
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ส.อ.ท. เดินหน้าชนรัฐบาลปูจ๋า 1 อัดการเมืองช็อกเศรษฐกิจหนักกว่ายุคปฏิวัติ-รัฐประหาร เผยต้นทุนพุ่งเฉลี่ย 28% "ส่งออก-นำเข้า" กระอักเป็นลูกโซ่แน่ ย้ำเร็วไปที่จะใช้ทฤษฎี 2 สูง หากทำเตรียมซ้ำรอยอาร์เจนตินา ด้าน ยิ่งลักษณ์ สั่งลุยเรื่องด่วนราคาสินค้า เตรียมบีบ 10 รายการให้ลดลง
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้มีการประชุมนัดพิเศษในเรื่องการขึ้นค่าแรง 300 บาท เป็นการเฉพาะ ซึ่งนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อท. กล่าวภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันคือ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด รัฐบาลควรทบทวนใหม่ โดยควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาโดยปราศจากแรงกดดัน และเห็นว่ารัฐบาลควรหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชดเชยส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำให้ลักษณะเหมือนโครงการจำนำข้าว ซึ่ง ส.อ.ท.พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลในการหาแนวทางแก้ปัญหา
"การช่วยชดเชยส่วนต่างนั้นคงทำแค่ 3-4 ปีเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ก่อน และในสัปดาห์หน้าจะมีการนำเข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นวาระพิเศษ"นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุชัดเจนว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบางจังหวัดต้นทุนเพิ่มถึงเท่าตัว ทำให้กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวนมากไปไม่รอด ดังนั้นรัฐบาลควรต้องทบทวน
ด้าน นายวัลลภ วิตนาการ รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะครอบคลุมแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย ด้วย ดังนั้นการเปิดให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนใหม่ช่วงวันที่ 15 มิ.ย.-15 ก.ค.54 คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวเข้าระบบเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคน จากเดิมที่มีอยู่ 6.8 แสนคน
วันเดียวกัน นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวในรายการเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 ระบุว่า ส.อ.ท.ได้สำรวจผู้ประกอบการ 500 ราย ซึ่ง 90-92% ยืนยันว่ามีผลกระทบมาก ส่วนที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าการลดภาษีจะช่วยได้ถือเป็นคนละส่วน เพราะผู้ได้ประโยชน์คือบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนเอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์ ทั้ง 2 เรื่องต้องแยกกัน จะมองเป็นการยื่นหมูยื่นแมวไม่ได้
"หากขึ้น 300 บาทจริง จะทำให้ค่าแรงไทยเพิ่มเฉลี่ย 28% ซึ่งสูงกว่าเวียดนามที่ปัจจุบันเราก็สูงกว่าอยู่แล้ว และที่สำคัญเราไม่ได้รับปากกับประชาชน เมื่อรัฐบาลรับปากก็ต้องจ่ายเอง มาให้เราจ่ายได้อย่างไร หากเรายอมครั้งนี้ รัฐบาลหน้าบอกจะขึ้นเป็น 500 บาทก็ต้องยอมไหม เราจ่ายไม่ไหว" นายธนิตกล่าว
นายธนิต ยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เสนอว่าให้ขึ้นเฉพาะ กทม.และภูเก็ตก่อนว่า นโยบายต้องการให้กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค หากดำเนินการจริงก็เป็นการสวนทาง และทำให้แรงงานไหลเข้า กทม.แน่นอน สุดท้ายก็มีปัญหารวยกระจุก จนกระจายเหมือนเดิม ซึ่งการขึ้นค่าแรงแม้ทำให้จีดีพีพุ่งสูงขึ้นจริง แต่ความสามารถในการแข่งขันกลับสู้ไม่ได้ และจะมีปัญหารายจ่ายที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็กดดันเงินเฟ้อให้ขยับสูงตาม
นายธนิต ยังชี้แจงว่า ทฤษฎี 2 สูงเป็นสิ่งที่ดี แต่เรายังไม่พร้อมใช้ เพราะเพื่อนบ้านยังใช้ทฤษฎี 2 ต่ำอยู่คือ ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำ แต่หากไทยขึ้นค่าแรงจะทำให้การส่งออก ซึ่งถือเป็น 70% ของจีดีพีกระทบแน่นอน โดยเฉพาะเสื้อผ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่อุ้มคนอยู่ 5.5 ล้านคนมีปัญหาแน่ ขณะเดียวกันในอนาคตก็มีเขตการค้าเสรีต่าง ๆ ซึ่งมีภาษีอัตรา 0% จะทำให้สินค้าต่างๆ ทะลักเข้ามาตีตลาดไทยที่ค่าแรงสูงแน่นอน
