
การจัดหาน้ำดื่มและน้ำใช้ในครัวเรือนท่ามกลางภาวะน้ำท่วม (ม.อ.วิทยาเขตหาดใหญ่)
ในภาวะน้ำท่วมอย่างกว้างในขณะนี้ น้ำดื่มบรรจุขวดหาซื้อได้ยากเนื่องจากโรงงานผลิตถูกน้ำท่วม การขนส่งยากลำบาก จำนวนและพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าและกว้างขวางกว่าหน่วยงานบรรเทาทุกข์จะช่วยได้ ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังก็ยาวนาน ประชาชนจำเป็นต้องหาทางช่วยตนเองให้มากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ศ.นพ.ดร.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ หัวหน้าหน่วยระบาดวิทยา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จึงได้เสนอแนวคิดและข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ ในการจัดหาน้ำดื่ม ผ่านทาง Online Disaster Resource ดังนี้
การรองรับน้ำฝน
ควรหาทางกักเก็บให้มากที่สุดในขณะฝนตก ถ้าภาชนะสะอาดพอ สามารถดื่มได้เลยเนื่องจากในช่วงน้ำท่วมนี้ระบบอุตสาหกรรมและการจราจรหยุดชะงัก ทำให้มลพิษทางอากาศน้อย
การจับและรองรับน้ำค้าง
หลักการทางวิทยาศาสตร์มีอยู่ว่า อากาศทั่วไปมีไอน้ำ ถ้าพื้นผิวเย็นด้วยเหตุใดก็ตาม ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
การสร้างพื้นผิวจับน้ำค้างทำได้โดยให้พื้นผิวนั้น ๆ สูญเสียพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อนขึ้นไปบนท้องฟ้าในคืนที่อากาศโปร่งปราศจากเมฆ ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ให้ความร้อนที่สะสมอยู่ในตอนกลางวันซึ่งอยู่ใต้พื้นผิวนั้นเช่นจากพื้นดินหรือตัวบ้านมาทำให้พื้นผิวอุ่น
ในทางปฏิบัติ ควรหาพื้นที่โล่ง ไม่มีร่มไม้หรือชายคาปกคลุม ใช้ผ้ายางหรือไวนิลบาง ๆ ผิวมันสะอาดลื่นซึ่งแผ่รังสีได้ดีและน้ำไม่เกาะง่าย ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ขึงเอียงประมาณ 30 องศา ชายขอบบนตรึงขนานกับพื้นดิน ชายล่างอยู่เหนือพื้นประมาณ 1 ฟุต คล้าย ๆ ขึงเต็นท์ ไม่ควรให้สูงเกินไปเพราะบริเวณใกล้พื้นมีความชื้นสูงกว่าที่สูง และควรพ้นจากพื้นดินพอสมควรเพื่อไม่ให้ความร้อนจากพื้นดินที่สะสมอยู่ทำให้น้ำค้างระเหย ชายขอบบนตรึงขนานกับพื้นดิน ขอบล่างหย่อนเล็กน้อย เพื่อจัดภาชนะรองรับหยดน้ำที่ไหลลงจากผ้ายางได้ง่ายขึ้น
บ้านที่มีหลังคาเป็นแผ่นโลหะ (metal sheet) ก็อาจจะมีน้ำค้างจากหลังคาอยู่แล้วในบางวันเนื่องจากกลไกดังกล่าว การเสริมฉนวนเช่นแผ่นโฟมใต้แผ่นโลหะป้องกันความร้อนจากตัวบ้านไม่ไปถึงแผ่นโลหะหลังคาจะเพิ่มน้ำค้างได้มาก
น้ำค้างมีปริมาณน้อยกว่าน้ำฝนมาก ในฤดูกาลและภาวะที่เหมาะสม อาจจะได้น้ำค้างเทียบเท่ากับฝนตก 0.3 มม. พื้นที่จับน้ำค้างขนาด 2 x 5 เมตร หรือ 10 ตารางเมตรจึงจับน้ำค้างได้ไม่เกิน 3 ลิตรต่อวันซึ่งอาจจะเพียงพอสำหรับใช้ดื่มหรือปรุงอาหารสำหรับคนหนึ่งคนในวันนั้น แต่อาจจะมีข้อจำกัดทางภูมิอากาศทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำค้างในบางพื้นที่ได้
การกรองน้ำ
หากที่ไม่สามารถเก็บกักน้ำฝนและน้ำค้าง กรวดและทรายที่บรรจุถุงป้องกันน้ำท่วมเป็นวัสดุกรองที่ดีในยามยากสำหรับกรองน้ำที่ท่วมอยู่มาใช้งานชั่วคราว นำที่กรองได้เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือนแต่ไม่ควรนำมาใช้ดื่ม
การตกตะกอน
