

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Youtube.com โพสต์โดย duangaes
เขาว่ากันว่า "ครูเปรียบเสมือนเรือแจว" เมื่อแจวพาข้ามฝั่งแล้ว ก็ต้องพายเรือกลับมารับคนอีกฝั่งเพื่อจะข้ามไปยังจุดมุ่งหมายปลายทาง ซึ่งก็เหมือนกับครูที่ได้ประสิทธิประสาทความรู้ให้กับลูกศิษย์จากรุ่นสู่รุ่น โดยมีจุดหมายเดียวกันคือ อยากเห็นพวกเขาเป็นคนดีในสังคม และมีงานทำสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เฉกเช่นเรื่องราวที่รายการวีไอพีได้นำมาฝากกันเมื่อวันจันทร์ ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องราวของของคุณครูคนหนึ่ง ที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะหยิบยื่นโอกาสให้ลูกศิษย์ที่พิการได้มีงานทำ หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ถึงแม้ว่า...คุณครูท่านนี้จะพิการเช่นเดียวกันก็ตาม
คุณครูคนนี้มีชื่อว่า ครูมานพ เอี่ยมสะอาด โดยคุณครูมานพเล่าถึงที่มาที่ไปของการทำงานในครั้งนี้ว่า จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของตนนั้น คืออยากให้คนพิการได้เห็นคุณค่าของตนเอง และอยากให้สังคมยอมรับว่า ความพิการไม่ได้เป็นภาระในสังคมแต่อย่างใด เริ่มแรกเดิมทีตนเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับด้านโปรแกรมเมอร์ที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนที่ให้โอกาสคนพิการได้เข้าเรียนฟรี แต่พอตนสอนไปได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่า ปัญหาของคนพิการนั้นมีมากมายหลายอย่าง แต่ปัญหาที่พบมากที่สุดนั้นก็คือคำว่าโอกาส ตนเลยคิดว่า ถ้าตนสอนหนังสืออย่างนี้ต่อไปก็จะมีนักเรียนเพียงแค่ไม่กี่ร้อยคนที่จบไปแล้วมีงานทำ แล้วทำไมตนไม่ลองเป็นช่องทางโอกาสของคนพิการ ที่จะช่วยคนพิการทุกคนให้มีโอกาสได้เรียน ตนจึงได้จัดตั้งศูนย์จัดหางานศูยน์คนพิการพระมหาไถ่ เพื่อเป็นช่องทางในการประสานงานระหว่างคนพิการ กับผู้ประกอบการทั้งหลาย โดยมีตัวเชื่อมเป็นโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ ที่คอยมอบความรู้ที่พวกเขาถนัดให้

คุณครูมานพ ยังเล่าต่อว่า ศูนย์จัดหางานศูนย์คนพิการแห่งนี้ เป็นศูนย์ที่รวบรวมคนพิการไม่ว่าจะเป็น ตาบอด หูหนวก แขนไม่มี ขาไม่มี หรือ เดินไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งเริ่มแรกตนก็จะประสานงานกับทาง อบต. และ อบจ. ว่าที่ไหนบ้างที่มีคนพิการ เสร็จแล้วก็เช็คข้อมูลเบื้องต้นว่า เขาอยู่ที่ไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร แล้วก็ลงพื้นที่ไปหา จากนั้นก็เข้าไปพูดคุยกับผู้ปกครอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เพราะผู้ปกครองบางคนก็คิดว่า ลูกพิการทำอะไรไม่ได้ ให้อยู่ที่บ้านดีกว่าจะได้ไม่เป็นภาระ ส่วนบางคนก็ตอกกลับมาว่า ลูกของฉันฉันเลี้ยงเองได้ ... ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้พิการขาดโอกาสในการเรียนรู้ ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และเป็นภาระของครอบครัวต่อไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ครูมานพก็ไม่ย่อท้อกับปัญหา พยายามชี้แจง และทำให้ผู้พิการทุกคนตระหนักถึงความสามารถของตนเอง สร้างกำลังใจให้พวกเขายืนหยัดที่จะยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างแข็งแรง โดยคุณครูมานพกล่าวยืนยันว่า ถ้าใครที่ได้เข้าร่วมในศูนย์คนพิการแห่งนี้ รับรองได้เลยว่า จบไปมีงานทำแน่นอน เพราะคนพิการตอนนี้มีอยู่เยอะมากในประเทศไทย สำรวจได้ประมาณ 1.8 ล้านคน ใน 70 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนทั้งหมด เรียนแค่ชั้น ป.4 หรือไม่ได้เรียนก็มี ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายออกมาเอื้อคนให้พิการเรียนฟรีถึงปริญญาตรี แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่เรียนกันล่ะ ตนจึงพยายามหาทางช่วยเหลือ โดยจัดตั้งโครงการต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้คนพิการได้ศึกษาหาความรู้ ซึ่งตอนนี้ตนก็สามารถทำให้คนพิการเกือบ 3,000 คน มีการศึกษา เรียนจบ มีงานทำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (ยิ้ม)
ส่วนเรื่องราวในชีวิตของครูมานพ ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แถมยังยากลำบากมาก ๆ ในวัยเด็ก อีกทั้งยังต้องประสบกับความพิการอย่างแก้ไม่ได้ โดยคุณครูมานพ เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้พิการ แขนขายังใช้การได้ดี จนกระทั่งอายุประมาณ 9 ขวบ วันนั้นตนเล่นตากฝนจนเป็นหวัด แต่เป็นอยู่นานมาก กินยาเท่าไรก็ไม่หาย ไปหาหมออะไรก็รักษาไม่หาย ด้วยความที่บ้านยากจนมาก พ่อกับแม่ก็คิดว่าตนคงเป็นไข้หวัดธรรมดา จึงไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วอาการของตนนั้นเป็นอาการเริ่มต้นของผู้ที่กำลังจะเป็น "โปลิโอ" หลังจากนั้นสักวันสองวัน ตนก็สลบไปสามวันสามคืน ฟื้นขึ้นมาตนก็อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนั้นพ่อแม่ก็ยังไม่รู้ว่าตนเป็นอะไร ก็พยายามหาหมอมารักษา ทั้งหมอไสยศาสตร์ หมอนวดน้ำมัน แต่สุดท้ายแล้วหมอที่ศิริราชก็วินิจฉัยว่า ตนป่วยเป็นโรคโปลิโอ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคพิการถาวร ไม่มีโอกาสรักษาหาย...
เมื่อความพิการมาเยือน ความสนุกที่ควรได้รับในวัยเด็กก็ถูกกลืนหายไป อยากจะไปวิ่งเล่นเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นก็ทำไม่ได้ และเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นภาระให้กับครอบครัว แต่แล้วขณะที่รอผ่าตัดขา ครูมานพก็ถูกส่งไปยังโรงเรียนศรีสังวาลย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเฉพาะคนพิการ และที่นี่เอง ที่ทำให้ครูมานพเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง ครูมานพได้เรียนต่อในช่วงมัธยมต้นที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ และต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเลือกเรียนสายพาณิชย์ เพราะตอนนั้นเคยลองฝึกพิมพ์ดีด แล้วรู้ตัวว่าพิมพ์เร็ว เลยคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัด ...