"คนไม่มีเงินเดือนและเกษตรกรอีก 24 ล้านคนเขาจะทำอย่างไร ทุกอย่างต้องแพงขึ้น ทฤษฎี 2 สูงไม่ใช่ไม่ถูกต้อง แต่วันนี้เร็วไป มันช็อก แล้วยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่จะทะลักเข้ามาอีก ซึ่งคนที่ได้ก็เฮ แต่ดูตัวอย่างจากฟิลิปปินส์ อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ก็เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ ประเทศเป็นหนี้กลวง" นายธนิต กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวต่อว่า คณะกรรมการไตรภาคีทำงานได้ดีอยู่แล้ว โดย 20 ปีที่ผ่านมาไทยแทบไม่มีปัญหาเรื่องการสไตรค์เลย แต่หากขึ้นค่าแรงก็อาจทำให้มีปัญหา ต้องยกขึ้นทั้งแผง โรงงาน ผู้ประกอบการก็อยู่ไม่ได้
"ในที่ประชุม ส.อ.ท.มีการพูดกันแรงในเรื่องนี้ แต่ก็ได้ห้ามปรามกันที่จะให้แสดงความคิดเห็น ผมเคยผ่านปฏิวัติ รัฐประหารมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นการเมืองมากระทบเศรษฐกิจมากเท่าครั้งนี้" นายธนิต กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมทีมยุทธศาสตร์และแกนนำจัดทำนโยบายแต่ละด้านของพรรคเพื่อไทย เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมตอนหนึ่งว่า จะเร่งทำนโยบายให้ประชาชนตามที่หาเสียงไว้ แต่สิ่งแรกที่ต้องดูคือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบอะไรบ้างเกี่ยวกับนโยบาย ต้องคำนึงให้มากที่สุด จากนั้นจะมาหาทางเลือกและทางออก แต่ขณะเดียวกันนโยบายต่าง ๆ เราต้องผลักดันและขับเคลื่อนไปให้ได้ โดยเฉพาะปัญหาสินค้าราคาแพงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหลังประชุมว่า ได้คุยถึงความคืบหน้าในแต่ละเรื่อง ส่วนใหญ่จะเน้น 2 เรื่อง
1. กรอบร่างนโยบายซึ่งเป็นทิศทางใหญ่ๆ ที่พรรคจะดำเนินการหลังได้เสนอต่อประชาชน
2. นโยบายเร่งด่วน ซึ่งเราได้เริ่มทำงานในรายละเอียดแล้วว่าจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร ซึ่งบางนโยบายก็ต้องหารือกับผู้เกี่ยวข้องผู้มีความรู้เฉพาะเรื่อง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะแกนนำทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำมี 2 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาน้ำมันแพง ด้วยการยกเว้นการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และการดูแลปัญหาราคาสินค้า เพราะเมื่อน้ำมันลดลง ต้นทุนค่าขนส่งก็จะลดลง 6-10% ซึ่งทำให้ราคาสินค้าลดลงด้วย โดยสินค้าที่รัฐบาลจะเข้าดูแลให้ราคาลดลงมี 10 ชนิด เช่น ไก่ กุ้ง หมู ข้าว น้ำมันปาล์ม ผัก น้ำตาล ไข่ รวมถึงน้ำมัน
สำหรับนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า เราตั้งใจผลักดัน แต่คงให้เวลาแต่ละช่วงในการปรับตัว และเราเองก็ได้ฟังจากหลายภาคส่วน ซึ่งองค์กรขนาดเล็กในต่างจังหวัดนั้นอาจมีผลกระทบ ต้องขอมาฟังในส่วนของภาครัฐจะให้การสนับสนุนอย่างไร เพราะเราต้องทำงานกับกระทรวงแรงงาน ภาคเอกชน และงบประมาณต้องคุยกันทั้งหมดก่อน
"วันนี้มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนนโยบาย แต่เราเองก็จะฟังผลกระทบของประชาชนและภาคธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วมาหาวิธีการว่าจะไปสู่เป้าหมายนี้อย่างไร" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
[12 กรกฎาคม] ชงขึ้นค่าจ้าง 300 บาท กทม.-ภูเก็ต นำร่องก่อน
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามถึงการวิเคราะห์ของสื่อต่างประเทศที่ว่า ระบอบทักษิโณมิกส์ซึ่งชูนโยบายขายฝันและทำให้เกิดเงินเฟ้อจะกลับมา ว่า รอฟังคำชี้แจงในภาพรวมทีเดียวจะดีกว่า เพราะประเด็นเรื่องการเงินเป็นเรื่อง อ่อนไหวต่อภาพรวม ถ้านโยบายต่างๆ ยังไม่ชัดเจนนั้น ก็เป็นห่วงผู้ที่ทำธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบ รอให้ทุกอย่างเป็นทางการเสียก่อนแล้วจะชี้แจงให้ทราบต่อไป
"ทุกอย่างเราวางไว้และต้
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวต่อข้อถามที่ว่า ได้มีการหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บ้างหรือไม่ เพราะให้สัมภาษณ์เรื่
โดยตลอดทั้งวัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมทีมร่างนโยบายและที
นายประภัสร์ จงสงวน ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย หนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรค กล่าวยืนยันก่อนประชุมว่า นโยบายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หาเสียงไว้ทุกเรื่อง ยืนยันว่าไม่มีปัญหา จะปฏิบัติตามให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์
"ไม่มีปัญหาแน่นอน เช่น โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย เราก็ไม่ได้ทำพร้อมกันทีเดียวทั
