
สุเทพ เทือกสุบรรณ
สุเทพ แจงไม่มีหน้าที่ร้องทุกข์คดี บีบีซี หลัง จตุพร กระทู้สดทวงสัญญาเอาผิด บรรหาร รับเงิน ราเกซ (มติชนออนไลน์)
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน มีนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดเรื่อง สอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้สร้างความเสียหายแก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการจำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ถามต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นกระทู้สดที่หนึ่ง โดยนายสามารถ แจ้งว่า ได้หารือปัญหาเรื่องการถามกระทู้สดกับนายชัย ชิดชอบประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ได้ผลสรุปว่า ให้สอบถามได้กระทู้ละ 30 นาที เกินนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่ถ้าออกนอกประเด็น แล้วเกินเวลา ก็จำเป็นต้องให้จบการถามกระทู้สด
จากนั้นนายจตุพร กล่าวว่า กรณีที่บีบีซีล้ม สร้างความเสียหายจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องบัดนี้ยังอยู่ครบ ทั้งคนที่กล่าวหา และคนที่ถูกกกล่าวหา แต่บัดนี้กลายเป็นพวกเดียวกัน นายสุเทพ อภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้กับรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อวันที่19 กันยายน 2539 ปัจจุบัน โดยคำอภิปรายยังระบุถึง ความเชื่อมโยงของการนำเงินนายราเกซ มาใช้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2538 ที่มีการพูดถึงแกนนำพรรคชาติไทย 4-5 คน ซึ่งประเมินว่าต้องใช้เงิน 250 - 300 ล้านเพื่อแย่งพื้นที่กับประชาธิปัตย์ในส่วนที่คะแนนก้ำกึ่ง จึงเอาเงินมาจากนายราเกซ โดยใช้ธนาคารบีบีซีมาหมุนเงิน รวมถึงกรณี11 ล้านที่ศาลสั่งริบที่บุรีรัมย์ ซึ่งนายสุเทพ ยังบอกต่อว่า มีข้อมูลเป็นต้นขั้วเช็ค 75 ล้านบาท ฉะนั้น เมื่อนายสุเทพ ระบุหลักฐานดังกล่าว ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ห้ามรับคนจากต่างชาติ ขณะนี้ยังมีอายุความอยู่ ตอนนี้นายสุเทพ ยังยืนยันข้อมูลหรือไม่
นายจตุพร กล่าวว่า นายสุเทพ ยังเปิดเผยในสภาว่า นายบรรหาร รู้เห็นว่า คนในพรรคชาติไทย ไปเกี่ยวข้องการยักยอกในบีบีซี แต่ละเว้น ไม่ดำเนินการ แต่ให้คนเข้าไปเรียกเงินจากนายราเกรซ จำนวน 20 ล้านบาทเป็นเชคธนาคารแหลมทอง ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 39 ซึ่งตอนนั้นนายสุเทพ ใช้คำว่า ตบทรัพย์ เพื่อดึงเรื่องการดำนเนิดคีให้ยืดออกไป และยังบอกว่า มีสตรีไปรับ และนั่งรถบีเอ็ม นำเงินไปให้คนในรัฐบาล หลังจากนั้น นายราเกซ ก็เดินทางหนีอกจาประเทศอย่างง่ายดาย และยังระบุว่า นายบรรหาร ได้ให้ลูกสาว โทรคุยกับนายราเกรซ 5 ครั้ง ซึ่งนายสุเทพ ได้อภิปราย ระบุเป็นฉากว่า คุยกันว่าอย่างไร สิ่งที่นายสุเทพ อภิปราย แสดงว่า นายบรรหาร กระทำความผิด 2 ส่วน ซึ่งมีอายุความ 15 ปี แล 20 ปี วันนี้ ถ้านายสุเทพ ยังยืนยันในข้อมูลที่เคยอภิปราย ก็ต้องจับนายบรรหาร แต่ทำไม ไม่นำเรื่องไปร้องทุกข์กล่าวโทษ นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่นายสุเทพ เคยกล่าวหานายบรรหาร เอาไว้
นายจตุพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังเคยอภิปรายว่า ผู้บริหารพรรคชาติไทยได้ติดต่อนายราเกซให้กู้เงินเพื่อไปให้ในการเลือกตั้ง โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุเทพและพวกยืนยันว่า เงิน 385 ล้านเศษเป็นหนี้ของผู้บริหารพรรคชาติไทย โดยหนี้ปี 2538 ระบุว่านายราเกซต้องส่งดอกเบี้ยเงินกู้ สัญญาทั้ง 3 รายการ แต่ภายหลังจากที่นายราเกซหนีออกนอกประเทศหนี้ค้างชำระมาตลอด และมีคนในพรรคชาติไทยโทรศัพท์ไปบอกให้นายราเกซให้มาชำระดอกเบี้ยเงินกู้ สุดท้ายจึงกลายเป็นหนี้เน่า แล้วเหตุใดนายสุเทพไม่นำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการการยุติธรรมและจับกุมนายบรรหาร และเคยบอกว่าหากเป็นรมว.มหาดไทยจะจับนายบรรหารภายใน 2 เดือนแล้วทำไมพอนายสุเทพเป็นรองนายกฯที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงไม่ดำเนินการ