ครูมานพ เล่าให้ฟังว่า พออายุได้ 14 ปี ต้องย้ายไปพักที่บ้านนนทภูมิ ซึ่งตอนนั้นไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ต้องนอนรวม ๆ กัน ไม่แบ่งแยกประเภท ทั้งผู้พิการทางร่างกาย และผู้พิการทางด้านสติปัญญา สำหรับการเดินทางไปเรียนนั้น ก็มีรถรับส่งตามปกติ และเขาให้เงินไปโรงเรียนวันละ 7 บาท ซื้อข้าว 5 บาท ซื้อน้ำ 2 บาท ซึ่งไม่พอกินหรือพอที่จะซื้ออุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ เลย ตนจึงรับจ้างทำงานพิเศษ ติดสันหนังสืออักษรเบลล์เล่มหนา ๆ ได้เล่มละ 5 บาท ประกอบกับเรียนดี และชอบช่วยเหลือคุณครู จึงถูกส่งชื่อเข้าชิงทุน

เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ครูมานพก็ได้ช่วยงานที่สถานสงเคราะห์ ในงานด้านเอกสาร จนวันหนึ่งได้เห็นประกาศของทางโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา จ.ชลบุรี ว่า เขาเปิดหลักสูตรเรียนคอมพิวเตอร์ฟรี ครูมานพจึงไม่รีรอรีบส่งใบสมัครในทันที และทันที่ที่ครูมานพได้เรียนคอมพิวเตอร์ก็ชอบและตั้งมั่นว่าตัวเองจะเอาดีทางด้านนี้อย่างแน่นอน... ครูมานพลงเรียนคอร์สคอมพิวเตอร์อยู่หลายคอร์ดจนบาทหลวงเห็นความสามารถจึงให้ทุนไปเรียน พร้อมกล่าวกับตนว่า "อยากเห็นตนประสบความสำเร็จ และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ก็ให้ตนช่วยคนอื่นต่อไป" ซึ่งตอนนั้นตนก็เลือกเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เรียนได้ไม่ถึงปี ทางโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ก็เปิดหลักสูตรระยะยาวพอดี ตนเลยลาออกและเข้าเรียนที่นั่น เนื่องจากการเดินทางในกรุงเทพฯ มันยากลำบากมากสำหรับคนพิการ และคิดว่าถ้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ คงจะช่วยเหลือบาทหลวงทำงานได้บ้าง
ครูมานพเล่าชีวิตหลังเรียนจบให้ฟังว่า พอตนเรียนจบ ก็ช่วยงานบาทหลวงบ้าง และได้หางานทำที่บริษัทแห่งหนึ่ง ตอนนั้นได้เงินเดือนเดือนละ 2,200 บาท แต่มีสวัสดิการพร้อม กินฟรีอยู่ฟรี แต่พอดีเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน ซึ่งตอนนี้เป็น ผอ. ที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่แล้ว เขาบอกกับตนว่า ทำไมไม่มาเป็นครูล่ะ เพราะครูมันหายาก เรามาช่วยกันพัฒนารุ่นน้องดีกว่า มาเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิดของคนพิการกันดีกว่า เมื่อตนได้ฟังดังนั้นก็ลาออกจากงาน แล้วมาเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากนั้นคุณครูมานพก็ได้สั่งสอนศิษย์ จากรุ่นสู่รุ่น จนตอนนี้มีหลายคนที่มีอาชีพที่มั่นคง มีครอบครัว และเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยทางรายการได้ไปสัมภาษณ์ลูกศิษย์ ถึงความประทับใจที่มีต่อครูมานพว่า... ตอนนี้ตนมีงานมีการทำที่ดีแล้ว ครูมานพเข้ามาเติมเต็มชีวิตให้ตนมีวันนี้ได้ ทั้งให้งาน และเป็นที่ปรึกษาในการใช้ชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลงไปมาก ตนมีสามารถซื้อบ้านให้ครอบครัว เดินไปทางไปไหนมาไหนก็สะดวกเพราะตนมีเงินซื้อรถ มีเงินส่งให้ทางบ้าง มีครอบครัว ซึ่งตนภูมิใจในตัวเองมาก ๆ ทั้งนี้ที่ตนมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะครูมานพ ตนก็ขอขอบพระคุณคุณครูมาก ที่มาเปลี่ยนชีวิตของตน สุดท้ายนี้ตนขอให้กำลังใจคนพิการทุกคนว่า ถ้าเรายังมีพลัง มีแรงใจ ก็ขอให้สู้ต่อไป เราจะไม่ได้เป็นภาระของสังคม ภาระของครอบครัว และจะได้มีวันดี ๆ อย่างนี้เหมือนตน

ทางด้านลูกศิษย์อีกหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื้นตันว่า ตนเป็นคนเรียนไม่เก่ง เรียนไม่ทันเพื่อน แต่ก็มีครูมานพที่ช่วยเหลือทุก ๆ อย่าง ทุกวันนี้ตนภูมิใจในตัวเองมาก ตนมีงานทำ ไม่เป็นภาระให้กับคนอื่น ตนอยากจะฝากบอกไปถึงครูมานพว่า ลูกศิษย์คนนี้รักครูมาก ๆ และคุณครูก็ยังอยู่ในใจของตนเสมอ ไม่มีวันลืม ...