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นประชุ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างการประชุ
ช่วงค่ำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิ
เมื่อถามว่า เงินคงคลังที่จะนำมาใช้
ด้าน นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศของรัฐบาลใหม่ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากฟังความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ และยังเห็นว่ามาตรการลดภาษีนิติบุคคลไปไม่ถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จึงมีข้อเสนอว่า น่าจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดก่อน คือ กทม.และปริมณฑล ที่ค่าจ้างอยู่ที่ 215 บาทต่อวัน และภูเก็ต 221 บาทต่อวัน ให้ขึ้นไป 300 บาท หรือขึ้น 40% ก่อน จากนั้นค่อยทยอยปรับค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดอื่นๆ จนกว่าจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 บาทเท่ากันทุกจังหวัด

[11 กรกฎาคม] เตือนค่าแรง 300 ทำแรงงานต่างด้าวทะลักไทย-นักลงทุนหนี
สหพัฒน์ ชี้ค่าแรง 300 ทำไม่ได้ ระบบจะพัง นักลงทุนหนีแน่ ขณะที่ รมว.แรงงาน เผยแรงงานกัมพูชาจะทะลักไทย เหตุอยากได้ค่าแรงสูง เพราะกฎหมายไทย ให้ต่างด้าวมีค่าแรงเท่ากัน
จากกรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้าของผู้ประกอบการ รวมทั้งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทางด้านผู้ประกอบการทั้งหลายก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ถึงนโยบายดังกล่าว รวมไปถึงสหพัฒน์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ด้วย
โดย นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายที่เข้าไปตรวจสอบต้นทุนสินค้า เพราะจะได้ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ที่ถูกค้ากำไรเกินควร แต่ความเป็นจริงแล้วโครงสร้างสินค้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเกินจริง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดก็มีความรุนแรงอยู่แล้ว คงไม่มีใครกล้าที่จะทำแบบนั้น แม้แต่ค่ายใหญ่ยูนิลีเวอร์ ยังต้องลดราคาลงมา
บิ๊กบอสแห่งสหพัฒนพิบูล ยังกล่าวอีกว่า สินค้าที่รัฐบาลควรเข้าไปตรวจสอบ ควรเป็นสินค้าที่ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาด ที่สามารถขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องคำนึงคู่แข่ง ประเภทอาหารสด พวก ไก่ ไข่ หมู ปุ๋ย และหากรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ ควรแก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้สินค้ามีราคาแพง นั่นคือ วัตถุดิบที่เป็นต้นทุนสำคัญของสินค้าต่าง ๆ เช่น กรณีของแป้งสาลีที่พุ่งสูงขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลควรเสนอตัวเป็นตัวกลางซื้อขายให้กับภาคเอกชน เพื่อป้องกันการแก้ปัญหาการเก็งกำไรวัตถุดิบ
นอกจากนี้ นายบุญชัย ยังได้กล่าวถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย รัฐบาลจะทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะถ้าหากทำขึ้นมาจริง จะส่งผลกระทบหลายด้าน ระบบจะพัง นักลงทุนก็จะหนีหายหมด เหมือนกับกรณีประเทศจีนที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้นักลงทุนจีน หนีมาลงทุนในประเทศไทยกันหมด
ทางด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีแรงงานกัมพูชาทะลักเข้าไทย เนื่องจากหวังว่าจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยเชื่อว่า นโยบายดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จะมีส่วนจูงใจให้แรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่จะตามมาด้วย เช่น อัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบคนไทยทั้งประเทศ ส่วนสถานประกอบการก็จะได้รับกระทบ เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนอาจต้องปิดกิจการ ทำให้คนตกงานมากขึ้น
นายเฉลิมชัย ยังกล่าวอีกว่า หากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศจริง แล้วไม่ได้ครอบคลุมไปถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทางรัฐบาลใหม่ก็จะต้องชี้แจงต่อองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย กำหนดให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราเดียวกับคนไทย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก







