ส.อ.ท.ค้านขึ้นค่าแรง ชี้ทำเศรษฐกิจช็อกหนัก







สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม


         ส.อ.ท. เดินหน้าชนรัฐบาลปูจ๋า 1 อัดการเมืองช็อกเศรษฐกิจหนักกว่ายุคปฏิวัติ-รัฐประหาร เผยต้นทุนพุ่งเฉลี่ย 28% "ส่งออก-นำเข้า" กระอักเป็นลูกโซ่แน่ ย้ำเร็วไปที่จะใช้ทฤษฎี 2 สูง หากทำเตรียมซ้ำรอยอาร์เจนตินา ด้าน ยิ่งลักษณ์ สั่งลุยเรื่องด่วนราคาสินค้า เตรียมบีบ 10 รายการให้ลดลง  

          เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้มีการประชุมนัดพิเศษในเรื่องการขึ้นค่าแรง 300 บาท เป็นการเฉพาะ ซึ่งนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อท. กล่าวภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันคือ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด รัฐบาลควรทบทวนใหม่ โดยควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาโดยปราศจากแรงกดดัน และเห็นว่ารัฐบาลควรหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชดเชยส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำให้ลักษณะเหมือนโครงการจำนำข้าว ซึ่ง ส.อ.ท.พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลในการหาแนวทางแก้ปัญหา

          "การช่วยชดเชยส่วนต่างนั้นคงทำแค่ 3-4 ปีเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ก่อน และในสัปดาห์หน้าจะมีการนำเข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นวาระพิเศษ"นายพยุงศักดิ์ กล่าว

          ขณะที่ นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุชัดเจนว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบางจังหวัดต้นทุนเพิ่มถึงเท่าตัว ทำให้กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวนมากไปไม่รอด ดังนั้นรัฐบาลควรต้องทบทวน

          ด้าน นายวัลลภ วิตนาการ รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะครอบคลุมแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย ด้วย ดังนั้นการเปิดให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนใหม่ช่วงวันที่ 15 มิ.ย.-15 ก.ค.54 คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวเข้าระบบเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคน จากเดิมที่มีอยู่ 6.8 แสนคน

          วันเดียวกัน นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวในรายการเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 ระบุว่า ส.อ.ท.ได้สำรวจผู้ประกอบการ 500 ราย ซึ่ง 90-92% ยืนยันว่ามีผลกระทบมาก ส่วนที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าการลดภาษีจะช่วยได้ถือเป็นคนละส่วน เพราะผู้ได้ประโยชน์คือบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนเอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์ ทั้ง 2 เรื่องต้องแยกกัน จะมองเป็นการยื่นหมูยื่นแมวไม่ได้

          "หากขึ้น 300 บาทจริง จะทำให้ค่าแรงไทยเพิ่มเฉลี่ย 28% ซึ่งสูงกว่าเวียดนามที่ปัจจุบันเราก็สูงกว่าอยู่แล้ว และที่สำคัญเราไม่ได้รับปากกับประชาชน เมื่อรัฐบาลรับปากก็ต้องจ่ายเอง มาให้เราจ่ายได้อย่างไร หากเรายอมครั้งนี้ รัฐบาลหน้าบอกจะขึ้นเป็น 500 บาทก็ต้องยอมไหม เราจ่ายไม่ไหว" นายธนิตกล่าว

          นายธนิต ยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เสนอว่าให้ขึ้นเฉพาะ กทม.และภูเก็ตก่อนว่า นโยบายต้องการให้กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค หากดำเนินการจริงก็เป็นการสวนทาง และทำให้แรงงานไหลเข้า กทม.แน่นอน สุดท้ายก็มีปัญหารวยกระจุก จนกระจายเหมือนเดิม ซึ่งการขึ้นค่าแรงแม้ทำให้จีดีพีพุ่งสูงขึ้นจริง แต่ความสามารถในการแข่งขันกลับสู้ไม่ได้ และจะมีปัญหารายจ่ายที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็กดดันเงินเฟ้อให้ขยับสูงตาม