ส่วนคุณครูมานพเมื่อได้ยิน คำบอกกล่าวของลูกศิษย์ก็ยิ้มแก้มปริ แล้วก็เล่าถึงการทำงานในศูนย์จัดหางานพระมหาไถ่ให้ฟังว่า ตอนนี้ทางศูนย์ได้ผุดโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาหลายอย่าง ทั้งธุรกิจเพื่อสังคม ที่มุ่งกำไรเพื่อสังคมคนพิการ เช่น เฟรนคาเฟ่ เป็นร้านคุ้กกี้เบเกอรี่ และขายกาแฟ ที่น้อง ๆ คนพิการได้ร่วมกันทำเป็นกลุ่ม ๆ นอกจากนี้ยังมีโครงการตลาดนัดสินค้าคนพิการ ที่ได้นำเอาสินค้าหรืองานฝีมือของคนพิการที่ยังไม่มีที่ขาย มาขายในตลาดแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมีการรับซื้อของเก่ามารีไซเคิลเสริมรายได้เพื่อจุนเจือโครงการต่าง ๆ



ครูมานพ กล่าวสรุปเรื่องราวของศูนย์จัดหางานและโครงการต่าง ๆ ให้ฟังว่า ศูนย์แห่งนี้คล้ายเป็นศูนย์ฝึกความสามารถของคนพิการ บางคนฝีมือยังไม่เข้าขั้นก็ต้อง ๆ ค่อย ๆ เรียน ค่อย ๆ สอนกันไป ถ้าใครที่ตนเห็นว่า เก่งแล้ว ก็จะติดต่อไปยังผู้ประกอบการให้มารับตัวไป เพราะตามกฎหมายในบริษัททุก ๆ บริษัท จำนวนพนักงาน 100 คน ต้องมีคนพิการ 1 คน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการกำลังมองหาคนพิการมาทำงาน จนนักเรียนของตนทุกคนมีงานทำกันหมด (ยิ้ม)
"ตอนนี้ผมมีงานทำ และประสบความสำเร็จแล้ว ผมก็อยากให้คนอื่นประสบความสำเร็จบ้าง อยากให้เขาเป็นเหมือนเรา ถ้าเขาเรียนกับเรา ถ้าเขามาหางานกับเรา เขาก็จะได้รับโอกาสที่ดีเหมือนผมแน่นอน" ครูมานพกล่าว
สุดท้ายนี้ ครูมานพได้กล้าวทิ้งท้ายไว้ว่า "คนพิการก็เหมือนขยะ ถ้าบ้านไหนมีถังขยะหน้าบ้าน เวลาเราเดินผ่านก็ชอบฝากทิ้ง หรือว่าบ้านเรามีถังขยะเขาก็ชอบมาทิ้งที่หน้าบ้านเรา เพราะเขาเห็นว่าขยะนั้นไม่มีค่า และมักผลักขยะให้คนอื่นอยู่เสมอ ๆ ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า ขยะที่ทุกคนไม่ต้องการนั้น ก็มีค่าเหมือนกัน ถ้าพวกคุณพาเขาเขาไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ พัฒนาเขาจนมีความสามารถ และสักวันขยะอันนั้นจะเป็นทองคำที่มีค่าแน่นอน"
คลิป : ครูมานพ ผู้ปลุกปั้นชีวิตคนพิการ ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ตอนที่ 1
คลิป : ครูมานพ ผู้ปลุกปั้นชีวิตคนพิการ ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ตอนที่ 2
คลิป : ครูมานพ ผู้ปลุกปั้นชีวิตคนพิการ ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ตอนที่ 3
คลิป : ครูมานพ ผู้ปลุกปั้นชีวิตคนพิการ ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ตอนที่ 4





