รอยยิ้มสุดท้ายของเด็กชายไม่ทราบชื่อ

ความรัก

 



รอยยิ้มสุดท้ายของเด็กชายไม่ทราบชื่อ (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์)

โดย : ฐิตินันท์ ศรีสถิต

          "บอกได้เลย ตั้งแต่จบพยาบาลทำงานมา ไม่เคยเจอหมอคนไหนเป็นแบบนี้เลย คนแรก คนเดียว และขออย่าให้เป็นคนสุดท้าย"

          เสาวรี เอี่ยมละออ พยาบาลแผนกกุมารเวชกรรม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงแพทย์หญิงสมศรี เกษโกวิท หัวหน้ากลุ่มกุมารเวชกรรมของโรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

          ช่วงแรกที่ทำงานร่วมกัน เธอสัมผัสได้ว่า กุมารแพทย์คนนี้แตกต่างอย่างโดดเด่นจากหมอทุกคนที่เคยรู้จัก ด้วยคุณสมบัติสำคัญคือ ปราศจากอัตตา รับฟังผู้พูดด้วยความตั้งใจ และมองทุกคนเท่าเทียมกัน

          แล้วเวลาก็ค่อย ๆ คลี่ตัวตนอันแสนพิเศษให้ปรากฏชัดขึ้น กลายเป็นความประทับใจในการทำงาน กระทั่งเสาวรียกให้เป็นต้นแบบที่เธอตั้งใจว่าจะเดินตามรอยให้ได้อย่างน้อยสักครึ่งของหมอ

          ไม่เพียงเท่านั้น การกระทำของหมอยังจุดประกายความเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดให้แก่เธอรวมถึงเจ้าหน้าที่ในตึกกุมารเวชกรรมอีกหลายคน

          น่าสนใจไม่น้อย...ทำไม พญ.สมศรี จึงสร้างความสั่นสะเทือนถึงคนรอบข้างได้ถึงเพียงนี้

 เติมน้ำใจสู่กายอันแห้งแล้ง

          ช่วงต้นปี 51 เด็กชายนิรนามอายุประมาณ 13 ปี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านโป่งด้วยสภาพร่างกายที่ผอมและทรุดโทรมเพราะวายร้ายชื่อ "เอดส์" และ "วัณโรค" ระยะแพร่กระจายเชื้อ

          แม้จะผ่านประสบการณ์เยียวยาเด็กติดเชื้อมาแล้วหลายสิบราย ทว่าอาการเจ็บป่วยของเขาก็ยังสร้างความหวาดหวั่นแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

          เมื่อต้องเข้าไปดูแลเด็กในห้องพักที่แยกออกมาเป็นพิเศษ เกือบทุกคนจะใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเองตามหลักสากลพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสแผลพุ ๆ บนผิวหนังของผู้ป่วยโดยตรง และพยายามใช้เวลาอยู่ในห้องนั้นให้น้อยที่สุด

          แต่ละวันของเด็กชายจึงผ่านไปอย่างเงียบเหงา แทบจะไม่มีใครพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบจากเขาเลย

          ...จะเว้นก็แต่ พญ. สมศรี ซึ่งเป็นเจ้าของไข้

          ภาพของหมอสมศรีที่หลายคนเห็นในระหว่างทำการรักษาผู้ป่วยตัวน้อยรายนี้ จึงเป็นการพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและสัมผัสร่างกายเบา ๆ อย่างอ่อนโยน โดยไม่มีท่าทีที่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย

          ซึ่งคุณหมอให้เหตุผลว่า โอกาสในการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคของเด็กชายลดลงมากแล้วหลังจากที่ได้รับยามาสักระยะ...คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนถึงความเข้าใจในสถานการณ์ของโรคและการรักษาเป็นอย่างดี

          วิธีที่คุณหมอปฏิบัติต่อผู้ป่วยค่อย ๆ คลายความหวาดกลัวของพยาบาลและพนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ลงได้บ้าง จนบางคนกล้าที่จะเริ่มต้นบทสนทนากับเด็กชาย จึงได้รับรู้ว่า เขาเบื่ออาหารทานอะไรไม่ค่อยลง แต่ยังอยากลิ้มรสของมันแกวกับชมพู่

