
db









ตลาดหุ้นพินาศ 8 แสนล้าน เซ่นค่าโง่ ธนาคารแห่งประเทศไทย
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. สร้างความตกตะลึงทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยการออกกฎเหล็กสกัดกั้นการเก็งกำไรเรื่องค่าเงินบาท เมื่อเย็นวันที่ 18 ธ.ค. ส่งผลทำให้ตลาดหุ้นไทยตกทะรูดทะราดวานนี้ (19 ธ.ค.) จนผู้บริหารต้องสั่งหยุดการซื้อขาย ตลาดหุ้นไทยต้องปิดการซื้อขายระหว่างวันเป็นครั้งแรก เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยเสียหายครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 31 ปี นับแต่ก่อตั้งตลาดทุนและรุนแรงกว่าแบล็กมันเดย์ รวมทั้งตกต่ำยิ่งกว่าวิกฤติ ต้มยำกุ้ง โดยมีสาเหตุมาจากชาวต่างชาติเทขายหุ้นเพื่อหนีตายจากมาตรการควบคุมเงินทุนระยะสั้น ที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทแข็งตัว
อย่างไรก็ตาม นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ ได้เปิดแถลงข่าวด่วนหลังประกาศปิดการซื้อขายชั่วคราวว่า ผลจากมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง และมีผลให้ตลาดต้องนำมาตรการ Circuit Breaker มาใช้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาเป็นเวลา 31 ปี
เราไม่สามารถประเมินความเสียหายต่อตลาดหุ้นได้ ถ้าพิจารณาเฉพาะตัวเงิน ก็คือมูลค่าที่นักลงทุนต่างชาติขายออกมา แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ เรื่องความไม่มั่นใจของนักลงทุน ตลาดหลักทรัพย์หวังว่า ธปท.จะ ทบทวนมาตรการให้ผ่อนคลายขึ้น เพราะหากใช้ต่อเนื่องในระยะยาว จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นได้ นางภัทรียากล่าว
ขณะที่ผู้จัดการกองทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองว่า มาตรการนี้ถือเป็นมาตรการสิ้นคิด ที่ไม่มีการพิจารณา และวิเคราะห์อย่างรอบคอบครบถ้วนทุกด้าน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวว่า ทางการไทยให้น้ำหนักต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท และประเด็นความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ส่งออกไทยเป็นสำคัญ ด้วยเกรงว่าค่าเงินบาทที่แข็ง อาจนำมาสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาในช่วงก่อนปี 2540
อย่างไรก็ตาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่า เมื่อ 3 สัปดาห์หลังเริ่มมีเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในตราสารระยะสั้นที่ส่อว่าเป็นการเก็งกำไรค่าเงินบาทสูงถึงประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยเงินที่เข้ามานั้นเป็นเงินที่มาจากธนาคารต่างประเทศ ทำให้ ธปท. ต้องออกมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้นก็ทำให้เกิดผลชะงักแน่นอน คือเงินบาทหยุดแข็งเริ่มทยอยอ่อนค่าลง ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการรักษาภาพการส่งออกไว้ให้ดีให้ได้
ส่วนผลที่มีในวันนี้เป็นผลที่คาดเดาไว้แล้ว อะไรก็ตามที่ไปหยุด ไม่ให้เงินดอลลาร์ หรือเงินต่างชาติไหลเข้า จะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แน่นอน คาดเดาไว้แล้วดัชนีคงจะลงเยอะพอสมควร แต่รัฐบาลนี้จะไม่เข้าแทรกแซง ให้ทุกอย่างปรับตัวไปตามธรรมชาติ อะไรที่ปรับตัวตามธรรมชาติ มันจะกลับเร็วแล้วก็จะหยุดเร็ว ลองดูต่อไปก็ได้จะขึ้นลงแบบนี้ 2-3 วันแล้วจะเข้ารูปเอง ซึ่งปัญหานี้จะมีต่อบริษัทที่เล่นหุ้น และต่อนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรเท่านั้น
สำหรับดัชนีหุ้นเมื่อวานนี้ (19 ธ.ค. ) ปรับตัวลดลงไป 108.41 จุด หรือ 14.84% ได้ส่งผลให้ความมั่งคั่งของประเทศไทย หรือมูลค่าราคาตลาดรวม (มาร์เกตแคป) ของตลาดสูญหายไปภายในวันเดียวถึง 823,569 ล้านบาท นับจากวันที่ 18 ธ.ค. ที่มูลค่าราคาตลาดรวม อยู่ที่ 5,456,570 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 4,633,000 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 25,121 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,895 ล้านบาท โดยมีรายย่อยที่ไม่กลัวตายสวนทางกลับเข้าไปซื้อสุทธิ 28,017 ล้านบาท
ข้อมูลจาก









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |
















|
| เกิดข้อผิดพลาด ไม่สามารถ ติดต่อกับฐานข้อมูลได้2002 : Can't connect to local MySQL server through socket '/var/lib/mysql/mysql.sock' (11) |