อมรอยยิ้ม…

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สัลมา ชูอ่อน เพราะความใส่ใจ... ไม่ใช่แค่หน้ากระดาษ อัปเดตล่าสุด 5 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09:30:30 9,267 อ่าน
TOP
x close