          เมื่อความต้องการเสี้ยวเล็ก ๆ ของเด็กชายถูกเปิดเผย ก็เป็นหมอสมศรีนั่นแหละที่ซื้อผลไม้ทั้งสองชนิดมาฝากเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น

          นอกจากมันแกวกับชมพู่ เธอยังจัดหาสาหร่ายเกลียวทองมาบำรุงร่างกายที่แห้งแล้งของเด็กชาย ทั้งยังนำน้ำผึ้งมาให้เจ้าหน้าที่โรงครัวปั่นผสมกับโยเกิร์ตและมะนาวเพื่อเป็นอาหารเสริมอีกวันละ 3 มื้อ

          เมื่อมองเรื่องราวทั้งหมดผ่านสายตาช่างสังเกต เสาวรีเห็นความพิเศษที่ทำให้หมอสมศรีแตกต่างจากหมอท่านอื่น ๆ อย่างชัดเจน และเป็นความพิเศษที่ส่งผลถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอเองกับคนรอบข้างด้วย

          เสาวรีเริ่มพูดคุยกับเด็กชาย นั่นทำให้เธออ่อนโยนกับเขามากขึ้น ทั้งยังรู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งเมื่อเขาทานอาหารที่เธอซื้อมาฝากจนหมด ขณะเดียวกันเมื่อเงาแห่งความหวาดกลัวค่อย ๆ จางลง เจ้าหน้าที่ในตึกกุมารเวชกรรมอีกหลายคนก็เดินเข้าออกห้องนั้นเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยตัวน้อยได้อย่างเป็นปกติ

          จนถึงวันที่ พญ. สมศรีบอกว่า "ถ้าเธอเข้าไปดูเด็ก เธอจะดีใจ" เสาวรีตระหนักในทันที "หมอสมศรีไม่ได้รักษาคนไข้เพียงแค่มาดู เขียนชาร์ต แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาล ไม่ใช่เลย แต่หมอมีความผูกพันกับคนไข้อย่างต่อเนื่อง"

          การดูแลผู้ป่วยเด็กอย่างใกล้ชิดเป็นปกติวิสัยของหมอสมศรี แต่สำหรับกรณีของเด็กชายไม่ทราบชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตัวตนของหมอสมศรีปรากฏชัดเจนที่สุด ทั้งยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พยาบาลได้เรียนรู้บางสิ่งจากคุณหมอไปพร้อม ๆ กับการดูแลคนไข้

          ความเจ็บป่วยที่หนักหนาของเขา ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันตั้งแต่วันแรกว่า มันดูจะยากเกินการฟื้นฟูกลับสู่ความแข็งแรง และอีกไม่นานเขาก็คงจากไป

          แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า อาการของเด็กชายดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ความใส่ใจของหมอสมศรีมีส่วนสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ไม่น้อย

คือความชุ่มชื่นจากการให้

          แพทย์เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่มีโอกาสเห็นการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายของชีวิต พญ.สมศรี เองก็พบเจอเรื่องเหล่านี้มาตลอด มันไม่เพียงทำให้เธอเข้าใจธรรมชาติของชีวิต แต่ยังได้ฝึกจิตแห่งความเมตตากรุณาไปพร้อมกันด้วย

          "เราเห็นการเวียนว่ายตายเกิด เรารู้ถึงความทรมานในแต่ละช่วง ทำให้คิดได้ว่า คนเราไม่มีอะไรเลย ตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้ ที่เอาไปได้ก็มีแค่บุญกับบาปเหมือนที่เขาว่านั่นแหละ" หมอสมศรีพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

          สำหรับกรณีของเด็กชายนิรนาม คุณหมอให้รายละเอียดว่า เป็นผู้ป่วยเด็กที่ค่อนข้างโชคร้าย นอกจากฐานะทางบ้านยากจนแล้ว ยังไม่มีญาติพี่น้องมาคอยช่วยเหลือดูแล ข้อมูลเชิงลึกในส่วนนี้กระทบกับความรู้สึกของเธอและจุดประกายความตั้งใจที่ว่า "สิ่งใดที่พอจะช่วยให้เขามีความสุขได้ เราก็ทำ"