นายจตุพร กล่าวว่า หลังจากนั้น นายสุเทพ ไปเป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลชวน 2 ก็ได้ประโยชน์ จากการเป็นหนี้ สถาบันการเงิน 3 แห่งที่ต่อมาล้มไปจากพิษเศรษฐกิจ จำนวน 65 ล้าน โดย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2540 นายสุเทพได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สิ้นกับป.ป.ช. ก่อนเข้าตำแหน่งรมว.คมนาคมในช่วงรัฐบาลชวน 2 ว่า มีหนี้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร 30 ล้านบาท ไอทีเอฟ 15 ล้านบาท นครหลวงเครดิต 20 ล้าน ต่อมาสถาบันสามแห่งนี้ล้มไปและไปร่วมกันก่อตั้งบริษัทใหม่ จดทะเบียนที่เกาะเคแมน จึงสงสัยว่า นายสุเทพ เป็นรมว.คมนาคม 3 ปี 3 เดือน รายได้ 3 ล้านเศษ แต่เมื่อแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอีกครั้งเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2544 หนี้สิ้นดังกล่าวกลับหายไป ทั้งที่ ไม่มีรายได้อื่น ๆ นอกจากรายได้ที่ได้จากตำแหน่งและส.ส. แค่ปีละ 1.2 ล้าน
ด้านนายสุเทพ ชี้แจงว่า หลักฐานที่ตนใช้ในการอภิปรายเมื่อปี 39 นั้น ตนได้ทำหน้าที่ส.ส. ฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลครบถ้วน และรวบรวมเอกสารเท่าที่รวบรวมได้ มาชี้ให้สภาเห็นว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ไว้วางใจครม.ในขณะนั้น ซึ่งเมื่ออภิปรายเสร็จ ก็ยื่นเอกสารให้ประธานสภา ตามข้อบังคับการประชุมสภาทุกประการ และตนไม่มีหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ คนที่จะต้องดำเนินการคือผู้เสียหาย ซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทย และ บีบีซี ไปร้องทุกข์แล้วในขณะนั้น ตอนนี้เมื่อนายราเกซ กลับมา ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการต่อไป หากสอบสวนนายราเกรซ แล้วมีการซัดทอดถึงใคร ก็ไปดำเนินการ
นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องหลักฐานการอภิปรายการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เมื่อตนได้นำหลักฐานอภิปรายในสภา ก็ส่งให้ประธานหมดแล้ว ส่วนที่ตนไม่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ สมัยนั้นไม่มีองค์กรอิสระ ถ้ามีอย่าง กกต. ตนก็คงไปร้องทุกข์ให้ยุบพรรคเหมือนยกรณีพรรคไทยรักไทย ทั้งนี้กระทู้นี้เหมือนตรวจสอบการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของตนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ยืนยันว่า รับผิดชอบการอภิปรายและหลักฐานที่ตนใช้ทุกอย่าง ตอนนี้ก็มีตำรวจมาขอหลักฐานเพื่อเอาไปประกอบการดำเนินคดีแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการถามกระทู้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. ลุกประท้วงเป็นระยะเรื่องการรักษาเวลาในการถามกระทู้ ทำให้นายจตุพร กล่าวตอบโต้อย่างมีอารมณ์ ซึ่งนายสามารถ พยายามไกล่เกลี่ยและยืนยันว่า ได้วินิจฉัยเรื่องการรักษาเวลาอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว นอกจากนี้ คำอภิปรายที่มีการพาดพิงนายบรรหาร ปรากฏว่า ไม่มีส.ส.จากพรรคชาติไทยพัฒนาขึ้นมาประท้วง แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เดลินิวส์