สิ่งสกปรกจำนวนมากอยู่กับตะกอน การทำให้น้ำตกตะกอนโดยการแกว่งสารส้ม หรือ ปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอนเอง แล้วจึงเอาน้ำใสตอนบนมาใช้ หรือ กรองแล้ว ฆ่าเชื้อก่อนใช้ จะได้น้ำที่ปลอดภัยมากขึ้น
ระบบกรองน้ำฉุกเฉิน
ทรายสำหรับบรรจุถุงทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วม นำบรรจุใส่ถังน้ำพลาสติกหรือโอ่งน้ำ ให้ทรายมีความหนา 80 ซม จะช่วยให้น้ำที่ตกตะกอนแล้วใสยิ่งขึ้น และมีเชื้อโรคน้อยลง
การฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน
การฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ทำได้ง่าย ใช้น้ำยาคลอรีนหรือไฮเตอร์ 8 หยดต่อน้ำหนึ่งแกลลอน หรือ 2 หยดต่อน้ำหนึ่งลิตร ตั้งทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที คลอรีนฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดีพอสมควร แต่ไม่หมดโดยเฉพาะถ้าน้ำขุ่น ดังนั้นการปล่อยให้น้ำตกตะกอนและกรองให้ดีเสียก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
น้ำที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวตามลำดับ คือ ตกตะกอน กรอง และ เติมคลอรีนแล้ว มีคุณภาพเท่าหรือใกล้เคียงกับน้ำประปา ถ้าทำครบถูกต้องทุกขั้นตอนและแหล่งน้ำดิบไม่สกปรกมาก ก็พอใช้หุงต้มอาหารได้
ถ้าจะใช้เป็นน้ำดื่ม น่าจะฆ่าเชื้อโดยการต้ม หรือ อย่างน้อยฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดเป็นขั้นสุดท้าย
การฆ่าเชื้อด้วยแสงแดด (Solar Disinfection หรือ SODIS)
เชื้อโรคส่วนใหญ่ในน้ำ ตายด้วยความร้อน แสง ultra-violet (UV) และ อนุมูลออกซิเจนอิสระ กระบวนการ SODIS อาศัยหลักการดังกล่าวในการผลิตน้ำดื่มที่ปลอดภัย
สิ่งที่จะต้องเตรียม ได้แก่...
วิธีการฆ่าเชื้อ
1. กรอกน้ำที่ปลอดภัยดังกล่าวลงขวดให้ได้ประมาณ 3 ใน 4 ขวด
2.เขย่าแรง ๆ อย่างน้อย 20 ครั้ง ให้อากาศ (ออกซิเจน) ผสมกับน้ำให้ทั่ว
3.เติมน้ำให้เต็มขวด ปิดฝาแน่นสนิท
4.วางขวดในแนวนอน ตากแดดบนพื้นตามข้อ 4 ข้างบนทิ้งไว้ อย่าพยายามขยับขวดโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ออกซิเจนไม่แยกตัวจากน้ำ
ถ้าฝนตกตลอด แดดไม่ออกเลย ให้รองน้ำฝนดื่มแทน
น้ำในขวดดังกล่าวนำไปดื่มได้เลย หรือจะเก็บไว้ดื่มในภายหลังก็ได้ แสงแดด ความร้อน และออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากัน มีผลในการฆ่าเชื้อโรคทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิ 99.9% แต่อาจจะมีสาหร่ายเซลเดียวซึ่งทนรังสียูวีและความร้อนซึ่งอาจจะจับตัวเป็นตะไคร่น้ำในขวดได้ถ้าเก็บขวดไว้นาน แต่น้ำที่มีสาหร่ายเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อผู้ดื่มทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ
หมายเหตุ
1.เทคโนโลยี SODIS เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดยองค์การนานาชาติ www.sodis.ch
2.ขวดน้ำใส PET หรือ Poly Ethylene Terephthalate (โพลีเอทธิลีนเทเรฟทาเลต) ที่ตากแดดในระดับนี้ ปลดปล่อยสารเคมีน้อยมาก ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่เหมือนวัสดุประเภท PVC ทุกวันนี้เราก็ดื่มน้ำบรรจุขวด PET กันเป็นประจำอยู่แล้ว
3.สรุปว่าการนำข้าวของไปแจกชาวบ้านที่ติดอยู่ในบริเวณน้ำท่วม นอกเหนือจากอาหารและน้ำขวดแล้ว ควรจัดหาสารส้มและคลอรีนหรือไฮเตอร์ไปใช้ฆ่าเชื้อในน้ำด้วย