          ทั้งยังยกตัวอย่างของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลและบ้านพักพิงหลังสุดท้ายของผู้ป่วยเอดส์ว่า พระสงฆ์ที่นั่นนอกจากจะประคับประคองร่างกายที่เสื่อมโทรมแล้ว ยังต้องเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย การรักษาผู้ป่วยที่รู้ปลายทางของตนเองค่อนข้างชัดจึงต้องให้ความสำคัญทั้งกายและใจ

          "คนเราเมื่อถึงเวลามันก็ตาย เกิดแก่เจ็บตายทุกคนต้องเจอ เรารู้ว่าเด็กคนนี้เป็นโรคหนักและจะต้องตายแน่นอน แต่ช่วงที่เขาอยู่กับเรา ก่อนที่เขาจะถึงวาระสุดท้าย เราก็อยากทำให้เขาเห็นว่า น้ำใจของคนอื่นก็ยังมีอยู่บ้าง ร่างกายเขาทรมานกับภาระความเจ็บป่วยอยู่แล้ว พอคนอื่นหยิบยื่นน้ำใจให้ ก็เหมือนการเติมน้ำลงไปให้เขาได้ชุ่มชื่นบ้าง ให้เขามีกำลังใจต่อสู้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าทุกคนรังเกียจเขาหมด"

          พญ. สมศรี เปิดเผยอีกว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ใช่คนแรกที่หยิบยื่นน้ำใจให้เด็กชาย แต่เป็นพนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ (ชุดเหลือง) ที่ชื่อวัลลี สุชาตานุกูล ซึ่งซื้อส้มมาฝากหลังจากได้ยินเขาบอกว่าอยากกินส้ม

          เมื่อรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หมอสมศรีก็ตั้งคำถามกับตัวเองในทันที...เขาเป็นแค่ชุดเหลือง เงินเดือนนิดเดียว เขายังมีน้ำใจ แล้วเราล่ะ...?

          คุณหมอซื้อมันแกวกับชมพู่มาให้เขา และยังนำประเด็นดังกล่าวไปปรึกษากับพระอาจารย์ที่วัด หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนรูปแบบการให้ของตนเอง จากการให้สิ่งของมาเป็นการให้เงิน โดยอธิบายเหตุผลว่า ให้เงินไว้ใช้ เขาอยากได้อะไรก็ให้เขาเป็นคนซื้อเอง เพราะบางทีเขาอาจจะไม่กล้าบอกเราจริง ๆ ว่าอยากได้อะไร

          "มันเหมือนกับว่า ตอนแรกเรายังมีความหวงอยู่ คือให้ในจำนวนจำกัด จำกัดว่าเราต้องเป็นคนซื้อเอง แต่พอให้เงินเขา ให้ 50 บาทไปเลือกซื้ออะไรที่เขาต้องการ ความตระหนี่ของเราก็ลดลง คือหมอเนี่ยบางทีเราก็เป็นผู้รับอย่างเดียวเลยนะ เวลาตรวจรักษาแล้วคนไข้พอใจ เขาก็จะซื้อของมาให้ หน้าผลไม้ก็เอาผลไม้มาฝาก อันนี้ก็กลับกันถ้าเราทำตัวเป็นผู้ให้บ้าง ใจเราก็เหมือนได้พัฒนาขึ้น"

          การให้ที่มากกว่าการปฏิบัติตามหน้าที่ของหมอ จึงเหมือนการเติมความชุ่มชื่นเล็ก ๆ ให้กับหัวใจของผู้ป่วย ซึ่งจะย้อนกลับมาถึงหัวใจของหมอเช่นกัน

          สำหรับกรณีนี้ การให้ของหมอสมศรีไม่เพียงนำมาซึ่งรอยยิ้มของเด็กชายนิรนาม แต่ยังมีแรงส่งถึงเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ให้เข้ามาช่วยกันเติมกำลังใจแก่ผู้ป่วยตัวน้อยในยามทุกข์กายอีกด้วย