          นายธนิต ยังชี้แจงว่า ทฤษฎี 2 สูงเป็นสิ่งที่ดี แต่เรายังไม่พร้อมใช้ เพราะเพื่อนบ้านยังใช้ทฤษฎี 2 ต่ำอยู่คือ ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำ แต่หากไทยขึ้นค่าแรงจะทำให้การส่งออก ซึ่งถือเป็น 70% ของจีดีพีกระทบแน่นอน โดยเฉพาะเสื้อผ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่อุ้มคนอยู่ 5.5 ล้านคนมีปัญหาแน่ ขณะเดียวกันในอนาคตก็มีเขตการค้าเสรีต่าง ๆ ซึ่งมีภาษีอัตรา 0% จะทำให้สินค้าต่างๆ ทะลักเข้ามาตีตลาดไทยที่ค่าแรงสูงแน่นอน

          "คนไม่มีเงินเดือนและเกษตรกรอีก 24 ล้านคนเขาจะทำอย่างไร ทุกอย่างต้องแพงขึ้น ทฤษฎี 2 สูงไม่ใช่ไม่ถูกต้อง แต่วันนี้เร็วไป มันช็อก แล้วยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่จะทะลักเข้ามาอีก ซึ่งคนที่ได้ก็เฮ แต่ดูตัวอย่างจากฟิลิปปินส์ อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ก็เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ ประเทศเป็นหนี้กลวง" นายธนิต กล่าว

          รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวต่อว่า คณะกรรมการไตรภาคีทำงานได้ดีอยู่แล้ว โดย 20 ปีที่ผ่านมาไทยแทบไม่มีปัญหาเรื่องการสไตรค์เลย แต่หากขึ้นค่าแรงก็อาจทำให้มีปัญหา ต้องยกขึ้นทั้งแผง โรงงาน ผู้ประกอบการก็อยู่ไม่ได้

          "ในที่ประชุม ส.อ.ท.มีการพูดกันแรงในเรื่องนี้ แต่ก็ได้ห้ามปรามกันที่จะให้แสดงความคิดเห็น ผมเคยผ่านปฏิวัติ รัฐประหารมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นการเมืองมากระทบเศรษฐกิจมากเท่าครั้งนี้" นายธนิต กล่าวทิ้งท้าย

          ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมทีมยุทธศาสตร์และแกนนำจัดทำนโยบายแต่ละด้านของพรรคเพื่อไทย เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมตอนหนึ่งว่า จะเร่งทำนโยบายให้ประชาชนตามที่หาเสียงไว้ แต่สิ่งแรกที่ต้องดูคือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบอะไรบ้างเกี่ยวกับนโยบาย ต้องคำนึงให้มากที่สุด จากนั้นจะมาหาทางเลือกและทางออก แต่ขณะเดียวกันนโยบายต่าง ๆ เราต้องผลักดันและขับเคลื่อนไปให้ได้ โดยเฉพาะปัญหาสินค้าราคาแพงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหลังประชุมว่า ได้คุยถึงความคืบหน้าในแต่ละเรื่อง ส่วนใหญ่จะเน้น 2 เรื่อง 

          1. กรอบร่างนโยบายซึ่งเป็นทิศทางใหญ่ๆ ที่พรรคจะดำเนินการหลังได้เสนอต่อประชาชน

          2. นโยบายเร่งด่วน ซึ่งเราได้เริ่มทำงานในรายละเอียดแล้วว่าจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร ซึ่งบางนโยบายก็ต้องหารือกับผู้เกี่ยวข้องผู้มีความรู้เฉพาะเรื่อง

          นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะแกนนำทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำมี 2 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาน้ำมันแพง ด้วยการยกเว้นการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และการดูแลปัญหาราคาสินค้า เพราะเมื่อน้ำมันลดลง ต้นทุนค่าขนส่งก็จะลดลง 6-10% ซึ่งทำให้ราคาสินค้าลดลงด้วย โดยสินค้าที่รัฐบาลจะเข้าดูแลให้ราคาลดลงมี 10 ชนิด เช่น ไก่ กุ้ง หมู ข้าว น้ำมันปาล์ม ผัก น้ำตาล ไข่ รวมถึงน้ำมัน

          สำหรับนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า เราตั้งใจผลักดัน แต่คงให้เวลาแต่ละช่วงในการปรับตัว และเราเองก็ได้ฟังจากหลายภาคส่วน ซึ่งองค์กรขนาดเล็กในต่างจังหวัดนั้นอาจมีผลกระทบ ต้องขอมาฟังในส่วนของภาครัฐจะให้การสนับสนุนอย่างไร เพราะเราต้องทำงานกับกระทรวงแรงงาน ภาคเอกชน และงบประมาณต้องคุยกันทั้งหมดก่อน

