เมื่อบัณฑิตปริญญา...กลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ดู่ คำสัน โชโคตร

 ดู่ คำสัน โชโคตร


ดู่ คำสัน โชโคตร

 ดู่ คำสัน โชโคตร



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก นิตยสาร ค.ฅน

          เสน่ห์เมืองกรุงที่คนรุ่นใหม่จากทั่วทุกพื้นเขตของประเทศก้าวย่ำเข้ามาศึกษาร่ำเรียนจนจบปริญญา มักไม่วายดึงดูดให้คนไฟแรงกลุ่มนี้ นำวิชาความรู้ที่กักตุนได้ มุ่งหน้าเสาะแสวงหาอาชีพการงานในเมืองหลวง ตามกระแสนิยม หรือตามความเชื่อว่าจะสร้างเม็ดเงินงาม ๆ ได้ดีกว่าการกลับไปทำงานยังถิ่นฐานบ้านเกิด แต่ก็ยังพอมีกลุ่มบุคคลที่มีความใส่ใจและสำนึกรักในบ้านเกิด  ตั้งปณิธานกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่าจะกลับไปพัฒนาท้องถิ่นอันเป็นที่รัก...

          ดู่-คำสัน โชโคตร ข้าราชการหนุ่มวัย 27 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ว่ากันว่าเข้าง่ายที่สุด ทว่าเรียนจบได้ยากที่สุด แน่นอนเขาคว้าใบปริญญาจากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ทางด้านกฎหมาย แต่ปัจจุบันเขาไม่ได้มุ่งมั่นกับการสอบเนติบัณฑิต เพื่อหวังก้าวขึ้นไปเป็นอัยการ หรือผู้พิพากษา หากแต่ทุกวันนี้ เขาเป็น นิติกรหนุ่มแห่ง อบต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น สถานที่ทำงานของเขาอยู่ห่างจากบ้านเกิดใน อ.อุบลรัตน์ เพียง 85 กิโลเมตร ทำให้ดู่สามารถกลับไปหาแม่และคนรักได้ทุกสุดสัปดาห์ หรือแทบทุกครั้งที่ใจอยากจะไป

ดู่ คำสัน โชโคตร

 ดู่ คำสัน โชโคตร



          นิติกรหนุ่มเล่าถึง แรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเรียนกฎหมายเพื่อกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ครอบครัวของเขาต้องถูกยึดที่ทำกินจากผู้เป็นอาแท้ ๆ อย่างไม่เป็นธรรม ความคับแค้นใจในครั้งนั้นจุดประกายให้เขาสนใจใคร่รู้กฎหมาย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเรียนยิ่งรู้ ดู่ก็ค่อย ๆ พบว่าความรู้กฎหมายควรมีไว้ป้องกันตนเองแทนที่ชำระแค้นเป็นคดีให้วุ่นวาย

          ตลอด 2 ปีกับการทำหน้าที่ให้คำปรึกษากฎหมาย บ่อยครั้งที่ ดู่  ออกมาเยี่ยมชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน หลังพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังกลัวข้าราชการ ด้วยความรู้ที่มี ประกอบกับเป็นคนพื้นถิ่น ดู่จึงสามารถอธิบายขั้นตอนคดีความต่าง ๆ ได้เข้าใจง่ายด้วยสำเนียงอีสาน

          นอกเหนือจากปัญหาของชาวบ้าน สิ่งที่ดู่ต้องเผชิญบ่อยไม่แพ้กันคือ คำถามที่ว่าเหตุใดเขาจึงมาทำงานในพื้นที่ห่างไกล ในขณะที่เพื่อนอีกหลายคนมุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ซึ่ง ดู่ บอกว่า การกลับมาทำตามสิ่งที่เคยให้สัญญากับตัวเองไว้ ได้ทำสิ่งที่ถนัดในบ้านเกิดที่คุ้นเคย นั่นคือ ความสุขและความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา 

อ๋อย จิรปรียา เสธา

อ๋อย จิรปรียา เสธา

อ๋อย จิรปรียา เสธา

อ๋อย จิรปรียา เสธา



          ในขณะที่อีกมุมทางภาคเหนือของประเทศ... "อ๋อย-จิรปรียา เสธา" หญิงสาววัย 30 กำลังมีความสุขกับการทำงานในบ้านเกิดของตัวเองไม่ต่างจากดู่ หากแต่เธอมีอาชีพครูสอนลูกศิษย์ชาวม้ง ณ บ้านผาตั้ง ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา พื้นที่ซึ่งเธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ว่า ครูอ๋อย จะจบการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความรู้มากมายจากสถาบันเลื่องชื่อก็ไม่ได้พาให้เธอทิ้งรกรากเดิมของตัวเอง

          ทุกวันนี้ครูอ๋อยจะขี่มอเตอร์ไซด์ขึ้นดอยนานนับชั่วโมง ยังไม่นับเรื่องความปลอดภัยที่ครูทุกคนที่ขึ้นไปสอนต้องพกอาวุธระหว่างเดินทาง ไม่เว้นแม้แต่ตัวครูอ๋อยเองที่ต้องพกมีดมาด้วยทุกครั้ง  ความลำบากเช่นนี้ทำให้ครูที่นี่ย้ายออกเป็นว่าเล่น จนมีใครบางคนขนานนามว่า "โรงเรียนทางผ่าน" แต่สำหรับครูอ๋อย เธอตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะสอนเด็ก ๆ ชาวม้งที่นี่ให้เรียนรู้ชีวิตจนสามารถอยู่ร่วมกับคนพื้นราบได้อย่างกลมกลืน 

          "ใจเรามันรักมาทางนี้ รักแล้วเดี๋ยวก็สู้เอง แต่ถ้าให้ต้องไปอยู่โรงเรียนหรู ๆ ก็คงไม่เลือกหรอก เราว่าเราเหมาะกับโรงเรียนแบบนี้มากกว่า ได้เห็นสภาพเด็ก ๆ แล้วเราอยากทำให้ดีขึ้นกว่านี้ อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกว่าเรามีค่า มีศักยภาพพอที่จะทำงานได้ อีกอย่างอยู่ที่นี่บ้านเกิดเรา บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ได้อยู่กับครอบครัวด้วย” แม้จะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนที่อื่น แต่มันช่างสุขใจที่ได้อยู่ที่นี่ ครูอ๋อย บอกอย่างนั้น...

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์



          อีกหนึ่งความตั้งใจดีที่มีให้บ้านเกิด งอกงามขึ้นในใจของ นพ-นพรัตน์ กรสวัสดิ์ ชายหนุ่มวัย 29 ที่เกิดมาในครอบครัวชาวนา จ.ร้อยเอ็ด เขาผู้นี้นำคำหยามเหยียดจากเพื่อนบ้านที่ว่า “เรียนไปทำไมเกษตร ทำนาอยู่บ้านดีกว่า” มาเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เขามุมานะเรียนรู้เรื่องการเกษตรเพื่อนำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้กับอาชีพเกษตรกร

          หลังสำเร็จการศึกษาที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ในจังหวัดบ้านเกิด  นพ ทำงานด้านปศุสัตว์อยู่พักใหญ่ แต่แล้วเขาก็ละทิ้งความมั่นคงทางราชการ มาร่วมโครงการฟาร์เมอร์อินโฟ ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการข้อมูลสำหรับเกษตรกรผ่านวิทยุชุมชน, เว็บไซต์ http://www.rakbankerd.com/ และทาง sms ที่จะส่งข้อมูลไปที่โทรศัพท์มือถือของสมาชิก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย งานนี้ นพ เล็งเห็นว่าเปรียบเหมือนการสร้างเครือข่ายครอบครัวเกษตร ที่จะเข้าถึงเกษตรกรรายย่อย เขาจึงไม่ลังเลที่จะรับงานนี้

          งานของนพในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อุบลราชธานี เขานำความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ออกไปเก็บเกี่ยว มาสรุปแล้วส่งต่อไปยังสมาชิก บางวันนพจะต้องคอยตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เกษตรกรถามมาในสถานีวิทยุ เมื่อคลุกคลีกับงานนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ทำให้ชายหนุ่มเห็นว่า เกษตรกรได้พึ่งพากันและกันมากขึ้น

          มันเหมือนที่ผ่านมา เกษตรกรถูกทอดทิ้งบนความไม่รู้ พอเกิดเป็นเครือข่ายแบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว คนที่ไม่รู้ก็เข้ามาถาม คนที่รู้เยอะ เราก็ไปขอความรู้ เขาก็ดีใจะ เหมือนตัวเองมีค่ามากกว่าทำไปวัน ๆ"

          แม้ว่าทุกวันนี้ นพ จะยังไม่ได้กลับไปทำงานที่บ้านเกิด แต่ “บ้านเกิด” ในความหมายของเขา คือครอบครัวเกษตรกรรายย่อย ชายหนุ่มบอกว่า ทุกครั้งที่ได้ช่วยพี่ป้าน้าอาชาวเกษตร ถึงแม้จะเป็นข้อมูลเล็กน้อย แต่ก็ชื่นใจเมื่อได้ข่าวว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้น  และเมษายนนี้ นพตั้งใจจะกลับไปตั้งศูนย์การเรียนรู้ที่บ้านเกิดของตัวเองบ้าง

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์

นพ นพรัตน์ กรสวัสดิ์



          ด้าน ครูโอ๊ต-ชนิตา ชัยศุภวัฒน์ ผู้คว้าปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสบางกอก สาวแกร่งคนนี้คืออีกหนึ่งในกลุ่มคนที่หันหน้านำความรู้กลับไปพัฒนาชุมชนบ้านเกิด หลังเรียนจบครูโอ๊ตสอบติดโครงการคืนครู เธอจึงไม่ลังเลที่จะเลือกกลับมาสอนเด็ก ๆ ที่โรงเรียนวัดบางโปรง จ.สมุทรปราการ โรงเรียนบ้านเกิดซึ่งเธอเคยเป็นศิษย์เก่า 

          กระทั่งวันหนึ่งครูโอ๊ตผุดไอเดียนำวิชากระบี่กระบองที่ได้ร่ำเรียนมาจากคุณปู่ร่วมกับก๊วนเพื่อน ๆ  มาตั้งกลุ่มฝึกสอนให้แก่นักเรียนในเขตชุมชนบางโปรงช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 

          ทั้งนี้ วิธีการสอนวิชากระบี่กระบองของครูโอ๊ตนั้นแตกต่างจากรูปแบบของกรมพลศึกษาที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เธอถูกประยุกต์ท่าทางและคิดคิวการแสดงขึ้น ทำให้เกิดเป็นโชว์กระบี่กระบองที่มีคนติดต่อให้ไปเล่นตามงาน สร้างรายได้ให้เด็ก ๆ แม้เม็ดเงินจากการแสดงจะไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าสังคมเริ่มสนใจศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณของไทย ทำให้ครูโอ๊ตหวังจะปลุกปั้น "ศูนย์กระบี่กระบอง" ประจำชุมชน เพื่อเผยแพร่และปลูกฝังให้เด็ก ๆ และผู้ที่สนใจต่อไป

          "เราไม่เคยท้อเลยนะกับเรื่องแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่สอนไปแล้วก็ไม่ได้ค่าตอบแทนหรอก ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เรามีความสุขกับการสอนเด็ก เห็นเด็ก ๆ มีความสุข มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เรามาคิดดูว่า นี่คือผลงานของเราเองนะ เป็นอุดมการณ์ของเราเอง แค่นี้ก็พอ บ้านเราเอง ท้องถิ่นเราเอง ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะมาทำ"...ครูโอ๊ต ทิ้งท้าย

          เรื่องราวของคนตัวอย่างทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของคนเลือกกลับไปทำงานยังบ้านเกิด แต่เป็นเรื่องราวของคนหนุ่มสาวผู้มีความใฝ่ฝันและกล้าฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อกลับไปตอบแทนคุณแผ่นดินที่รัก ซึ่งหล่อเลี้ยงให้พวกเขาเติบโตมา






ขอขอบคุณข้อมูลจาก

นิตยสาร ค.คน

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เมื่อบัณฑิตปริญญา...กลับมาพัฒนาบ้านเกิด อัปเดตล่าสุด 22 มีนาคม 2553 เวลา 17:57:57 46,742 อ่าน
TOP
x close