เสียงจากคนรอบข้าง

          "หมอสมศรีเป็นคนดี เป็นคนที่มีธรรมะในจิตใจ โอ้โห เป็นหมอที่หายาก" นพ.สุภโชค ตรงกมลชัย อดีตหัวหน้ากลุ่มกุมารเวชกรรม กล่าวอย่างอารมณ์ดี

          จากประสบการณ์ที่เคยร่วมงานกันมาเกือบ 20 ปีในฐานะหัวหน้าและลูกน้อง นพ.สุภโชค รู้ดีว่า เขาเลือกไม่ผิดที่ให้หมอสมศรีเข้ามารับช่วงงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มกุมารเวชกรรม โดยให้เหตุผลว่า หมอสมศรีมีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากันได้กับเพื่อนร่วมงานทุกคนและทุกระดับ ทั้งยังทุ่มเทเต็มที่และให้ความร่วมมือในการทำงานมาโดยตลอด

          ในบางครั้งการทำงานหนักจนแต่ละคนต่างรู้สึกเหนื่อยล้า ก็อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ พญ. สมศรี สามารถรับมือกับความกดดันได้ดีและไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดให้เห็น ซึ่งทำให้ผู้ที่ทำงานด้วยรู้สึกสบายใจและลดโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันในระหว่างทำงาน ทั้งหมดเป็นเพราะเธอมีเมตตาธรรม

          ...คุณสมบัตินี้เองที่ นพ.สุภโชค ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นแพทย์และเอื้อให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

          "พูดง่าย ๆ การที่เขาเป็นคนธรรมะธัมโม ทำให้งานทุกอย่างดูราบรื่น แล้วคุณหมอสมศรีก็ทำงานได้ดีมาตลอด 3 ปีของการรับตำแหน่ง ผมไว้วางใจได้เลย" เขากล่าวทิ้งท้าย

          ขณะที่พยาบาลซึ่งทำงานร่วมกับเธอ นับตั้งแต่วันแรกที่ พญ. สมศรี ย้ายมาบรรจุที่โรงพยาบาลบ้านโป่งเมื่อปี 2533 ต่างก็แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน

          พิมลพรรณ จุลวัจน์ พยาบาลวิชาชีพ 7 หัวหน้าตึกกุมารเวชกรรมและดูแลศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาลบ้านโป่ง ชื่นชมหมอสมศรีว่า เป็นคนใจดี มีเมตตากับเด็กโดยเฉพาะกับเด็กที่ค่อนข้างยากจน เธอมักจะของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ ทั้งยังเอาใจใส่ฐานะทางบ้านและดูแลสภาพจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยด้วย

          "พยาบาลทุกคนรับรู้ว่าหมอสมศรีใจดี ใจเย็น อย่างเวลาทำงานร่วมกัน เราก็รู้สึกเลยว่าตัวเองอารมณ์เย็นลง กับหมอที่อารมณ์ร้อนก็มีกระทบกระทั่งกับพยาบาลบ้าง แต่กับหมอสมศรี เราไม่เคยกระทบกระทั่งอะไรกันเลย หมอสมศรีไม่ค่อยมีปัญหากับพยาบาลคนอื่น ๆ ด้วย น่าจะเป็นเพราะหมอรับรู้ปัญหาที่พยาบาลเจอ และรู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเรานั่นเอง" พิมลพรรณกล่าว

          "ไม่เหมือนหมอคนไหนที่เราเคยเจอ ช่วงแรกยังเป็นหมอธรรมดา แต่ในความธรรมดาก็ไม่ได้มีอัตตาสูง กระทั่งช่วงหลังที่หันมาสนใจธรรมะ เราก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของหมอสมศรีชัดขึ้น ชัดมากและชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา" เสาวรี เอี่ยมละออ พยาบาลแผนกกุมารเวชกรรม สรุปถึงหมอสมศรีได้อย่างชัดเจนที่สุด