          "วันนี้มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนนโยบาย แต่เราเองก็จะฟังผลกระทบของประชาชนและภาคธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วมาหาวิธีการว่าจะไปสู่เป้าหมายนี้อย่างไร" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว





[12 กรกฎาคม] ชงขึ้นค่าจ้าง 300 บาท กทม.-ภูเก็ต นำร่องก่อน

          เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามถึงการวิเคราะห์ของสื่อต่างประเทศที่ว่า ระบอบทักษิโณมิกส์ซึ่งชูนโยบายขายฝันและทำให้เกิดเงินเฟ้อจะกลับมา ว่า รอฟังคำชี้แจงในภาพรวมทีเดียวจะดีกว่า เพราะประเด็นเรื่องการเงินเป็นเรื่อง อ่อนไหวต่อภาพรวม ถ้านโยบายต่างๆ ยังไม่ชัดเจนนั้น ก็เป็นห่วงผู้ที่ทำธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบ รอให้ทุกอย่างเป็นทางการเสียก่อนแล้วจะชี้แจงให้ทราบต่อไป

          "ทุกอย่างเราวางไว้และต้องหาทางออกให้ทุกด้าน ทั้งเรื่องอนาคตข้างหน้า เงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร การสร้างรายได้จะเป็นอย่างไร ขอเป็นภาพรวมดีกว่า ถ้าเราคุยกันทีละจุด เกรงว่าจะเป็นห่วงในเรื่องของความอ่อนไหว" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวต่อข้อถามที่ว่า ได้มีการหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บ้างหรือไม่ เพราะให้สัมภาษณ์เรื่องนโยบาย เศรษฐกิจหลายครั้ง ว่า คุยกันตามปกติตามประสาพี่น้อง พ.ต.ท.ทักษิณก็มีประสบการณ์ มีคำแนะนำในส่วนหนึ่ง แต่พรรคก็ทำหน้าที่ของพรรค

          โดยตลอดทั้งวัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมทีมร่างนโยบายและทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ทำหน้าที่เหมือนเป็นรัฐบาลแล้ว โดยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจตลอดทั้งวัน โดยช่วงเช้าหารือกับนายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะ ในขณะที่ช่วงบ่ายหารือกับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ และในวันที่ 12 กรกฎาคม จะเชิญตัวแทนกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์มาหารือต่อไป

          นายประภัสร์ จงสงวน ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย หนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรค กล่าวยืนยันก่อนประชุมว่า นโยบายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หาเสียงไว้ทุกเรื่อง ยืนยันว่าไม่มีปัญหา จะปฏิบัติตามให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม ทั้งขยายการเชื่อมต่อสถานีแอร์พอร์ตลิงค์, ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าอีก 10 สาย

          "ไม่มีปัญหาแน่นอน เช่น โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย เราก็ไม่ได้ทำพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด แต่ทำทีละโครงการ ในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกัน ซึ่งจะเห็นว่าเม็ดเงินที่ลงทุนจะไม่ได้จ่ายในครั้งเดียว แต่ปัญหาเร่งด่วนอันดับแรกคือ แก้ปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง" นายประภัสร์ กล่าว

          นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายพรรคว่า ที่ประชุมจะเร่งร่างนโยบายให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และยืนยันว่านโยบายหาเสียงตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่ 1 ก.ค.จะอยู่ในร่างนโยบายทั้งหมด

          มีรายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างการประชุมคณะทำงานนโยบายพรรค ปรากฏว่ามีว่าที่ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายคนได้เข้ามารับฟัง และสอบถามถึงนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน, ระดับปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาทต่อเดือน และการรับจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากสอบถามถึงความชัดเจนว่าจะเริ่มเมื่อใด และมีขั้นตอนใดบ้าง

          ช่วงค่ำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ว่าจะเริ่มในพื้นที่ กทม.ก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน แล้วค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง

          เมื่อถามว่า เงินคงคลังที่จะนำมาใช้ในนโยบายนี้ยังพอใช้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเพียงว่า ต้องคุยในรายละเอียดอีกที เมื่อถามย้ำว่า ค่าแรงขั้นต่ำจะได้ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามและรีบเดินขึ้นรถส่วนตัวกลับทันที

           ด้าน นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศของรัฐบาลใหม่ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากฟังความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ และยังเห็นว่ามาตรการลดภาษีนิติบุคคลไปไม่ถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จึงมีข้อเสนอว่า น่าจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดก่อน คือ กทม.และปริมณฑล ที่ค่าจ้างอยู่ที่ 215 บาทต่อวัน และภูเก็ต 221 บาทต่อวัน ให้ขึ้นไป 300 บาท หรือขึ้น 40% ก่อน จากนั้นค่อยทยอยปรับค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดอื่นๆ จนกว่าจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 บาทเท่ากันทุกจังหวัด






[11 กรกฎาคม] เตือนค่าแรง 300 ทำแรงงานต่างด้าวทะลักไทย-นักลงทุนหนี


          สหพัฒน์ ชี้ค่าแรง 300 ทำไม่ได้ ระบบจะพัง นักลงทุนหนีแน่ ขณะที่ รมว.แรงงาน เผยแรงงานกัมพูชาจะทะลักไทย เหตุอยากได้ค่าแรงสูง เพราะกฎหมายไทย ให้ต่างด้าวมีค่าแรงเท่ากัน

          จากกรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้าของผู้ประกอบการ รวมทั้งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทางด้านผู้ประกอบการทั้งหลายก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ถึงนโยบายดังกล่าว รวมไปถึงสหพัฒน์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ด้วย

          โดย นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายที่เข้าไปตรวจสอบต้นทุนสินค้า เพราะจะได้ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ที่ถูกค้ากำไรเกินควร แต่ความเป็นจริงแล้วโครงสร้างสินค้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเกินจริง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดก็มีความรุนแรงอยู่แล้ว คงไม่มีใครกล้าที่จะทำแบบนั้น แม้แต่ค่ายใหญ่ยูนิลีเวอร์ ยังต้องลดราคาลงมา

          บิ๊กบอสแห่งสหพัฒนพิบูล  ยังกล่าวอีกว่า สินค้าที่รัฐบาลควรเข้าไปตรวจสอบ ควรเป็นสินค้าที่ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาด ที่สามารถขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องคำนึงคู่แข่ง ประเภทอาหารสด พวก ไก่ ไข่ หมู ปุ๋ย และหากรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ ควรแก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้สินค้ามีราคาแพง นั่นคือ วัตถุดิบที่เป็นต้นทุนสำคัญของสินค้าต่าง ๆ เช่น กรณีของแป้งสาลีที่พุ่งสูงขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลควรเสนอตัวเป็นตัวกลางซื้อขายให้กับภาคเอกชน เพื่อป้องกันการแก้ปัญหาการเก็งกำไรวัตถุดิบ

          นอกจากนี้ นายบุญชัย ยังได้กล่าวถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย รัฐบาลจะทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะถ้าหากทำขึ้นมาจริง จะส่งผลกระทบหลายด้าน ระบบจะพัง นักลงทุนก็จะหนีหายหมด เหมือนกับกรณีประเทศจีนที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้นักลงทุนจีน หนีมาลงทุนในประเทศไทยกันหมด

          ทางด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีแรงงานกัมพูชาทะลักเข้าไทย เนื่องจากหวังว่าจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยเชื่อว่า นโยบายดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จะมีส่วนจูงใจให้แรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่จะตามมาด้วย เช่น อัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบคนไทยทั้งประเทศ ส่วนสถานประกอบการก็จะได้รับกระทบ เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนอาจต้องปิดกิจการ ทำให้คนตกงานมากขึ้น

          นายเฉลิมชัย ยังกล่าวอีกว่า หากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศจริง แล้วไม่ได้ครอบคลุมไปถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทางรัฐบาลใหม่ก็จะต้องชี้แจงต่อองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย กำหนดให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราเดียวกับคนไทย
 



 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
    



เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ส.อ.ท.ค้านขึ้นค่าแรง ชี้ทำเศรษฐกิจช็อกหนัก อัปเดตล่าสุด 13 กรกฎาคม 2554 เวลา 07:57:44 95,945 อ่าน
TOP
x close