ธรรมะปรับงานแพทย์

          ด้วยมีความสนใจทางศาสนาอยู่บ้างเป็นทุนเดิม การเข้าวัดครั้งแรกตามคำชักชวนของเพื่อนพยาบาลเมื่อปี 2535 จึงไม่เพียงทำให้ พญ. สมศรี เปิดรับธรรมะเข้าสู่ชีวิตได้อย่างง่ายดาย แต่ยังเป็นจุดเริ่มในการพัฒนาตัวตนและจิตใจของคุณหมอ กระทั่งเป็นดั่งที่คนรอบข้างรับรู้อยู่ในปัจจุบัน

          ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงมิใช่เพียงความสงบเพียงลำพัง แต่เธอยังนำหลักคำสอนและแง่คิดต่าง ๆ มาปรับใช้กับงานกุมารแพทย์อีกด้วย

          "พอเข้าไปในวัดได้ยินเสียงสวดมนต์ ก็เริ่มอยากสวดมนต์บ้าง จากนั้นก็หัดสวดมนต์ เข้าวัด ทำบุญ คือไปวัดแล้วรู้สึกถึงการให้อย่างเต็มที่ ทุกอย่างวัดให้หมดเลย ไม่มีราคาอะไรเลย ยิ่งพอได้ฟังพระท่านสอนธรรมะ เรายิ่งรับรู้ถึงความทุ่มเท ทั้งกาย จิต และชีวิตของพระสงฆ์ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า"

          บทเรียนแรกจากความรู้สึกประทับใจในการเป็นผู้รับ ทำให้คุณหมอปรารถนาที่จะส่งต่อ "การให้ไม่รู้จบ" ไปยังผู้คนรอบข้าง ในขณะเดียวกันการทุ่มเทเพื่อภารกิจทางธรรมของพระสงฆ์ก็ชักนำให้เธอต้องย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองมากขึ้นและตั้งใจจะทุ่มเทให้ได้เช่นนั้นบ้าง

          "ครั้งหนึ่งตอนไปวัด พระบอกว่า หมอพยาบาลเป็นผู้รักษาทุกข์ทางกาย พระสงฆ์รักษาทุกข์ทางจิตวิญญาณ ทำให้คนรู้บาปบุญคุณโทษ ให้คนทำความดี เราก็เลยคิดว่าน่าจะเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน คือถ้าเอาเรื่องของจิตวิญญาณมารวมด้วย เราก็จะทำหน้าที่รักษาได้เยอะขึ้น"

          นอกจากนี้ พระสงฆ์ยังเคยอธิบายถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "หมอ" ให้เธอฟังว่า...

          "ห" คือ ห่วงใยเห็นใจ "ม" คือ เมตตาทุกเมื่อ "อ" คือเอื้ออาทรทุกคน ซึ่งเธอก็เห็นด้วยและพยายามทำหน้าที่ของหมอในนิยามนี้ด้วยเช่นกัน

          หมอจึงควรจะรักษาอาการป่วยทางกายไปพร้อมกับการดูแลสภาพจิตใจ โดยสังเกตและถามไถ่ถึงความทุกข์ที่เขากำลังเผชิญ การรับรู้รายละเอียดปัญหาของผู้ป่วยนี่เองที่ พญ. สมศรี มองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้หมอหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยได้มากขึ้น

          "การดูแลผู้ป่วยในลักษณะนี้ต้องเป็นสิ่งที่มาจากตัวเรา มาจากข้างใน ที่เรารู้สึกว่าน่าจะต้องทำ ซึ่งเรามีความยินดีที่จะทำและมีความสุขเมื่อได้ลงมือทำ บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่ถ้าทำแล้วพอจะช่วยให้เขามีความสุขขึ้นมาได้บ้าง เราก็ทำ ซึ่งการรับธรรมะเข้ามาอยู่ในใจก็ช่วยให้เราทำงานตรงนี้ได้อย่างสบายใจ และทำหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้เป็นธรรมชาติมาก ๆ"

          ธรรมะมิได้เปลี่ยนความคิดของหมอสมศรีในทันที แต่เป็นการซึมซับทีละน้อยจากเดือนเป็นปี เธอค่อย ๆ เรียนรู้และปรับหลักคำสอนต่างๆ ให้เข้ากับหน้าที่ของแพทย์อย่างสมดุล

          จึงไม่เกินเลยไปนักหากจะสรุปว่า ธรรมะคือรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมให้ พญ. สมศรี สนใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยมากกว่าแค่รักษาอาการเจ็บป่วยทางกาย...ดังเช่นทุกวันนี้

อุบัติเหตุเปลี่ยนความคิด

          อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิตของ พญ. สมศรี เกิดขึ้นในปี 2539 ระหว่างการเดินทางกลับจากการทำบุญ โดยในช่วงเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม เมื่อขับรถมาถึงนครไชยศรี มีรถบรรทุกสิบล้อตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจึงชนกันเข้าอย่างจัง

          ก่อนหมดสติเธอจำได้เพียงว่ามีเลือดมากมายไหลทะลักออกจากจมูก พอเริ่มรู้สึกตัว สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของคุณหมอก็คือ "ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องหายใจให้ได้ ถ้าหายใจไม่ได้ ต้องตายแน่นอน"

          ทั้งคุณหมอและผู้โดยสารอีก 3 คนที่นั่งมาด้วยกันถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม เพราะได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า โดย พญ. สมศรี พักรักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะกลับมาทำงานในสภาพที่ใส่เฝือกที่แขนและขาอย่างละข้าง อีกทั้งเมื่อถอดเฝือกแล้วยังต้องทำกายภาพบำบัดอีกนานนับเดือน

          การประสบเคราะห์ร้ายครั้งนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดของเธอพอสมควร

          "เวลาเราเจ็บป่วย เราน่าจะได้รับความเห็นใจจากคนอื่น แต่ปรากฏว่าไม่เลย กลับมีแต่แรงมากระแทกซ้ำ ทำให้เราต้องเข้มแข็ง ต้องสู้ ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อาฆาตกับการกระทำของเขานะ มันทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น เวลาป่วยคนไหนมาเยี่ยม คนไหนสงสารเห็นใจ คนไหนมาซ้ำเติม"

          ...เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นประสบการณ์ตรงที่ทำให้เธอเข้าถึงความรู้สึกของผู้ป่วยได้มากที่สุด

          "พอรอดมาได้ มันเหมือนกับว่า เขาให้โอกาสเราทำงานต่อ เราก็เลยทำงานด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นมากกว่าเดิม มันไม่ใช่ความท้อแท้เลย แต่กลับทำให้เรารู้สึกต้องสู้ต่อไป และคงจะเป็นเพราะบุญที่ทำให้เรารอดมาได้ ขนาดเจอเรื่องหนัก ๆ เรายังรอดมาได้ ฉะนั้นบุญและความดีนี่แหละที่เราจะต้องทำต่อไป"

          หลังผ่านพ้นเหตุการณ์แห่งความเจ็บปวด เธอเริ่มมองทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตด้วยความคิดเชิงบวก ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งทำงานมากขึ้น หน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เธอค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่การมีทัศนคติเชิงบวกมากขึ้นตามไปด้วย

          "เพราะถ้าคิดลบ งานเราก็จะมีอุปสรรค แต่ถ้าคิดบวกไปเรื่อยๆ มันจะผ่านไปเอง บางทีทะลุผ่านไปเลยโดยที่เราไม่ต้องจัดการอะไรมาก พอมีคนเห็นว่าเราพยายามทำ พยายามแก้ปัญหา เขาก็จะยื่นมือเข้ามาช่วย แล้วมันก็จะผ่านไปด้วยดี" คุณหมอเล่าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยกตัวอย่างของการรับมือกับปัญหาด้วยการคิดเชิงบวก

          นอกจากตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มกุมารเวชกรรมแล้ว ปีนี้ พญ. สมศรี ยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ "ประธานองค์กรแพทย์" ด้วย แม้จะเป็นวาระสั้นๆ เพียง 1 ปี แต่การรับงานบริหารจากผู้อำนวยการโรงพยาบาล และเป็นตัวแทนที่คอยดูแลการทำงานของแพทย์ทั้งหมดในโรงพยาบาลบ้านโป่ง ก็ถือว่าคุณหมอต้องรับบทหนักไม่น้อย

          ที่ผ่านมาเคยมีคุณหมอท่านหนึ่งไปประชุมโดยไม่ได้ฝากงานไว้กับใครเลย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องออกตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) พยาบาลที่เป็นเลขาฯ องค์กรแพทย์ก็โทรศัพท์มาแจ้งเธอ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อหมอคนใดมาออกตรวจแทนได้เลย ซึ่งวันนั้น พญ. สมศรี ก็ต้องออกตรวจผู้ป่วยนอกด้วยเช่นกัน จึงไม่ค่อยสะดวกนักหากต้องรับหน้าที่แทน ทว่าเธอเลือกที่จะตอบกลับไปทางโทรศัพท์ว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวหมอเข้าไปดูเอง"

          "ปกติคลินิกเด็ก คนไข้จะเยอะมาก แต่วันนั้นน่าแปลกใจที่มีคนไข้นิดเดียว ทำให้เราสามารถทำงานทั้งสองส่วนสลับกันได้อย่างคล่องตัว คือตรวจเด็กเสร็จก็ตรวจผู้ใหญ่สลับกันไป แล้วมันก็ผ่านมาด้วยดี ก็เลยบังเกิดความคิดที่ว่า วันนี้เป็นโอกาสดีมากที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ทำงานที่ไม่น่าจะสำเร็จให้สำเร็จได้ด้วยดี ก็มีความสุขมาก เหมือนเราได้ทำความดีเพิ่มขึ้น"

          หากคิดบวกได้สำเร็จ ก็จะไม่เครียด ไม่ทุกข์ ทั้งยังเกิดปัญญาในหารคิดแก้ปัญหาได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้าเราเครียดหรือทุกข์กลับจะยิ่งคิดอะไรไม่ออก...นี่เป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้หมอสมศรีทำงานได้อย่างมีความสุข

ปาฏิหาริย์สร้างได้

          หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง เด็กชายนิรนามก็แข็งแรงพอที่จะกลับไปพักฟื้นอยู่ที่บ้าน

          หมอสมศรีเล่าให้ฟังว่า "เด็กรู้สึกท้อแท้เพราะทางบ้านรังเกียจ ออกจากโรงพยาบาลไป เขาก็ปลูกกระต๊อบให้อยู่ต่างหาก ไม่ให้อยู่รวมกันในบ้าน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาด้านจิตใจ"

          ...จิตใจที่อ้อนล้าโดนความทุกข์โถมเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะปลิดปลิวโดยง่าย

          แม้ทางโรงพยาบาลจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลเยี่ยมเยียนในชุมชน และพยายามนัดให้เด็กชายเข้ามาตรวจรักษาอีกเป็นระยะ ๆ แต่เขาก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย โรคร้ายพรากเขาไปก่อนจะได้เติบโต

          เด็กชายตัวน้อยไม่รู้หรอกว่า การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบ้านโป่งครั้งแรกที่กลายเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย จะฝากบทเรียนเล็ก ๆ ไว้แก่ผู้รับรู้เหตุการณ์ในตึกกุมารเวชกรรมทุกคน

          แต่อย่างน้อย อาการที่ดีขึ้นอย่างเป็นลำดับจนได้ออกจากโรงพยาบาลก็น่าจะเป็นตัวอย่างของปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจริง...ปาฏิหาริย์ที่สร้างด้วยหัวใจของหมอและพยาบาล

          โดยส่วนตัวแล้ว พญ. สมศรีเชื่อมั่นว่า ยังมีหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในแวดวงสาธารณสุขไทยอีกหลายคนที่กำลังทำหน้าที่ด้วยหัวใจแบบเดียวกับเธอ

          ...เพื่อผู้ป่วยจะยิ้มได้มากขึ้น แม้ในร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รอยยิ้มสุดท้ายของเด็กชายไม่ทราบชื่อ อัปเดตล่าสุด 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา 16:53:49 26,448 อ่าน
TOP
x close